บทที่ 6 6

หน้าจอโฮโลแกรมปรากฏขึ้นตรงหน้าพร้อมกับยอดแต้มสะสมที่เหลืออยู่ 40 แต้ม เธอใช้เวลาคิดอย่างรอบคอบว่าจะใช้วัตถุดิบอะไรในการทำเงินก้อนแรกให้ได้กำไรสูงสุด ในยุค 1980 ที่ระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาคูปองอาหารกำลังเริ่มผ่อนคลายลง ผู้คนในเมืองเริ่มมีกำลังซื้อ แต่สินค้าประเภทเนื้อสัตว์และแป้งขัดขาวยังคงเป็นของหายากและเป็นที่ต้องการอย่างมาก

​            หลินเฟยเฟยตัดสินใจแลกแป้งสาลีอเนกประสงค์เนื้อละเอียด 5 กิโลกรัม ราคา 10 แต้ม และเนื้อหมูติดมันส่วนสามชั้น 2 กิโลกรัม ราคา 16 แต้ม รวมทั้งหมด 26 แต้ม ตอนนี้เธอเหลือแต้มติดตัวเพียง 14 แต้มเท่านั้น

​            เมื่อได้วัตถุดิบมาแล้ว เธอก็ย่องเข้าไปในครัว จัดการนวดแป้งสาลีกับยีสต์ธรรมชาติที่พอจะหาได้ในครัว หมักทิ้งไว้จนแป้งฟูได้ที่ จากนั้นก็นำเนื้อหมูสามชั้นมาสับให้ละเอียด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว เกลือ และต้นหอมที่แอบเด็ดมาจากแปลงผักหลังบ้าน กลิ่นหอมของไส้หมูสับลอยแตะจมูกจนเธอเผลอกลืนน้ำลาย

​            หลินเฟยเฟยใช้ทักษะการทำอาหารที่ติดตัวมาจากยุคปัจจุบัน ห่อซาลาเปาลูกอวบอ้วนหน้าตาสวยงามจำนวนสามสิบลูก นำไปนึ่งบนเตาดินจนสุก ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาพร้อมกับกลิ่นหอมของแป้งนุ่มๆ และเนื้อหมูชุ่มฉ่ำที่ยากจะต้านทาน

​            เธอแบ่งซาลาเปาห้าลูกใส่จานใบเล็กๆ ปิดฝาชีไว้บนโต๊ะเพื่อให้พ่อกับแม่บุญธรรมตื่นมากินเป็นมื้อเช้า ส่วนที่เหลืออีกยี่สิบห้าลูก เธอจัดการห่อด้วยใบตองที่ล้างสะอาดและซ้อนด้วยผ้าฝ้ายผืนเก่าเพื่อเก็บความร้อน นำใส่ตะกร้าสานใบใหญ่ สะพายขึ้นหลังอย่างระมัดระวัง

​            ก่อนออกจากบ้าน หลินเฟยเฟยไม่ลืมที่จะพรางตัว เธอเอาขี้เถ้าจากเตาไฟมาป้ายหน้าป้ายตาให้ดูมอมแมม นำผ้าเช็ดหน้าผืนเก่ามาโพกหัวปิดบังเส้นผม และสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ของหลินต้าจื้อทับอีกชั้นหนึ่งเพื่อพรางทรวดทรงที่ผอมบาง ตอนนี้เธอดูเหมือนเด็กหนุ่มชาวนาหน้าตามอมแมมที่เข้าเมืองมาหาเงิน มากกว่าจะเป็นหลินเฟยเฟยเด็กสาวที่ชาวบ้านรังเกียจ

​การเดินทางจากหมู่บ้านตระกูลหลินเข้าสู่ตัวอำเภอต้องใช้เวลาเดินเท้านานกว่าหนึ่งชั่วโมง หลินเฟยเฟยกัดฟันเดินฝ่าลมหนาวด้วยความมุ่งมั่น แม้รองเท้าฟางที่ใส่อยู่จะกัดเท้าจนเจ็บ แต่เธอก็ไม่ยอมปริปากบ่น

​เมื่อมาถึงตัวอำเภอ ดวงอาทิตย์ก็เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว ผู้คนเริ่มออกมาเดินขวักไขว่ตามท้องถนน หลินเฟยเฟยเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยแคบๆ ตามความทรงจำของร่างเดิมที่เคยแอบตามโจวเฉิงเข้ามาในเมือง จนกระทั่งมาถึงบริเวณด้านหลังโรงงานทิ้งร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอนี้

​            บรรยากาศในตลาดมืดแตกต่างจากตลาดสดทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้าสีทึบมอมแมม หลายคนเอาผ้าปิดหน้าปิดตา ยืนถือตะกร้าหรือกระสอบใบเล็กๆ อยู่ตามมุมต่างๆ สายตาสอดส่ายไปมาอย่างระแวดระวังราวกับนกกระจอกตื่นตูม เพราะแม้รัฐบาลจะเริ่มผ่อนปรนการค้าขายแล้ว แต่การซื้อขายของเถื่อนโดยไม่ใช้คูปองก็ยังถือว่ามีความผิด หากโดนทหารแดงจับได้ก็อาจจะถูกยึดของหรือโดนปรับจนหมดตัว

​หลินเฟยเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความกล้าหาญ เธอมองหาทำเลที่ค่อนข้างลับตาคนแต่ก็มีคนเดินผ่านไปมาสะดวก เมื่อได้มุมที่เหมาะเจาะใกล้กับกำแพงอิฐเก่าๆ เธอก็วางตะกร้าสานลงบนพื้น แล้วค่อยๆ แง้มผ้าคลุมตะกร้าออกเพียงเล็กน้อย

​ทันทีที่ผ้าฝ้ายถูกเปิดออก กลิ่นหอมกรุ่นของซาลาเปาแป้งขาวนุ่มที่ผสมผสานกับความหอมมันของไส้หมูสับก็ลอยโชยออกไปเตะจมูกคนที่เดินผ่านไปมาบริเวณนั้นทันที

​            ในยุคที่ผู้คนได้กินแต่มันเทศต้มกับขนมปังข้าวโพดแข็งๆ กลิ่นของเนื้อหมูและแป้งขาวถือเป็นสิ่งล้ำค่าราวกับทองคำ

​            เพียงไม่กี่อึดใจ ชายวัยกลางคนสวมแว่นตากรอบหนาที่ดูเหมือนจะเป็นพนักงานออฟฟิศในเมืองก็เดินตามกลิ่นเข้ามาหยุดอยู่หน้าตะกร้าของหลินเฟยเฟย เขากลืนน้ำลายดังเอื้อกขณะมองลอดช่องผ้าเข้าไปเห็นซาลาเปาลูกโต

​            "ไอ้หนู ซาลาเปานี่ขายยังไง ไม่ต้องใช้คูปองอาหารใช่ไหม" ชายสวมแว่นกระซิบถามเสียงเบาพลางหันซ้ายหันขวา

​            หลินเฟยเฟยดัดเสียงให้ทุ้มต่ำลงเล็กน้อย "ไม่รับคูปองครับพี่ชาย รับแต่เงินสด ซาลาเปาแป้งขาวล้วนไส้หมูสับเน้นๆ ลูกละห้าเหมาครับ ซื้อไปฝากลูกฝากเมียที่บ้านรับรองว่ายิ้มหน้าบานแน่นอน"

​            ราคาห้าเหมาในยุค 80 ถือว่าแพงเอาเรื่อง เพราะเนื้อหมูในตลาดของรัฐบาลราคากิโลกรัมละไม่ถึงหนึ่งหยวน แต่ข้อจำกัดคือต้องมีคูปองเนื้อถึงจะซื้อได้ การเอามาทำซาลาเปาขายแบบไม่ต้องง้อคูปอง ราคานี้จึงถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับความเสี่ยงและวัตถุดิบชั้นดี

​            ชายสวมแว่นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อกลิ่นหอมของหมูสับลอยมาปะทะจมูกอีกระลอก เขาก็ทนความเย้ายวนไม่ไหว ล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละหนึ่งหยวนส่งให้

​            "เอามาสองลูก ห่อกระดาษให้มิดชิดด้วยนะ"

​            "ได้เลยครับพี่ชาย อุดหนุนกันแต่เช้าขอให้เจริญๆ นะครับ" หลินเฟยเฟยยิ้มกริ่มใต้ใบหน้าที่เปื้อนขี้เถ้ายื่นมือไปรับเงินด้วยความตื่นเต้น นี่คือเงินหยวนก้อนแรกที่เธอหาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองในโลกนี้

​            เธอหยิบกระดาษฟางสีน้ำตาลที่เตรียมมาห่อซาลาเปาร้อนๆ สองลูกส่งให้ลูกค้าอย่างรวดเร็ว ชายสวมแว่นรับของไปแล้วก็รีบเดินจ้ำอ้าวออกไปจากตรอกทันที

​            หลังจากประเดิมการขายบิลแรกไปได้ ความหอมของซาลาเปาก็เริ่มดึงดูดลูกค้าคนอื่นๆ ให้ทยอยเดินเข้ามาถามไถ่และอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง บางคนซื้อหนึ่งลูกเพื่อกินแก้หิว บางคนกระเป๋าหนักหน่อยก็เหมาไปทีละสามสี่ลูก

​            ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ซาลาเปายี่สิบห้าลูกในตะกร้าก็ถูกขายจนหมดเกลี้ยง หลินเฟยเฟยจับกระเป๋าเสื้อที่ตุงไปด้วยธนบัตรและเหรียญมูลค่ารวมกว่าสิบสองหยวนครึ่งด้วยหัวใจที่พองโต เงินจำนวนนี้อาจจะดูน้อยนิดในยุคอนาคต แต่สำหรับบ้านหลินที่แทบจะไม่มีเงินติดบ้านเลยแม้แต่เหมาเดียว นี่คือเงินก้อนใหญ่ที่สามารถต่อชีวิตพวกเขาไปได้อีกหลายวัน

​            หญิงสาวรีบเก็บผ้าฝ้ายและตะกร้าสาน เตรียมตัวจะเดินออกจากตลาดมืดเพื่อกลับไปหาซื้อของใช้จำเป็นบางอย่างก่อนกลับหมู่บ้าน แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะหมุนตัวเดินออกไปนั้นเอง

​            ปึก!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป