บทที่ 11 11

หลินเฟยเฟยยิ้มกว้าง จัดการตักบะหมี่เส้นเหนียวนุ่มราดด้วยน้ำซุปกระดูกหมูที่หวานหอมกลมกล่อม ส่งให้พ่อและแม่บุญธรรมคนละชามใหญ่ กลิ่นหอมของน้ำซุปและความอบอุ่นของครอบครัวทำให้เธอปัดเรื่องขุ่นมัวเมื่อครู่ทิ้งไปจนหมดสิ้น

​หลังจากมื้ออาหารเช้าที่แสนอร่อย หลินเฟยเฟยก็เริ่มวางแผนก้าวต่อไป การขายซาลาเปาในตลาดมืดได้เงินดีก็จริง แต่มันเป็นรายได้ที่ไม่ยั่งยืนและเสี่ยงเกินไปหากต้องทำทุกวัน เธอต้องหาลู่ทางสร้างธุรกิจที่มั่นคงและเปิดเผยได้มากกว่านี้ เพื่อปูทางไปสู่การเป็นเศรษฐีนีที่แท้จริง

​            และบางที... เธออาจจะต้องพึ่งพาอิทธิพลของตัวร้ายสุดหล่อคนนั้นอีกครั้ง!

หลังจากจัดการชามบะหมี่ซุปกระดูกหมูจนหมดเกลี้ยง หลินเฟยเฟยก็รับหน้าที่ล้างจานชามในครัวตามปกติ อากาศช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงที่เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวนั้นเย็นยะเยือก น้ำในอ่างดินเผาเย็นเฉียบจนแทบจะบาดมือ

​            ขณะที่เธอกำลังเช็ดมือให้แห้ง สายตาก็เหลือบไปเห็นมือของหวังชุ่ยฮวาที่กำลังนั่งเย็บปะเสื้อผ้าอยู่ริมหน้าต่าง มือของแม่บุญธรรมหยาบกร้านราวกับเปลือกไม้ ซ้ำยังมีรอยแตกริ้วๆ ตามข้อนิ้วและหลังมือ บางรอยลึกจนมีเลือดซึมออกมาให้เห็น เป็นผลจากการทำงานหนักในไร่นาและต้องทนกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นโดยไม่มีครีมบำรุงผิวใดๆ ตกถึงมือเลยตลอดหลายสิบปี

​            ความรู้สึกผิดและสงสารแล่นปราดเข้ามาในหัวใจ หลินเฟยเฟยรีบเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ก่อนจะตั้งสมาธิเรียกใช้งานมิติวิเศษอีกครั้ง

​            ภาพโกดังสินค้าโฮโลแกรมปรากฏขึ้นตรงหน้า เธอจำได้ว่าเมื่อเช้าใช้แต้มแลกขิงกับต้นหอมไป 2 แต้ม ตอนนี้จึงเหลือแต้มสะสมอยู่ 12 แต้ม หลินเฟยเฟยเดินตรงไปยังแผนกของใช้ส่วนตัวและเครื่องประทินผิวทันที

​ในยุค 80 ครีมทาหน้าหรือครีมทาผิวยี่ห้อดังๆ ในห้างสรรพสินค้าของรัฐบาลนั้นมีราคาแพงหูฉี่และต้องใช้คูปองอุตสาหกรรมในการซื้อ ชาวบ้านธรรมดาไม่มีทางเข้าถึงได้ ผู้หญิงส่วนใหญ่จึงทำได้แค่ใช้น้ำมันหมูหรือน้ำมันพืชทาถูแก้ขัด ซึ่งทั้งเหนียวเหนอะหนะและมีกลิ่นเหม็นหืน

​            หลินเฟยเฟยกวาดสายตามองหาสินค้าที่เหมาะสมบนชั้นวาง จนกระทั่งสะดุดตาเข้ากับกระปุกพลาสติกสีขาวเรียบๆ ที่เขียนป้ายกำกับว่า ครีมบัวหิมะผสมสมุนไพรสูตรเข้มข้น สรรพคุณระบุว่าช่วยรักษารอยแตกแห้งของผิวหนัง สมานแผล และบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้น ราคาอยู่ที่กระปุกละ 5 แต้ม ปริมาณกระปุกละครึ่งกิโลกรัม ถือว่าคุ้มค่ามาก

​            เธอไม่ลังเลที่จะกดแลกเปลี่ยนครีมบัวหิมะออกมาสองกระปุกใหญ่ แต้มสะสมของเธอจึงลดลงเหลือเพียง 2 แต้ม

​            เมื่อกลับออกมาสู่โลกความจริง หลินเฟยเฟยก็เจอปัญหาใหม่ ครีมพวกนี้บรรจุอยู่ในกระปุกพลาสติกที่มีตัวหนังสือยุคปัจจุบันสกรีนอยู่ หากเอาออกไปใช้ทั้งอย่างนี้รับรองว่าต้องถูกคนสงสัยแน่นอน เธอจึงต้องหาภาชนะใหม่มาใส่แทน

​            หญิงสาวค้นหาในห้องครัวจนพบกับกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กที่หลินต้าจื้อเคยตัดมาทำเป็นกระปุกใส่เกลือแต่ยังไม่ได้ใช้งาน เธอทำความสะอาดกระบอกไม้ไผ่เหล่านั้นอย่างหมดจด เช็ดให้แห้ง แล้วค่อยๆ ใช้ช้อนไม้ตักครีมบัวหิมะเนื้อเนียนละเอียดสีขาวมุกที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรถ่ายเทลงไปในกระบอกไม้ไผ่จนเต็ม ปิดฝาด้วยจุกไม้คอร์กที่เหลาเองอย่างประณีต

​หนึ่งกระปุกใหญ่สามารถแบ่งใส่กระบอกไม้ไผ่ขนาดกะทัดรัดได้ถึงสิบกระบอก หลินเฟยเฟยจัดการแบ่งครีมทั้งหมดได้ยี่สิบกระบอกพอดี เธอเก็บสิบเก้ากระบอกไว้ในหีบเสื้อผ้า ส่วนอีกหนึ่งกระบอกถือติดมือเดินออกไปหาหวังชุ่ยฮวาที่ห้องโถง

​"แม่คะ หยุดเย็บผ้าก่อนเถอะค่ะ แสงไม่ค่อยมีแล้วเดี๋ยวจะเสียสายตาเอาได้" หลินเฟยเฟยดึงเสื้อที่แม่บุญธรรมกำลังปะชุนอยู่ออกมาวางไว้ข้างๆ แล้วจับมือที่หยาบกร้านนั้นขึ้นมาประคองไว้

​            หวังชุ่ยฮวามองลูกสาวด้วยความแปลกใจ "มีอะไรหรือเปล่าลูก หรือว่าหิวอีกแล้ว"

​หลินเฟยเฟยส่ายหน้ายิ้มๆ เธอเปิดจุกไม้ไผ่ออก ใช้นิ้วป้ายเนื้อครีมสีขาวมุกออกมาเล็กน้อย แล้วค่อยๆ ทาถูลงบนหลังมือและข้อนิ้วที่มีรอยแตกของแม่บุญธรรมอย่างเบามือ

​            ทันทีที่เนื้อครีมสัมผัสกับผิว กลิ่นหอมเย็นชื่นใจของดอกบัวหิมะและสมุนไพรก็ลอยแตะจมูก หวังชุ่ยฮวาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ สัมผัสที่เย็นซ่านและซึมซาบเข้าสู่ผิวอย่างรวดเร็วทำให้ความรู้สึกเจ็บแสบจากรอยแตกทุเลาลงแทบจะในทันที ผิวที่เคยแห้งกร้านก็ดูชุ่มชื้นและนุ่มนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

​            "นี่มันยาอะไรกันลูก ทำไมทาปุ๊บถึงหายเจ็บปั๊บแถมยังหอมขนาดนี้" หวังชุ่ยฮวายกมือขึ้นดมด้วยความตื่นเต้น

​            "มันคือครีมสมุนไพรทาผิวค่ะแม่ หนูได้สูตรมาจากพ่อค้าต่างเมืองคนนั้นแหละค่ะ เขาบอกว่าเอาไว้ทาแก้ผิวแตกหน้าหนาวได้ดีมาก หนูเลยลองเอาสมุนไพรที่เก็บได้มาผสมเคี่ยวดู ไม่คิดว่าจะออกมาใช้ดีขนาดนี้ แม่เก็บกระบอกนี้ไว้ใช้นะคะ ทาทุกเช้าเย็น รอยแตกที่มือแม่จะได้หายสนิท" หลินเฟยเฟยอ้างเรื่องพ่อค้าต่างเมืองอีกครั้งอย่างหน้าตาย

​            หวังชุ่ยฮวาลูบหลังมือตัวเองด้วยความตื้นตันใจ ลูกสาวของเธอช่างเก่งกาจและกตัญญูเหลือเกิน "ของดีขนาดนี้เอาไปขายในเมืองน่าจะได้ราคาดีนะลูก แม่เสียดายถ้าจะเอามาทามือคนแก่หยาบๆ แบบแม่"

​            "มือแม่มีค่ามากกว่าเงินทองพวกนั้นอีกค่ะ" หลินเฟยเฟยพูดเสียงหนักแน่น "ส่วนเรื่องเอาไปขาย หนูทำเตรียมไว้แล้วค่ะ พรุ่งนี้หนูจะเข้าเมืองไปลองเสนอขายดู แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ"

​รุ่งเช้าวันต่อมา หลินเฟยเฟยจัดการแต่งตัวพรางตัวเป็นเด็กหนุ่มมอมแมมเช่นเคย เธอสะพายตะกร้าที่บรรจุกระบอกไม้ไผ่ใส่ครีมสมุนไพรจำนวนสิบเก้ากระบอกมุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอ

​เป้าหมายของเธอในวันนี้ไม่ใช่ตรอกแคบๆ ในตลาดมืด แต่เป็นบริเวณลานกว้างด้านหลังโรงงานทอผ้าของรัฐบาล ซึ่งเป็นจุดที่เหล่าพนักงานหญิงมักจะมารวมตัวกันพักผ่อนพูดคุยในช่วงพักกลางวัน หรือจับจ่ายซื้อของกินของใช้จากพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ที่แอบมาตั้งแผงลอยบริเวณนี้

​            ผู้หญิงกับความสวยความงามเป็นของคู่กัน ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยไหนก็ตาม และพนักงานโรงงานทอผ้าก็ถือเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงเพราะได้รับเงินเดือนประจำและคูปองจากรัฐบาลทุกเดือน

​            เมื่อเดินมาถึงจุดหมาย หลินเฟยเฟยเลือกทำเลใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ร่มรื่น เธอนำผ้าฝ้ายผืนเล็กมาปูบนพื้น วางกระบอกไม้ไผ่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ แล้วเปิดจุกกระบอกหนึ่งออกเพื่อใช้เป็นตัวอย่างทดลอง

​            ไม่นานนัก กลุ่มพนักงานหญิงวัยรุ่นและวัยกลางคนในชุดยูนิฟอร์มสีน้ำเงินก็ทยอยเดินออกมาจากประตูหลังโรงงาน หลินเฟยเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเริ่มส่งเสียงร้องขายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ดัดแปลงมาแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป