บทที่ 9 9
หลินต้าจื้อและหวังชุ่ยฮวาเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า เมื่อเห็นพับผ้าฝ้ายเนื้อดี รองเท้าบุนวมคู่ใหม่เอี่ยม กระดูกหมูท่อนโต และถุงใส่เกลือกับน้ำตาลทรายแดงที่กองอยู่รวมกัน
"ฟะ...เฟยเฟย นี่มันอะไรกัน ลูกไปเอาของพวกนี้มาจากไหน! รองเท้าใหม่ ผ้าพับใหญ่ขนาดนี้ ต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน" หลินต้าจื้อละล่ำละลักถาม มือสั่นเทาขณะเอื้อมไปแตะเนื้อผ้าฝ้ายหนานุ่มอย่างไม่กล้าเชื่อสายตา
หลินเฟยเฟยดึงรองเท้าบุนวมทั้งสองคู่ออกมา ยัดใส่มือของพ่อและแม่บุญธรรมคนละคู่
"เมื่อคืนหนูคิดทบทวนดูแล้วค่ะ สมุนไพรที่หนูเคยเก็บไปขายให้เถ้าแก่ร้านยาในเมือง มันน่าจะมีราคามากกว่าที่เขาให้หนูมา วันนี้หนูเลยเอาสมุนไพรตัวเดิมลองไปเสนอขายให้พ่อค้าเร่จากต่างมณฑลที่ตลาดมืดดู ปรากฏว่าเขาให้ราคาสูงกว่าเถ้าแก่ร้านยาตั้งหลายเท่าเลยค่ะพ่อ! หนูเลยเอาเงินที่ได้ไปซื้อของพวกนี้มา"
หลินเฟยเฟยปั้นน้ำเป็นตัวได้อย่างไหลลื่นและเป็นธรรมชาติที่สุด ข้ออ้างเรื่องพ่อค้าต่างมณฑลนี้ช่างสารพัดประโยชน์จริงๆ
"แต่ของพวกนี้มันแพงมากเลยนะลูก ลูกควรจะเก็บเงินไว้ใช้ส่วนตัวหรือเก็บไว้เป็นสินสอดแต่งงานของตัวเองในอนาคตสิ เอามาซื้อของให้พ่อกับแม่ทำไม รองเท้าฟางของพ่อยังใส่ได้อยู่เลย" หลินต้าจื้อก้มมองรองเท้าบุนวมในมือด้วยความเสียดายเงิน แต่ในแววตากลับปิดบังความตื้นตันใจไว้ไม่มิด
"ใส่ได้อะไรกันคะพ่อ นิ้วเท้าพ่อโผล่ออกมาทักทายลมหนาวหมดแล้ว" หลินเฟยเฟยดุอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะจับมือของหวังชุ่ยฮวาที่กำลังร้องไห้เงียบๆ "แม่คะ ต่อไปนี้พ่อกับแม่ไม่ต้องทนหนาว ทนหิว และไม่ต้องใส่รองเท้าขาดๆ อีกแล้วนะคะ หนูสัญญาว่าหนูจะหาเงินมาสร้างบ้านอิฐหลังใหญ่ๆ ซื้อเนื้อหมูให้พ่อกับแม่กินทุกวัน และจะทำให้พวกที่เคยดูถูกบ้านเราต้องอิจฉาจนตาบอดไปเลยค่ะ"
คำพูดที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและกตัญญูของหลินเฟยเฟย ทำนบน้ำตาของหวังชุ่ยฮวาพังทลายลงมาในที่สุด เธอรวบร่างของลูกสาวเข้ามากอดแน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความดีใจ หลินต้าจื้อเองก็ปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มกร้าน แอบสวมรองเท้าบุนวมคู่ใหม่ด้วยมือที่สั่นเทา สัมผัสที่นุ่มสบายและอบอุ่นทำเอาคนเป็นพ่อหัวใจพองโต
นี่คือของขวัญชิ้นแรกในชีวิตที่ลูกสาวหาซื้อมาให้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
หลินเฟยเฟยกอดตอบแม่บุญธรรม รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า นี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น อาณาจักรความรวยของหลินเฟยเฟยในยุค 80 เพิ่งจะเริ่มก้าวเดินเท่านั้น และเธอจะไม่ยอมหยุดจนกว่าจะไปถึงจุดสูงสุด!
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อากาศในหมู่บ้านตระกูลหลินยังคงหนาวเย็นเหน็บหนาว หลินเฟยเฟยตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังมืด เธอกระชับเสื้อคลุมตัวเก่าให้แน่นขึ้นก่อนจะเดินเข้าไปในครัว จัดการก่อไฟในเตาดินจนลุกโชนเพื่อเตรียมอาหารเช้าบำรุงร่างกายให้ครอบครัว
หญิงสาวนำกระดูกหมูท่อนโตสองชิ้นที่ซื้อมาจากตลาดมืดเมื่อวานไปล้างทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน จากนั้นก็นำไปต้มในน้ำเดือดเพื่อล้างคาวเลือดและสิ่งสกปรกออกหนึ่งน้ำ ก่อนจะเปลี่ยนน้ำใหม่ ใส่กระดูกหมูลงไปเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ
เพื่อดับคาวและเพิ่มความหอม หลินเฟยเฟยแอบใช้แต้มในมิติแลกขิงสดและต้นหอมมาเล็กน้อย เธอทุบขิงใส่ลงไปในหม้อ ตามด้วยเกลือและน้ำตาลทรายแดงที่ซื้อมาเมื่อวานเพื่อปรุงรสชาติให้กลมกล่อม เคล็ดลับการต้มซุปกระดูกหมูให้อร่อยคือการเคี่ยวด้วยไฟรุมๆ เป็นเวลานาน เพื่อให้ความหวานจากไขกระดูกซึมซาบออกมาผสมกับน้ำซุปจนกลายเป็นสีขาวขุ่นราวกับน้ำนม
เวลาผ่านไปกว่าชั่วโมง กลิ่นหอมฉุยของน้ำซุปกระดูกหมูก็ลอยฟุ้งไปทั่วกระท่อมดินและเริ่มเล็ดลอดออกไปตามรอยแตกของผนัง
หลินต้าจื้อและหวังชุ่ยฮวาที่กำลังนอนหลับสบายอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเก่าถึงกับต้องลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นหอมยั่วน้ำลายที่ลอยมาเตะจมูก ทั้งสองคนรีบลุกจากเตียง สวมรองเท้าบุนวมคู่ใหม่ที่ลูกสาวซื้อให้เมื่อวานด้วยความทะนุถนอม แล้วเดินตามกลิ่นเข้ามาในครัว
"เฟยเฟย ลูกต้มอะไรน่ะ ทำไมกลิ่นมันหอมขนาดนี้ หอมจนท้องพ่อร้องจ๊อกๆ เลย" หลินต้าจื้อกลืนน้ำลายลงคอพลางชะโงกหน้ามองหม้อเหล็กบนเตา
"ซุปกระดูกหมูค่ะพ่อ หนูเคี่ยวไว้ตั้งแต่เช้ามืด กระดูกพวกนี้พ่อค้าที่ตลาดเขาขายให้ถูกๆ เพราะมันไม่มีเนื้อติดเลย แต่ไขกระดูกข้างในมีประโยชน์มากนะคะ ช่วยบำรุงกำลังและแก้หนาวได้ดีเลยล่ะค่ะ เดี๋ยวหนูจะเอาแป้งสาลีที่เหลือมาทำเส้นบะหมี่ทำมือกินคู่กับน้ำซุป พ่อกับแม่ไปล้างหน้าล้างตาก่อนนะคะ ใกล้จะได้กินแล้ว" หลินเฟยเฟยหันมายิ้มหวานให้พ่อแม่บุญธรรม มือก็ง่วนอยู่กับการนวดแป้งบนเขียงไม้
ในขณะที่ครอบครัวเล็กๆ กำลังจะมีความสุขกับมื้ออาหารเช้าแสนอร่อย จู่ๆ เสียงเคาะประตูหน้าบ้านก็ดังขึ้นอย่างรัวและแรงราวกับจะพังประตูเข้ามา
ปัง ปัง ปัง!
"ชุ่ยฮวา! ต้าจื้อ! พวกแกตื่นกันหรือยัง เปิดประตูให้ฉันหน่อย!"
เสียงแหลมปรี๊ดที่คุ้นหูทำให้หลินเฟยเฟยชะงักมือที่กำลังนวดแป้ง เธอจำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของป้าจาง หญิงวัยกลางคนปากหอยปากปูที่เป็นแกนนำรุมด่าเธอเมื่อสองวันก่อน
หวังชุ่ยฮวามีสีหน้ากังวลขึ้นมาทันที "ป้าจางมาทำไมแต่เช้า หรือว่าจะมีเรื่องอะไรอีก"
"แม่ไม่ต้องกลัวค่ะ เดี๋ยวหนูออกไปดูเอง พ่อกับแม่รออยู่ในครัวนี้นะคะ อย่าเพิ่งออกไป" หลินเฟยเฟยเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนลวกๆ หรี่ตาลงอย่างเย็นชา เธอกำลังสงสัยอยู่พอดีว่าทำไมวันนี้ป้าจางถึงมาเคาะประตูบ้านคนอื่นตั้งแต่ไก่โห่
เมื่อหลินเฟยเฟยเดินไปเปิดประตูไม้ที่ลานหน้าบ้าน ก็พบป้าจางยืนชะเง้อคอยืดคอยาวพยายามจะมองลอดไหล่ของเธอเข้าไปในบ้าน จมูกของหญิงวัยกลางคนฟุดฟิดไปมาอย่างปิดไม่มิด
"แหม ตื่นกันแล้วเหรอ นึกว่านอนตายกันไปหมดแล้วเสียอีก" ป้าจางทักทายด้วยประโยคที่ไร้มารยาท ก่อนจะทำจมูกฟุดฟิดอีกครั้ง "นี่บ้านแกทำอะไรกินน่ะ กลิ่นหอมเหมือนเนื้อหมูเลย อย่าบอกนะว่าพวกแกมีเงินซื้อเนื้อมากินน่ะ"
หลินเฟยเฟยแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ที่แท้ก็หมาล่าเนื้อได้กลิ่นของกินนี่เอง
"บ้านเราจะทำอะไรกินแล้วมันไปหนักส่วนไหนของป้าจางคะ หรือว่าเมื่อคืนป้าไม่ได้กินข้าว เลยต้องมาเที่ยวทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นกับข้าวหน้าบ้านคนอื่นแต่เช้าแบบนี้ ระวังเถอะค่ะ ทำตัวเหมือนสุนัขตำรวจแบบนี้เดี๋ยวคนเขาจะหาว่าประสาทกลับเอาได้" หลินเฟยเฟยตอกกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่น้ำเสียงกลับเชือดเฉือนจนป้าจางหน้าตึง
"แก! นังเด็กปากไม่มีหูรูด! ฉันแค่เดินผ่านแล้วได้กลิ่นแปลกๆ ก็เลยแวะมาดูเผื่อว่าพวกแกจะทำไฟไหม้บ้านต่างหาก ฉันหวังดีหรอกนะ!" ป้าจางเถียงข้างๆ คูๆ แต่สายตายังคงพยายามสอดส่ายเข้าไปในลานบ้าน "หลีกไป ฉันจะเข้าไปดูชุ่ยฮวาเสียหน่อยว่าอาการบาดเจ็บดีขึ้นหรือยัง"
ป้าจางทำท่าจะแทรกตัวเข้ามา แต่หลินเฟยเฟยขยับบังทางไว้มิดชิด รูปร่างของเธอแม้จะผอมบางแต่ก็ยืนหยัดอย่างมั่นคงไม่ยอมถอย
"ไม่ต้องลำบากป้าจางหรอกค่ะ แม่ฉันสบายดี ดีกว่าตอนที่โดนป้าเอาฟืนฟาดตั้งเยอะ และถ้าป้าอยากรู้ให้ได้ว่าบ้านฉันทำอะไรกิน ฉันจะบอกเอาบุญให้ก็ได้ ฉันต้มรากไม้สมุนไพรบำรุงร่างกายให้แม่กินต่างหาก กลิ่นมันก็เลยแปลกๆ ไปหน่อย ป้าอยากจะลองชิมดูสักชามไหมคะ เผื่อจะช่วยล้างปากที่ชอบแกว่งหาเรื่องคนอื่นได้บ้าง"
"นัง...นังเด็กผี!" ป้าจางโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ชี้หน้าด่าหลินเฟยเฟยเสียงสั่น แต่ยังไม่ทันที่จะได้สาดคำด่าทอไปมากกว่านี้ เสียงหวานใสที่คุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเดินดินหน้าบ้าน
"คุณป้าจางคะ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ ทำไมถึงมาส่งเสียงดังอยู่หน้าบ้านเฟยเฟยแต่เช้าเลย"
หลินเฟยเฟยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองข้ามไหล่ป้าจางไป ก็เห็นร่างบอบบางในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนสะอาดตา กำลังเดินนวดนาดเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดและกางเกงขายาวทรงกระบอก
หลินอี้หานและโจวเฉิง!
