บทที่ 10 10
มากันได้จังหวะพอดีเป๊ะราวกับนัดกันไว้ หรืออาจจะนัดกันไว้จริงๆ ก็ได้ หลินเฟยเฟยคิดในใจอย่างเหยียดหยาม
ป้าจางพอเห็นหลินอี้หานก็รีบเปลี่ยนสีหน้าจากยักษ์ขมูขีเป็นรอยยิ้มประจบประแจงทันที รีบถลาเข้าไปหาประหนึ่งว่าเห็นเทพธิดาลงมาจุติ
"โอ๊ย อี้หานลูก มาทำอะไรที่นี่แต่เช้าจ๊ะ ลมหนาวพัดแรงขนาดนี้เดี๋ยวก็ไม่สบายเอาหรอก ดูสิ ใส่เสื้อผ้าบางแค่นี้เอง โจวเฉิงก็มาด้วยเหรอจ๊ะ ช่างเป็นกิ่งทองใบหยกกันจริงๆ เลย" ป้าจางรีบพูดยกยอปอปั้น
หลินอี้หานยิ้มรับอย่างอ่อนหวาน แสร้งทำสีหน้ากังวลขณะมองมาที่หลินเฟยเฟย "ฉันเป็นห่วงเฟยเฟยน่ะค่ะคุณป้า เมื่อสองวันก่อนเกิดเรื่องวุ่นวายขนาดนั้น ฉันกลัวว่าเฟยเฟยจะคิดสั้น วันนี้เลยชวนพี่โจวเฉิงเอาเสื้อผ้าเก่าๆ ที่ฉันไม่ใส่แล้วกับหมั่นโถวแป้งข้าวโพดมาให้ เผื่อว่าทางนี้จะขาดแคลน"
คำพูดที่ดูเหมือนจะหวังดีและมีเมตตา แต่กลับแฝงไปด้วยการเหยียบย่ำอย่างจงใจ หลินอี้หานจงใจเน้นคำว่า เสื้อผ้าเก่า และ หมั่นโถวแป้งข้าวโพด เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าฐานะของเธอนั้นสูงส่งกว่าหลินเฟยเฟยมากแค่ไหน และยังแสดงให้โจวเฉิงเห็นด้วยว่าเธอเป็นคนจิตใจดีงามเพียงใดที่ยังอุตส่าห์มาเหลียวแลน้องสาวที่ขโมยของตัวเอง
โจวเฉิงที่ยืนอยู่ข้างๆ มองหลินอี้หานด้วยแววตาชื่นชม ก่อนจะหันมามองหลินเฟยเฟยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและผิดหวัง
"เฟยเฟย อี้หานอุตส่าห์ใจดีเอาของมาให้ เธอควรจะขอบคุณพี่สาวเธอนะ และเลิกทำตัวมีปัญหาเสียที เรื่องปิ่นทองนั่นอี้หานบอกว่าไม่อยากเอาเรื่องแล้ว ถือว่าทำทานให้เด็กไม่รู้จักโตอย่างเธอ แต่ต่อไปนี้อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก ฉันรังเกียจผู้หญิงหน้าไม่อายแบบเธอ" โจวเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงสั่งสอนราวกับตัวเองเป็นผู้สูงส่ง
หลินเฟยเฟยมองภาพชายหญิงคู่ตรงหน้าแล้วรู้สึกคลื่นไส้จนแทบจะขย้อนน้ำซุปกระดูกหมูที่ยังไม่ได้กินออกมา ร่างเดิมตาบอดหรือสมองเสื่อมกันแน่ถึงได้ไปหลงรักผู้ชายที่หลงตัวเองและหูเบาแบบนี้ได้
หญิงสาวยืนกอดอก พิงกรอบประตูด้วยท่าทางสบายๆ ไม่มีทีท่าหวาดกลัวหรือเสียใจเหมือนเมื่อก่อน ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ทำให้โจวเฉิงถึงกับชะงักไปชั่วครู่ เพราะเขาไม่เคยเห็นหลินเฟยเฟยยิ้มแบบนี้มาก่อน มันดู...งดงามและเย่อหยิ่งจนน่าประหลาดใจ
"ขอบคุณงั้นเหรอ" หลินเฟยเฟยทวนคำเสียงกลั้วหัวเราะ "ฉันต้องขอบคุณเรื่องอะไรดีล่ะ ขอบคุณที่หลินอี้หานทำปิ่นทองหายแล้วมาโยนความผิดให้ฉันจนฉันเกือบโดนชาวบ้านตีตาย หรือขอบคุณที่เอาเศษขยะที่ตัวเองไม่ใช้แล้วมาโยนให้ถึงหน้าบ้านเพื่อสร้างภาพแม่พระให้ตัวเองดูดีในสายตาคุณกันล่ะ โจวเฉิง"
"เฟยเฟย! เธอพูดบ้าอะไรน่ะ อี้หานหวังดีกับเธอนะ!" โจวเฉิงตวาดเสียงดัง ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธที่ถูกฉีกหน้า
หลินอี้หานเบิกตากว้างด้วยความตกใจ มือบางยกขึ้นปิดปาก น้ำตาคลอเบ้าอย่างรวดเร็วราวกับสั่งได้ "เฟยเฟย...ทำไมเธอถึงพูดจาโหดร้ายแบบนี้ พี่แค่เป็นห่วงเธอจริงๆ นะ พี่ไม่เคยคิดจะสร้างภาพอะไรเลย ทำไมเธอถึงต้องมองพี่ในแง่ร้ายตลอดเวลาด้วย"
"โอ๊ย นังเด็กเนรคุณ! อี้หานอุตส่าห์เมตตาแก แกยังไปด่าเขากลับอีก จิตใจแกมันทำด้วยความมืดมิดหรือไง!" ป้าจางรีบออกตัวปกป้องหลินอี้หานทันที
หลินเฟยเฟยไม่สนใจป้าจาง เธอจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่แสร้งทำเป็นใสซื่อของหลินอี้หานด้วยสายตาที่เฉียบคมราวกับใบมีด
"ถ้าเธอเป็นห่วงฉันจริงๆ หลินอี้หาน... เมื่อสองวันก่อนตอนที่ชาวบ้านกำลังรุมด่ารุมตีฉันกับแม่ชุ่ยฮวา ทำไมเธอถึงยืนดูอยู่เฉยๆ ปล่อยให้ฉันโดนตีจนเกือบตายล่ะ ทั้งๆ ที่เธอเป็นคนเดียวที่รู้ดีที่สุดว่าฉันไม่ได้เอาปิ่นทองของเธอไป"
คำถามที่แทงตรงจุดทำเอาหลินอี้หานสะดุ้งสุดตัว ดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาสั่นระริก เธอพยายามจะอ้าปากเถียงแต่ก็หาคำพูดมาแก้ตัวไม่ได้ เพราะวันนั้นเธอจงใจยืนดูความพินาศของหลินเฟยเฟยด้วยความสะใจจริงๆ
"พะ...พี่ตกใจมากจนทำอะไรไม่ถูกต่างหากล่ะ ตอนนั้นทุกคนกำลังโกรธ พี่กลัวว่าถ้าเข้าไปห้าม พี่อาจจะโดนลูกหลงไปด้วย..." หลินอี้หานบีบน้ำตาอธิบายเสียงสะอื้น
"อ้อ กลัวโดนลูกหลง ก็เลยยืนดูน้องสาวฝาแฝดโดนตีจนตาย ช่างเป็นพี่สาวที่ประเสริฐเลิศเลอจริงๆ" หลินเฟยเฟยปรบมือให้เบาๆ สองสามครั้งด้วยสีหน้าเย้ยหยัน "เลิกเล่นละครน้ำเน่าสักทีเถอะหลินอี้หาน เธอหลอกคนโง่ๆ อย่างโจวเฉิงกับป้าจางได้ แต่หลอกฉันไม่ได้หรอก เก็บเสื้อผ้าเน่าๆ กับหมั่นโถวแข็งๆ ของเธอหลบไปให้พ้นหน้าบ้านฉันซะ บ้านฉันไม่ต้อนรับพวกหน้าไหว้หลังหลอก"
"หลินเฟยเฟย! เธอชักจะกำเริบเสิบสานเกินไปแล้วนะ!" โจวเฉิงทนเห็นผู้หญิงที่เขารักถูกรังแกไม่ไหว เขาก้าวขึ้นมาข้างหน้าหมายจะคว้าแขนหลินเฟยเฟยเพื่อสั่งสอน
แต่หลินเฟยเฟยไวกว่า เธอถอยหลังหลบเข้าไปในบ้านหนึ่งก้าว แล้วตวัดสายตาเย็นเยียบมองโจวเฉิงจนชายหนุ่มชะงักงัน
"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน โจวเฉิง ฉันบอกไปตั้งแต่วันก่อนแล้วว่าฉันเลิกชอบนายแล้ว ขยะที่ทิ้งไปแล้วฉันไม่คิดจะเก็บมากินซ้ำ กรุณาจำใส่สมองอันน้อยนิดของนายเอาไว้ด้วย และพาแม่ดอกบัวขาวของนายไสหัวไปให้พ้นหน้าบ้านฉันซะ!"
ปัง!
หลินเฟยเฟยจัดการกระแทกประตูปิดใส่หน้าคนทั้งสามอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น ทิ้งให้หลินอี้หาน โจวเฉิง และป้าจางยืนอ้าปากค้างอยู่หน้าประตูด้วยความตกตะลึงและโกรธจัด
โจวเฉิงกำหมัดแน่น จ้องมองประตูไม้ที่ปิดสนิทด้วยความรู้สึกที่สับสนปนเปกันไปหมด ผู้หญิงที่เคยวิ่งตามตื๊อเขา ร้องไห้ฟูมฟายอ้อนวอนขอความรักจากเขา ทำไมวันนี้ถึงกล้าด่าทอเขาฉอดๆ แถมยังดู... มีเสน่ห์อย่างประหลาดในท่าทีที่หยิ่งผยองนั้น
หลินอี้หานแอบกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือดภายใต้สีหน้าที่น่าสงสาร นังกากเดนหลินเฟยเฟยมันไปกินยาผิดขวดมาหรือไง ทำไมจู่ๆ ถึงได้ปากคอเราะร้ายและฉลาดขึ้นมาได้แบบนี้ ไม่ได้การแล้ว เธอจะปล่อยให้นังตัวซวยนี่มีชีวิตที่ดีกว่าไม่ได้เด็ดขาด!
ส่วนหลินเฟยเฟยที่เพิ่งปิดประตูใส่หน้าพวกตัวน่ารำคาญไป ก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในครัวด้วยอารมณ์ที่เบิกบานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การได้ด่าคนพวกนี้แต่เช้าถือเป็นการออกกำลังกายปากที่ดีเยี่ยม
"ใครมาเหรอลูก เสียงเอะอะโวยวายเชียว" หลินต้าจื้อถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นลูกสาวเดินกลับเข้ามา
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะพ่อ แค่หมาจรจัดมาเห่าหน้าบ้านน่ะค่ะ หนูไล่ตะเพิดไปหมดแล้ว เรามากินบะหมี่ซุปกระดูกหมูกันเถอะค่ะ เดี๋ยวเส้นจะอืดหมด"
