บทที่ 10 ตอนที่ 10 รถไฟชนกัน

ตอนที่ 10 รถไฟชนกัน

ถังมี่หอบปิ่นโตเข้ามาในห้องผู้ป่วย ครั้นเมื่อเด็กชายตัวน้อยมองเห็นเธอ ก็ยิ้มกว้างออกมาจนดวงตาเป็นรูปเสี้ยวพระจันทร์

‘ตรวจพบคะแนนความสุขห้าคะแนน’ ยังไม่ทันเข้าห้องเลย ความสุขก็มาแล้ว

“ตงหยางงงง” เสียงหวานเอ่ยเรียก พร้อมกับร่างเพรียวบางที่ตรงเข้าไปหา เธอโอบกอดเด็กน้อยเบา ๆ เด็กชายตกใจแต่ก็อยู่นิ่ง ๆ ให้กอด ความรู้สึกแปลก ๆ ก่อเกิดในใจของเขาอย่างเต็มดวง

“ตงหยางคือความสุขของอาสะใภ้” เด็กน้อยก้มหน้ายิ้มเขิน ริมฝีปากที่เมื่อก่อนแห้งแตกเป็นขุย บัดนี้ได้กินวิตามิน กับน้ำบริสุทธิ์จากมิติ ก็เริ่มมีเลือดฝาดแล้ว

“ตงหยางของอาหล่อขนาดนี้เลยเหรอ ดูสิเนี่ย แก้มเล็ก ๆ มีลักยิ้มด้วย น่าร็อกอะ”

“อะ อะ อา ซาใภ้ กะ ก็สวย” ยิ่งได้ยินเด็กตอบกลับด้วยใบหน้าแดงก่ำ ถังมี่ก็หัวเราะอย่างพอใจ

แต่แล้วอยู่ ๆ หลี่ตงหยางก็ลุกขึ้นจากเตียง ถังมี่ยกคิ้วมอง

“อยากเข้าห้องน้ำเหรอครับ” เด็กน้อยผงกหัวหงึก ๆ

“อะ อา บอกนะ หน้าลอก ตะ ต้องล้างหน้า” เดี๋ยวนะ!...หน้าลอกอะไรก่อน ถังมี่รีบทบทวนคำพูดตนเอง ฉับพลันนั้นเธอก็หัวเราะเสียงดัง โธ่เอ๊ย เจ้าเด็กซื่อ

เสียงหัวเราะที่ดังราวกับกระดิ่งก้องกังวานไปทั่วห้อง เธอเอามือกุมท้อง ล้มตัวลงไปทับขาเล็ก ๆ หลี่ตงหยางที่ไม่รู้ว่าอาสะใภ้ขำอะไร แต่เขาก็อดจะหัวเราะตามไม่ได้

หลี่อี้หมิงเดินกลับเข้ามาในห้อง เขาได้ยินเสียงหัวเราะดังกังวานก็รีบก้าวขาเข้ามา แต่ภาพความอบอุ่นก็ตรึงขาเขาเอาไว้ที่หน้าประตู หัวหน้าหลี่มองดูเงียบ ๆ อย่างไม่รู้ตัว ตงหยางถึงกับหัวเราะแล้ว

“หยางหยางของอาน่ารักที่สุด”

“อะ อา กะก็ นะ น่ารัก”

“ใช่ ๆ เราสองคนน่ารักที่สุด แต่เมื่อกี้อาไม่ได้บอกว่า หยางหยางหน้าลอก แต่อาบอกว่าน่าร็อก” ก็เห็นอยู่ว่าหน้าลอก ทำไมอาสะใภ้รองถึงบอกไม่ใช่

“น่าร็อกเป็นการเล่นคำ จากความหมายเดียวก็คือคำว่าน่ารัก แต่เราเล่นคำให้มันดูแบ๊ว ๆ ขึ้นมา”

“ทำให้ภาษาวิบัติน่ะสิ เธอควรสอนสิ่งที่ถูกต้องให้กับหลาน ตงหยางยังเด็กเขาจะจดจำทุกสิ่งจากคนใกล้ตัว” หลี่อี้หมิงพูดไม่ผิด เธอไม่ควรสอนสิ่งที่ผิดให้หลาน

แต่นี่แค่คำพูดนะ อนาคตเธอวางแผนว่าจะสอนหนังสือให้หลานด้วยซ้ำ แค่นี้อีตาพระเอกก็กลัวว่าหลานจะจำ แล้วที่ผ่านมาล่ะ ทั้งแม่ชั่ว ทั้งอาถังมี่ร่างชั่วทำกับเด็กขนาดนี้ เด็กจะไม่จำเหรอ แต่ไม่เป็นไร ถังมี่ร่างทองมาแล้ว

“ขอโทษ ฉันไม่ทันคิดน่ะ ต่อไปนี้จะไม่มีแล้ว หยางหยาง อาสะใภ้รองขอโทษนะครับ เดี๋ยวหยางหยางออกจากโรงพยาบาลทหารแล้ว อาจะสอนหนังสือให้”

‘ตรวจพบความสุขสิบคะแนน’ โอ้วว้าว มีห้าคะแนนแล้ว

“มา ๆ กินข้าวกันเดี๋ยวจะได้กินยา มียาหลังอาหารด้วยใช่ไหม”

“มี” เขาตอบสั้น ๆ จากนั้นก็เดินไปหยิบยากับน้ำมาวางไว้บนโต๊ะ

“อันนี้ยาก่อนอาหาร เดี๋ยวยาหลังอาหารจะเอามาให้อีกที”

“อ้อได้ ขอบคุณ จริงสิอี้หมิง นายเอาปิ่นโตเถานั้นไป ฉันทำอาหารมาเผื่อ แล้วอีกเถาก็เป็นของสหายฟ่าน ฝากขอบคุณด้วยที่ไปปล่อยตัวฉัน”

นอกจากจะไม่ด่า ไม่โวยวาย ไม่วิ่งเข้ามากัดคนอย่างคลุ้มคลั่งแล้ว ยังทำอาหารมาให้ แล้วยังกล่าวขอโทษ ขอบคุณอีกด้วย เกิดอะไรขึ้นกับเธอกัน หรือวางแผนชั่วอะไรอีก หรือว่าเธอจะรู้ว่าเขาเขียนหนังสือหย่า เลยมาทำดีด้วย

หึ!...ถ้ากลัวถูกหย่า ทำไมไม่ทำตัวให้ดี ๆ ตั้งแต่แรก มาทำเอาตอนนี้มันไม่สายไปหน่อยหรือ

“มันสายไปแล้วถังมี่” ถังมี่ยัดปิ่นโตใส่มือของคนตัวโต แต่เมื่อได้ยินคำพูดและแววตาเย็นชา เธอก็ชะงักนิ่ง

“สายเหรอ นี่เพิ่งจะสี่โมงเย็นเองนะ ยังไม่เลยเวลากินข้าวนี่ ถ้าอย่างนั้นคุณก็รีบไปกิน ฉันจะป้อนหยางหยาง”

หลี่อี้หมิงเบิกตามอง ดูเหมือนสายของเขาและสายของเธอจะคนละความหมาย นี่จะแกล้งโง่ให้ได้เลยใช่ไหม

ถังมี่ไม่สนใจเขาอีก เธอหันมาเปิดปิ่นโตออกมาวางทีละอัน ก่อนจะไปขยับตัวเด็กน้อยให้นั่งพิงหัวเตียง ปลายหางตาหันไปมองไอ้คนขี้เก๊กที่เดินออกไป เธอก็รีบหยิบยารักษาโรคขาดสารอาหารออกมา

“กินยาก่อนครับ” หลี่ตงหยางอ้าปากกินอย่างง่ายดาย

ถังมี่อดจะนึกถึงลูกของผู้กำกับในชาติที่แล้วไม่ได้ เด็กนั่นกว่าจะกินยาได้ ผู้กำกับต้องหลอกล่อสุดชีวิต ใส่ชุดมาสคอตบ้าง โหนสลิงบ้าง

แต่เดี๋ยวนะ!...ชุดมาสคอตเหรอ ดีเลย เอาไว้ทำให้หยางหยางใส่เล่นดีกว่า

“มาครับกินข้าว วันนี้อาทำข้าวต้มปลา กับผัดผักสามสหายที่หยางหยางชอบ” หลี่ตงหยางดวงตาเป็นประกาย

เด็กน้อยรู้ตัวว่าตนเองพูดช้า จึงไม่ค่อยอยากพูด เขารับช้อนมาตักเข้าปาก แก้มเล็ก ๆ เริ่มป่องขึ้นมาบ้างแล้ว ถังมี่ก็นั่งปอกผลไม้เอาไว้รอ

“อะ อะ อาครับ อ้ำ” ถังมี่หันไปตามเสียงเรียก แต่เมื่อกำลังจะอ้าปากถาม ช้อนข้าวต้มก็ตรงมาที่ริมฝีปาก เธอยิ้มออกมาแล้วอ้าปากงับทันที

‘ตรวจพบคะแนนความสุขสิบห้าคะแนน’ โอ้วว ความสุขฉันยี่สิบคะแนนแล้ว

“อารักหยางหยาง” อยู่ ๆ ก็ถูกบอกรัก เด็กน้อยเขินอายจนใบหูเป็นสีแดงแล้ว

“ยะ หยางหยาง กะ ก็รัก”

หลี่อี้หมิงมองดูคนทั้งสองที่เหมือนในโลกมีเพียงสองคนก็ขมวดคิ้ว เขามองเหมือนถังมี่จะไม่ได้เสแสร้ง แต่ก็ยังพูดไม่ได้เพราะผู้หญิงคนนี้ชอบโกหกเป็นที่สุด ดูกันไปก่อนก็แล้วกัน

กลิ่นอาหารที่หอมโชยมาจนท้องของชายหนุ่มเริ่มประท้วง หลี่อี้หมิงเปิดปิ่นโตออกมา อาหารหน้าตาน่ากิน เขายกตะเกียบคีบผัดผักก่อน ก้านผักกรอบสุกกำลังพอดี รสชาติกลมกล่อม อร่อยปาก เขาหยิบอีกชิ้น อีกชิ้น และอีกชิ้น เผลอครู่เดียวผัดผักก็หมดไป

“น้องรอง ฉันเอาอาหารมาส่ง”

“พี่อี้หมิงคะ ฉันเอาปิ่นโตมาส่งค่ะ”

ถังมี่หันไปมองที่หน้าประตู มาแล้ว ๆ นางเอกของเรื่อง ว้าวซ่ามาพร้อมกันเลยจ้า รถไฟฉึกฉักตู้ม ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป