บทที่ 3 3
กระท่อมดินซอมซ่อท้ายหมู่บ้านตระกูลหลินมีสภาพทรุดโทรมจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนอาศัยอยู่ได้ หลังคามุงแฝกมีรอยรั่วหลายจุด ผนังดินแตกร้าวปล่อยให้ลมหนาวช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดลอดเข้ามาจนชวนให้สั่นสะท้าน
หลินเฟยเฟยก้าวเท้าผ่านประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเข้ามาในบ้าน ความทรงจำของร่างเดิมบอกเธอว่าที่นี่คือบ้าน แต่สำหรับเธอมันดูเหมือนเพิงพักชั่วคราวมากกว่า ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอรู้สึกอบอุ่นกลับไม่ใช่ตัวสิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นแผ่นหลังที่โค้งงอของชายหญิงวัยกลางคนตรงหน้าต่างหาก
หลินต้าจื้อประคองหวังชุ่ยฮวาไปนั่งพักบนเก้าอี้ไม้ไผ่ที่โยกเยก ก่อนจะหันมามองลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด มือที่หยาบกร้านราวกับเปลือกไม้ของเขาลูบเบาๆ ลงบนเรือนผมที่ยุ่งเหยิงของหลินเฟยเฟย
"เฟยเฟย พ่อขอโทษนะที่ปกป้องลูกไม่ได้ พ่อมันไร้น้ำยาจริงๆ ถ้าพ่อรวยเหมือนบ้านเศรษฐีหลี่ ลูกก็คงไม่ต้องโดนพวกชาวบ้านรุมรังแกแบบนี้" เสียงของชายวัยสี่สิบกว่าปีสั่นเครือ เขาก้มหน้าลงเพื่อซ่อนหยาดน้ำตาแห่งความอัปยศที่ไม่อาจเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกสาวได้
หวังชุ่ยฮวาที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ดึงมือของหลินเฟยเฟยไปกุมไว้แน่น น้ำตาไหลอาบแก้มที่ซูบตอบและเต็มไปด้วยฝ้ากระ "ลูกแม่ เจ็บตรงไหนบ้างไหมลูก เดี๋ยวแม่จะไปต้มน้ำอุ่นมาเช็ดตัวให้นะ แล้วจะต้มข้าวต้มมันเทศให้กิน ลูกคงหิวแย่แล้ว"
หลินเฟยเฟยมองดูมือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยแตกจากการทำนาของแม่บุญธรรม ความรู้สึกจุกแน่นแล่นริ้วขึ้นมาในอก ร่างเดิมช่างโง่เง่าตาบอดเสียนี่กระไร มีพ่อแม่ที่รักและพร้อมจะสละชีวิตให้ขนาดนี้อยู่ตรงหน้าแท้ๆ กลับมองไม่เห็นความสำคัญ มัวแต่วิ่งตามหาความรักจอมปลอมจากคนที่มองตนเป็นแค่เศษขยะ และยังเอาแต่ใจ รังเกียจความยากจนของบ้านหลังนี้จนด่าทอพ่อแม่บุญธรรมครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ถึงอย่างนั้น คนทั้งสองก็ไม่เคยปริปากบ่น ไม่เคยทอดทิ้ง และยังคงมอบสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่คนหาเช้ากินค่ำจะหามาได้ให้เธอเสมอ
"หนูไม่เจ็บเลยค่ะแม่ พ่อกับแม่ไม่ต้องร้องไห้นะคะ" หลินเฟยเฟยย่อตัวลงนั่งคุกเข่าตรงหน้าทั้งสองคน บีบมือตอบหวังชุ่ยฮวาเบาๆ "หนูสิคะที่ต้องขอโทษ ที่ผ่านมาหนูทำตัวไม่ดี เป็นลูกที่อกตัญญู ทำให้พ่อกับแม่ต้องเสียใจแถมยังต้องมาเดือดร้อนเพราะหนูอีก แต่หนูสัญญาค่ะว่าตั้งแต่วันนี้ไป หนูจะเป็นคนใหม่ หนูจะไม่ไปยุ่งกับผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว หนูจะตั้งใจทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูพ่อกับแม่ให้สุขสบาย เราจะไม่ต้องทนหิวและไม่ต้องทนให้ใครมาดูถูกอีกแล้วค่ะ"
คำพูดที่หนักแน่นและแววตาที่จริงจังของหลินเฟยเฟยทำเอาหลินต้าจื้อและหวังชุ่ยฮวาถึงกับนิ่งอึ้งไป พวกเขาไม่คิดฝันว่าจะได้ยินคำพูดที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่และรู้ความขนาดนี้ออกจากปากลูกสาวที่เคยเอาแต่ใจมาก่อน ความตื้นตันใจเอ่อล้นจนหวังชุ่ยฮวาดึงร่างบางเข้าไปกอดไว้แน่นแล้วร้องไห้โฮออกมาด้วยความดีใจ
"ดีแล้วลูก ดีแล้ว แค่ลูกคิดได้แม่ก็ดีใจที่สุดแล้ว ไม่ต้องรวยหรอก ขอแค่ครอบครัวเราอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าก็พอ" หวังชุ่ยฮวาสะอื้นไห้ หลินต้าจื้อเองก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่หางตาพลางพยักหน้าหงึกๆ
หลังจากปลอบประโลมพ่อแม่บุญธรรมจนสงบลง หวังชุ่ยฮวาก็ยืนยันจะไปทำกับข้าว หลินเฟยเฟยจึงอาสาว่าจะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วจะมาช่วย ระหว่างที่เดินกลับเข้ามาในห้องนอนแคบๆ ที่มีเพียงเตียงไม้กระดานแข็งๆ และหีบใส่เสื้อผ้าเก่าๆ หลินเฟยเฟยก็รีบดึงจี้หยกที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อออกมาดูทันที
เมื่อครู่นี้ตอนที่อยู่ลานดินหมู่บ้าน เธอสัมผัสได้ถึงความร้อนจากจี้หยกเส้นนี้และเห็นภาพลางๆ ในหัว ตอนนี้เมื่ออยู่คนเดียว เธอจึงเพ่งสมาธิจดจ่อไปที่จี้หยกนั้นอีกครั้ง
วูบ
ราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาลกระชากวิญญาณของเธอ หลินเฟยเฟยลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องนอนซอมซ่ออีกต่อไป แต่กลับยืนอยู่ท่ามกลางพื้นที่กว้างขวางที่ดูคล้ายกับโกดังสินค้าขนาดใหญ่ผสมกับซูเปอร์มาร์เก็ต มีชั้นวางของเรียงรายยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา บนชั้นเต็มไปด้วยสินค้าทุกประเภท ตั้งแต่ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องปรุงรส เนื้อสัตว์สดๆ ผักผลไม้ ไปจนถึงเสื้อผ้าและของใช้ในชีวิตประจำวัน
และที่โดดเด่นที่สุดคือหน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงที่ลอยอยู่ตรงหน้าเธอ พร้อมกับข้อความต้อนรับ
ยินดีต้อนรับสู่ระบบร้านค้าแลกเปลี่ยนมิติ
