บทที่ 2 2
"เฟยเฟย ลูกแม่" หวังชุ่ยฮวาเรียกชื่อลูกสาวเสียงสั่นเครือ หลินต้าจื้อที่เพิ่งวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาจากทุ่งนารีบพุ่งเข้ามาประคองภรรยาและมองลูกสาวด้วยความเป็นห่วง
หลินเฟยเฟยหันไปมองพ่อแม่บุญธรรมด้วยสายตาอ่อนโยนลงเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับชาวบ้านที่เริ่มตั้งสติได้และเตรียมจะด่าทอเธออีกครั้ง
"พวกป้าเห็นกับตาตัวเองงั้นเหรอว่าฉันเป็นคนขโมยปิ่นทองของหลินอี้หานไป" หลินเฟยเฟยถามเสียงเรียบแต่หนักแน่น ปล่อยมือจากท่อนฟืนจนป้าจางหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้า
"ก็...ก็มีคนเห็นแกไปเดินด้อมๆ มองๆ อยู่แถวบ้านอี้หานเมื่อเช้านี้! ถ้าไม่ใช่แกที่เป็นพวกมือไวใจเร็วแล้วจะเป็นใคร นังเด็กขี้อิจฉา!" ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนสวนขึ้นมา
หลินเฟยเฟยแค่นหัวเราะเยาะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความสมเพชจนคนที่ได้ยินรู้สึกหน้าชา
"แค่เดินผ่านบ้านก็แปลว่าเป็นหัวขโมยแล้วเหรอ ตรรกะของพวกป้านี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ ถ้างั้นวันก่อนฉันเห็นลุงหวังเดินผ่านเล้าไก่ของบ้านผู้ใหญ่บ้าน แล้ววันต่อมาไก่ผู้ใหญ่บ้านหายไป ลุงหวังก็ต้องเป็นคนขโมยไก่ไปต้มกินถูกไหม"
"แก! นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม กล้าดีกะล่อนปลิ้นปล้อนนักนะ!" ลุงหวังที่ถูกพาดพิงถึงกับหน้าดำหน้าแดง ชี้หน้าด่าหลินเฟยเฟยอย่างโกรธจัด
"ฉันพูดตามตรรกะของพวกป้าลุงไงคะ" หลินเฟยเฟยเชิดหน้าขึ้น กวาดสายตามองทุกคนด้วยความท้าทาย "แล้วอีกอย่าง ปิ่นทองนั่นราคาตั้งเท่าไหร่ ถ้าฉันขโมยมาจริงๆ ฉันเอาไปขายในเมืองซื้อเนื้อหมูกินจนตัวแตกไม่ดีกว่าเหรอ ฉันจะเอาไปให้ผู้ชายที่ไม่ได้ชอบฉัน แถมยังเป็นคู่หมั้นของคนอื่นทำไม ฉันโง่หรือพวกป้าลุงโง่กันแน่ที่คิดเรื่องไร้สาระแบบนี้ออกมาได้"
คำพูดที่ฉะฉานและมีเหตุผลของหลินเฟยเฟยทำเอาชาวบ้านหลายคนถึงกับอ้าปากค้างและเริ่มหันมามองหน้ากันเอง ซุบซิบกันเบาๆ เพราะสิ่งที่เด็กสาวพูดมามันก็จริง หากบ้านหลินยากจนขนาดนี้ มีของมีค่าในมือก็ต้องเอาไปแลกข้าวแลกเนื้อกิน ใครจะบ้าเอาไปให้ผู้ชาย
"ตะ...แต่แกชอบโจวเฉิง! ใครๆ ในหมู่บ้านก็รู้ว่าแกหน้าด้านตามตื๊อเขา แกอาจจะอยากเอาของมีค่าไปประจบเขาก็ได้!" ป้าจางที่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้เถียงข้างๆ คูๆ
หลินเฟยเฟยถอนหายใจยาวด้วยความรำคาญ ร่างเดิมนี่สร้างวีรกรรมความคลั่งรักไว้หนักหนาสาหัสจริงๆ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยเสียงที่ดังฟังชัด เพื่อให้ทุกคนในที่นี้ รวมถึงใครก็ตามที่แอบฟังอยู่ได้ยินอย่างทั่วถึง
"ตั้งแต่วันนี้และวินาทีนี้เป็นต้นไป ฉันหลินเฟยเฟยขอประกาศไว้ตรงนี้เลยว่า ฉันไม่ได้ชอบโจวเฉิงแล้ว! ขยะที่คนอื่นเขากินเหลือ ฉันไม่คิดจะเก็บมากินซ้ำ ใครอยากได้ผู้ชายพรรค์นั้นก็เชิญเอาไปเลย ให้ฟรีฉันยังไม่เอา! และถ้าใครกล้ามาใส่ร้ายฉันโดยไม่มีหลักฐานอีก ฉันจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในเมืองว่าพวกป้าลุงรุมทำร้ายร่างกายฉัน คอยดูสิว่าตำรวจจะจับใครเข้าคุก!"
คำประกาศตัดขาดความสัมพันธ์ที่เฉียบขาดและคำขู่เรื่องแจ้งความ ทำให้ลานดินที่เคยส่งเสียงหนวกหูเงียบกริบลงราวกับป่าช้า ชาวบ้านในยุคนี้กลัวตำรวจและกฎหมายยิ่งกว่าอะไรดี ไม่มีใครกล้าปริปากด่าทอหลินเฟยเฟยอีกแม้แต่คำเดียว
หลินเฟยเฟยไม่สนใจพวกชาวบ้านที่ยืนหน้าเหวออีกต่อไป เธอหันไปพยุงหวังชุ่ยฮวาให้ลุกขึ้นยืน โดยมีหลินต้าจื้อช่วยประคองอีกแรง
"พ่อคะ แม่คะ เรากลับบ้านกันเถอะค่ะ ลูกหิวแล้ว" เสียงของเธออ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดกับคนทั้งสอง
หลินต้าจื้อและหวังชุ่ยฮวามองลูกสาวด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ พวกเขาไม่เคยเห็นเฟยเฟยเข้มแข็งและพูดจามีเหตุผลขนาดนี้มาก่อน ปกติเด็กสาวจะเอาแต่ร้องไห้โวยวายหรือไม่งั้นก็วิ่งหนีไปซ่อนตัว แต่ไม่ว่าลูกจะเปลี่ยนไปยังไง สำหรับพวกเขาแล้ว เฟยเฟยก็คือแก้วตาดวงใจเสมอ
"ได้สิลูก กลับบ้านเรากันนะ แม่จะต้มข้าวต้มมันเทศให้กิน" หวังชุ่ยฮวาลูบหัวลูกสาวด้วยความรักน้ำตาคลอเบ้า
สามคนพ่อแม่ลูกเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันฝ่าวงล้อมของชาวบ้านที่แหวกทางให้อย่างเงียบๆ มุ่งหน้ากลับไปยังกระท่อมดินซอมซ่อที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ทิ้งให้คนอื่นๆ ยืนมองตามด้วยความรู้สึกสับสนและงุนงงว่านังเด็กดาวไม้กวาดคนนี้ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหนถึงได้กล้าตอกหน้าพวกเขากลับจนเถียงไม่ออกแบบนี้
เมื่อเดินพ้นสายตาผู้คน หลินเฟยเฟยก็ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปจริงๆ แค่ตะเบ็งเสียงและออกแรงนิดหน่อยก็แทบจะหน้ามืดอีกรอบแล้ว เธอต้องรีบหาทางฟื้นฟูร่างกายและพาครอบครัวนี้ให้หลุดพ้นจากความยากจนให้เร็วที่สุด
ในขณะที่เธอกำลังคิดวางแผนอนาคตอยู่นั้น จู่ๆ บริเวณหน้าอกที่สวมจี้หยกเก่าๆ ซึ่งเป็นของตกทอดจากบรรพบุรุษตระกูลหลินก็ร้อนผ่าวขึ้นมา ภาพบางอย่างสว่างวาบขึ้นในหัวของเธอ มันเป็นภาพของชั้นวางสินค้าขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยข้าวสาร อาหารแห้ง และของใช้มากมายราวกับซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดย่อม
หลินเฟยเฟยเบิกตากว้างในความมืดมิด หรือว่านี่คือ... มิติวิเศษที่พวกนางเอกนิยายทะลุมิติเขาฮิตมีกัน!
