บทที่ 8 8
"ขอบคุณครับพี่ชายที่ช่วยผมไว้ ถ้าไม่มีพี่ ผมคงแย่แน่ๆ" เธอแสร้งดัดเสียงให้ทุ้มและสั่นเล็กน้อย โค้งตัวให้เขาอย่างนอบน้อมเตรียมจะฉวยโอกาสนี้ชิ่งหนี "ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ แม่รออยู่ที่บ้าน"
แต่เพิ่งจะก้าวเท้าไปได้เพียงครึ่งก้าว เสียงเยือกเย็นก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน
"เดี๋ยว"
หลินเฟยเฟยชะงักกึก เท้าที่กำลังจะก้าวออกไปแข็งค้างอยู่กลางอากาศ เธอค่อยๆ หันกลับมามองเซี่ยจินเหิงที่กำลังเดินล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ทเข้ามาใกล้ สายตาคมกริบของเขากวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
เซี่ยจินเหิงหรี่ตาลงเล็กน้อย เด็กหนุ่มตรงหน้าสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่หลวมโพรกปิดบังรูปร่าง ใบหน้ามอมแมมไปด้วยขี้เถ้าดำปื้นจนมองไม่ออกว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ทำให้เขาสะดุดใจคือดวงตากลมโตที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าโพกหัวนั้น มันเป็นดวงตาที่สุกสกาว กระจ่างใส และเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด ไม่มีความหวาดกลัวลนลานเหมือนที่ชาวบ้านทั่วไปเวลาเผชิญหน้ากับเขา
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่เขาเดินเข้ามาใกล้ เขาสังเกตเห็นมือที่โผล่พ้นแขนเสื้อที่ขาดวิ่น แม้จะมอมแมมและมีรอยด้าน แต่กลับเป็นมือที่เรียวเล็กและบอบบางเกินกว่าจะเป็นมือของเด็กหนุ่มที่ทำงานแบกหาม
และที่สำคัญที่สุด... กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อหมูสับและแป้งขาวชั้นดียังคงลอยอวลอยู่รอบตัวเด็กคนนี้จางๆ
"ซาลาเปาแป้งขาวไส้เนื้อหมูล้วน ในยุคที่คูปองเนื้อหายากยิ่งกว่าทองคำ เด็กบ้านนอกแต่งตัวซอมซ่ออย่างนายไปเอาของดีแบบนี้มาจากไหน" เซี่ยจินเหิงถามตรงประเด็น น้ำเสียงแฝงการจับผิดอย่างชัดเจน
หลินเฟยเฟยใจเต้นตึกตัก แต่สมองยังคงทำงานอย่างรวดเร็ว เธอรู้ดีว่าผู้ชายตรงหน้าฉลาดเป็นกรด การโกหกแบบน้ำขุ่นๆ จะยิ่งทำให้เขาจับพิรุธได้ เธอจึงเลือกที่จะตอบความจริงครึ่งเดียว
"ผม...ผมไปเจอคนใจดีในเมืองน่ะครับพี่ชาย เขาเป็นพ่อค้าใหญ่มาจากต่างมณฑล เขาเห็นผมหน้าตาสงสารเลยจ้างให้ผมเอาซาลาเปาพวกนี้มาเดินขายแลกกับเศษเงินนิดหน่อย ผมก็แค่รับจ้างกินเปอร์เซ็นต์ ไม่รู้หรอกครับว่าเขาเอาของมาจากไหน" หลินเฟยเฟยตอบเสียงซื่อตาใส พยายามทำตัวให้ดูไร้เดียงสาที่สุด
เซี่ยจินเหิงแค่นยิ้มมุมปาก พ่อค้าใหญ่จากต่างมณฑลงั้นหรือ ข้ออ้างเด็กอมมือชัดๆ พ่อค้าที่ไหนจะโง่เอาของมีค่าขนาดนี้มาให้เด็กแปลกหน้ามอมแมมเดินเร่ขายโดยไม่กลัวโดนเชิดหนี แต่เขาขี้เกียจจะคาดคั้น ในตลาดมืดแห่งนี้ทุกคนล้วนมีความลับและเส้นสายของตัวเอง ตราบใดที่ไม่ขัดผลประโยชน์กัน เขาก็ไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปยุ่ง
"งั้นก็กลับไปซะ แล้วจำไว้ วันหลังถ้าจะมาขายของในถิ่นของฉัน ให้ไปจ่ายค่าเช่าที่ลูกน้องฉันตรงทางเข้าด้วย วันนี้ถือว่าฉันอนุโลมให้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว"
"ขอบคุณครับพี่ชาย! ผมจำไว้แล้วครับ ไว้คราวหน้าผมจะเอาซาลาเปาอร่อยๆ มาฝากพี่เป็นการตอบแทนนะครับ!" หลินเฟยเฟยรีบรับคำ โค้งตัวให้อีกครั้งอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบจ้ำอ้าวออกไปจากตรอกนั้นทันทีราวกับนกที่หลุดจากกรง
เซี่ยจินเหิงมองตามแผ่นหลังเล็กๆ ที่รีบเดินกลืนหายไปกับฝูงชนในตลาดมืดด้วยแววตาครุ่นคิด กลิ่นหอมประหลาดและดวงตากลมโตคู่นั้นยังคงติดอยู่ในห้วงความคิด ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยลับลมคมในเสียจริง
ทางด้านหลินเฟยเฟย เมื่อเดินพ้นระยะสายตาของตัวร้ายสุดอันตรายมาได้ เธอก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียดจนสุดปอด รอดตายไปหวุดหวิด! ผู้ชายคนนี้น่ากลัว แค่เพียงสบตาก็รู้สึกเหมือนถูกมองทะลุไปถึงวิญญาณแล้ว เธอต้องระวังตัวให้มากกว่านี้หากคิดจะทำมาหากินในตลาดมืดต่อไป
แต่ตอนนี้เป้าหมายหลักของเธอไม่ใช่การมานั่งหวาดระแวง หญิงสาวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ สัมผัสถึงธนบัตรและเหรียญที่หามาได้ด้วยรอยยิ้มกว้าง ถึงเวลาชอปปิงแล้ว!
หลินเฟยเฟยเดินลัดเลาะเข้าไปในโซนขายของแห้งและของใช้ในตลาดมืด เธอแวะที่แผงขายรองเท้าและเสื้อผ้าเก่าๆ เลือกซื้อรองเท้าผ้าฝ้ายบุนวมคู่ใหม่ที่ดูทนทานสองคู่สำหรับหลินต้าจื้อและหวังชุ่ยฮวา เพราะรองเท้าฟางที่ทั้งสองคนใส่อยู่นั้นขาดจนแทบจะเห็นนิ้วเท้าอยู่แล้ว จากนั้นก็ซื้อผ้าฝ้ายสีน้ำตาลเข้มเนื้อหนาอีกหนึ่งพับใหญ่สำหรับเอาไปตัดเสื้อกันหนาวให้พ่อกับแม่
และเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เธอเดินไปที่แผงขายเนื้อสัตว์ของรัฐบาลที่อยู่ด้านนอกตลาดมืด แม้เธอจะไม่มีคูปองเนื้อ แต่เธอก็สามารถใช้เงินที่หามาได้ติดสินบนพ่อค้าเขียงหมูเล็กน้อย เพื่อขอซื้อกระดูกหมูท่อนใหญ่ที่ติดเศษเนื้อเพียงน้อยนิดมาได้สองท่อนในราคาถูกแสนถูก กระดูกพวกนี้คนยุคนี้ไม่ค่อยนิยมซื้อเพราะไม่มีเนื้อให้กิน แต่สำหรับหลินเฟยเฟย มันคือวัตถุดิบชั้นยอดในการต้มน้ำซุปกระดูกหมูบำรุงร่างกาย
ก่อนจะเดินกลับหมู่บ้าน เธอแวะที่จุดลับตาคน จัดการเอาแต้มที่เหลืออยู่ 14 แต้มในระบบ แลกเกลือและน้ำตาลทรายแดงมาอย่างละหนึ่งกิโลกรัม นำของทั้งหมดใส่ลงในตะกร้าสานบนหลังจนเต็มแน่น แม้จะหนักจนไหล่ลู่ แต่หัวใจของเธอกลับเบาหวิวและพองโตด้วยความสุข
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนเกือบจะแตะขอบเขาตอนที่หลินเฟยเฟยเดินกลับมาถึงหน้ากระท่อมดินซอมซ่อท้ายหมู่บ้าน
"เฟยเฟย! ลูกกลับมาแล้ว!"
เสียงตะโกนด้วยความดีใจดังขึ้น หลินต้าจื้อและหวังชุ่ยฮวาที่ออกมายืนชะเง้อคอมองหาลูกสาวอยู่ที่หน้าประตูรั้วมาพักใหญ่รีบวิ่งเข้ามารับตะกร้าจากหลังของหลินเฟยเฟยด้วยความเป็นห่วง สีหน้าของคนทั้งสองเต็มไปด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิด
"ลูกหายไปไหนมาทั้งวัน แม่ไปตามหาที่ตีนเขาจนทั่วก็ไม่เจอ นึกว่าลูกจะเป็นอันตรายเสียแล้ว" หวังชุ่ยฮวาลูบใบหน้าที่ยังคงมีคราบขี้เถ้าติดอยู่ประปรายของลูกสาว น้ำตาปริ่มอยู่ที่หางตา
"หนูไม่ได้ขึ้นเขาค่ะแม่ แต่หนูเข้าเมืองไปหาคนรู้จักมา" หลินเฟยเฟยยิ้มกว้าง จูงมือพ่อกับแม่เข้าไปในบ้าน ปิดประตูมิดชิดเพื่อป้องกันสายตาของเพื่อนบ้านที่อาจจะแอบมองอยู่
เมื่อเข้ามาในครัวที่ค่อนข้างมิดชิด หลินเฟยเฟยก็จัดการเปิดผ้าคลุมตะกร้าออก เผยให้เห็นของที่อยู่ข้างใน
