บทที่ 12 12

"ครีมสมุนไพรบัวหิมะสูตรชาววังครับพี่สาวป้าๆ น้าๆ ทั้งหลาย! บำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้น รักษาผิวแตกแห้งจากลมหนาว ทาปุ๊บผิวนุ่มปั๊บ กลิ่นหอมติดทนนาน ไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนน้ำมันหมู เชิญแวะมาทดลองทาฟรีได้เลยครับ ไม่ซื้อไม่ว่ากัน!"

​            คำโฆษณาที่ฟังดูแปลกหูและคำว่า ทดลองทาฟรี ดึงดูดความสนใจของพนักงานหญิงหลายคนให้เดินเข้ามามุงดูที่แผงของหลินเฟยเฟยทันที

​"ไอ้หนู ครีมชาววังอะไรของแก ใส่ในกระบอกไม้ไผ่ดูซอมซ่อแบบนี้ จะหลอกขายของเก๊หรือเปล่า" พนักงานหญิงคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความระแวง

​            หลินเฟยเฟยไม่โกรธ เธอยิ้มกว้างภายใต้ใบหน้าที่เปื้อนขี้เถ้า "ของดีไม่จำเป็นต้องบรรจุภัณฑ์สวยหรูหรอกครับพี่สาวคนสวย พี่สาวลองใช้นิ้วแตะครีมในกระบอกนี้แล้วทาที่หลังมือดูสิครับ รับรองว่าพี่สาวจะลืมครีมกระปุกละแพงๆ ในห้างไปเลย"

​พนักงานหญิงคนนั้นลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นเนื้อครีมสีขาวมุกที่ดูสะอาดสะอ้านและได้กลิ่นหอมละมุนที่ลอยออกมา เธอก็อดใจไม่ไหว ใช้นิ้วชี้แตะเนื้อครีมขึ้นมาเล็กน้อยแล้วทาลงบนหลังมือที่แห้งกร้านของตัวเอง

​ทันทีที่ทาเสร็จ ดวงตาของพนักงานหญิงคนนั้นก็เบิกกว้างด้วยความทึ่ง "ว้าว! มันซึมเข้าผิวเร็วมากเลย แถมยังไม่เหนียวมือด้วย กลิ่นก็หอมชื่นใจสุดๆ รอยแตกขาวๆ ที่มือฉันดูจางลงไปเลย นี่มันของดีจริงๆ ด้วย!"

​เสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นของเธอทำให้พนักงานหญิงคนอื่นๆ รีบแย่งกันขอลองทาครีมตัวอย่างบ้าง และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด ทุกคนที่ได้ลองต่างส่งเสียงฮือฮาและพอใจกับคุณภาพของครีมสมุนไพรนี้เป็นอย่างมาก

​            "ไอ้หนู ขายยังไง กระบอกนี้ราคาเท่าไหร่"

​            "ฉันเอาสองกระบอกเลยนะ! จะเอาไปฝากแม่ที่บ้านด้วย"

​            "ฉันเอาด้วย! รับคูปองไหม หรือรับแต่เงินสด"

​            เสียงแย่งกันซื้อดังระงม หลินเฟยเฟยยิ้มจนแก้มแทบปริ เธอรีบตอบคำถามอย่างฉะฉาน "กระบอกละสองหยวนครับพี่สาว ไม่รับคูปอง รับแต่เงินสดครับ!"

​ราคาคนละสองหยวนถือว่าแพงเอาการสำหรับของที่ไม่มีตรายี่ห้อ แต่เมื่อเทียบกับคุณภาพที่เทียบเท่าหรือดีกว่าครีมนำเข้าในห้างสรรพสินค้าที่ต้องใช้คูปองซื้อ แถมยังหาซื้อได้ยากแล้ว ราคานี้กลับกลายเป็นราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับเหล่าสาวโรงงานที่มีเงินเดือนประจำ

​ภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที ครีมสมุนไพรทั้งสิบแปดกระบอกก็ถูกกวาดซื้อไปจนหมดเกลี้ยง หลินเฟยเฟยกวาดเงินสดจำนวนสามสิบหกหยวนเข้ากระเป๋าเสื้อด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เงินจำนวนนี้เทียบเท่ากับเงินเดือนทั้งเดือนของคนงานทั่วไปในยุคนี้เลยทีเดียว

​"ขอโทษด้วยนะครับพี่สาวที่มาไม่ทัน วันนี้ของหมดแล้ว ไว้คราวหน้าผมจะทำมาขายใหม่นะครับ" หลินเฟยเฟยโค้งศีรษะขอโทษกลุ่มคนที่มาซื้อไม่ทัน เก็บผ้าฝ้ายและกระบอกไม้ไผ่ตัวอย่างลงตะกร้า เตรียมตัวจะกลับ

​แต่ในขณะที่เธอกำลังจะเดินเลี้ยวออกจากลานหลังโรงงานเพื่อมุ่งหน้ากลับหมู่บ้าน จู่ๆ ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็ก้าวออกมาจากมุมตึก ขวางทางเดินของเธอไว้พอดี

​หลินเฟยเฟยเงยหน้าขึ้นมอง และต้องลอบสูดปากด้วยความตกใจ เมื่อพบว่าคนที่ยืนเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ทพิงกำแพงอิฐมองเธอด้วยสายตาจับผิดอยู่นั้น ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเซี่ยจินเหิง พญามารแห่งตลาดมืดนั่นเอง!

​"บังเอิญจังเลยนะไอ้หนู เมื่อวานเพิ่งเตือนไปหมาดๆ ว่าอย่ามาขายของทับที่ วันนี้ก็เปลี่ยนทำเลมาขุดทองอยู่หลังโรงงานทอผ้าเลยงั้นรึ หัวการค้าไม่เบานี่" น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขายังคงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความคุกคามที่ทำให้คนฟังรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง

​            หลินเฟยเฟยพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ แสร้งทำเป็นหัวเราะแห้งๆ "พี่ชายเหิงนี่เอง บังเอิญจริงๆ ครับ ผมก็แค่หาเศษเงินไปประทังชีวิตเท่านั้นเอง ไม่ได้กล้าไปแย่งลูกค้าในตลาดมืดของพี่ชายหรอกครับ"

​            เซี่ยจินเหิงหรี่ตาลง เขาสังเกตการขายของเด็กหนุ่มตรงหน้ามาตั้งแต่ต้น สินค้าในกระบอกไม้ไผ่กากๆ นั่นกลับดึงดูดเงินจากกระเป๋าสาวโรงงานได้อย่างง่ายดาย เขามั่นใจว่าสินค้าตัวนี้ต้องเป็นของดีที่หาไม่ได้ตามท้องตลาดทั่วไปแน่ๆ

​            ชายหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้ หลินเฟยเฟยถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังของเธอชนเข้ากับกำแพงอิฐเย็นเฉียบ ไม่มีทางให้หนีอีกแล้ว

​            เซี่ยจินเหิงก้มตัวลงมาเล็กน้อยจนใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยรอยแผลเป็นจางๆ อยู่ห่างจากใบหน้ามอมแมมของหลินเฟยเฟยเพียงคืบ กลิ่นยาสูบจางๆ ผสมกับกลิ่นอายบุรุษเพศที่อันตรายลอยปะทะจมูกของหลินเฟยเฟยจนเธอต้องกลั้นหายใจ

​            "นายโกหก" เซี่ยจินเหิงพูดเสียงเบาแต่หนักแน่น "เด็กบ้านนอกที่ไหนจะมีสินค้าหายากแบบนั้นมาขายได้ทุกวัน ทั้งซาลาเปาแป้งขาวไส้เนื้อ ทั้งครีมสมุนไพรคุณภาพสูง นายซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่"

​            "ผมไม่ได้ซ่อนอะไรเลยครับพี่ชาย ผมบอกแล้วไงว่าผมรับของมาจากพ่อค้าต่างเมือง..." หลินเฟยเฟยยังคงปากแข็ง

​            "ยังจะอ้างพ่อค้าต่างเมืองอีกงั้นรึ" เซี่ยจินเหิงแค่นยิ้ม มือหนายกขึ้นมาค้ำกำแพงไว้ข้างหนึ่ง กักขังร่างบอบบางของหลินเฟยเฟยไว้ในวงแขน "ฉันให้คนไปสืบดูการเข้าออกของคนแปลกหน้าในเมืองนี้แล้ว ไม่มีพ่อค้าใหญ่ที่ไหนเข้ามาในรอบเดือนนี้เลยสักคนเดียว เลิกเล่นละครตบตาฉันได้แล้ว หลินเฟยเฟย"

​            ชื่อจริงที่หลุดออกมาจากปากของตัวร้ายทำเอาหัวใจของหลินเฟยเฟยกระตุกวูบ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เขารู้ชื่อเธอได้ยังไง! เธอพรางตัวมิดชิดขนาดนี้ แถมยังดัดเสียงอีกต่างหาก

​เซี่ยจินเหิงเห็นปฏิกิริยาของเด็กสาวก็รู้ทันทีว่าเขาเดาถูก "ตกใจรึไงที่ฉันรู้ว่านาย... ไม่สิ เธอเป็นผู้หญิง ถึงเธอจะเอาขี้เถ้าป้ายหน้าและใส่เสื้อผ้าตัวใหญ่พรางหุ่น แต่กลิ่นอายและสายตาของเธอมันหลอกคนอย่างฉันไม่ได้หรอกนะ"

​            หลินเฟยเฟยกัดฟันกรอด ผู้ชายคนนี้ฉลาดเกินไปและอันตรายเกินไปแล้ว ในเมื่อความแตกแล้ว เธอก็ไม่จำเป็นต้องแกล้งทำตัวเป็นเด็กหนุ่มอ่อนแออีกต่อไป หญิงสาวยืดหลังตรง เชิดคางขึ้นจ้องมองนัยน์ตาสีดำของเขาอย่างไม่เกรงกลัว

​            "ในเมื่อคุณรู้แล้วว่าฉันเป็นใคร งั้นก็ช่วยถอยออกไปห่างๆ ด้วยค่ะคุณผู้คุมกฎตลาดมืด ฉันจะรีบกลับบ้าน" หลินเฟยเฟยเปลี่ยนกลับมาใช้เสียงปกติของตัวเอง ซึ่งเป็นเสียงหวานใสแต่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและดื้อรั้น

​            เซี่ยจินเหิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจผสมกับความสนใจ เขาไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่ถูกเขาต้อนจนมุมแล้วยังกล้าต่อปากต่อคำแถมยังจ้องตาเขากลับด้วยความท้าทายแบบนี้มาก่อน ปกติแค่เห็นหน้าเขาก็พากันวิ่งหนีหรือไม่ก็ก้มหน้างุดๆ กันหมดแล้ว

​            "กล้าดีนี่" ชายหนุ่มเหยียดยิ้มมุมปาก ยอมก้าวถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวเพื่อคลายความอึดอัดให้เธอ แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้ามอมแมมนั้น "ฉันไม่สนใจหรอกว่าเธอจะเอาของพวกนี้มาจากไหน หรือมีความลับอะไรซ่อนอยู่ แต่ฉันสนใจธุรกิจที่เธอทำอยู่ต่างหาก"

​            หลินเฟยเฟยขมวดคิ้ว "คุณหมายความว่ายังไง"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป