บทที่ 10 10

เมื่อทุกอย่างสงบลง ผู้ใหญ่บ้านจ้าวก็ถอนหายใจยาว เขาเดินเข้าไปช่วยพยุงหลินเยี่ยให้ลุกขึ้นยืนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและเห็นใจ

​            "หลินเยี่ย ลำบากเธอแล้วนะที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้" ผู้ใหญ่บ้านกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลงมาก "เธอทำถูกแล้วที่ปกป้องหลานและทรัพย์สินเอาไว้ ต่อไปนี้ถ้ามีปัญหาอะไร ให้ไปหาฉันที่บ้านได้เลย ไม่ต้องกลัวพวกนั้นอีก ฉันจะคอยเป็นหูเป็นตาให้เอง"

​            "ขอบคุณค่ะผู้ใหญ่บ้าน ถ้าไม่ได้ผู้ใหญ่บ้านมาให้ความเป็นธรรม วันนี้ฉันกับตงตงคงไม่รู้จะทำยังไง" หลินเยี่ยก้มหัวขอบคุณด้วยความนอบน้อม กิริยามารยาทที่อ่อนหวานและน่าสงสารของเธอได้ใจผู้ใหญ่บ้านไปเต็มๆ

​            หลังจากผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านแยกย้ายกันกลับไปหมดแล้ว ลานหน้ากระท่อมก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

​            หลินเยี่ยยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาจอมปลอมออกจากหางตาสีหน้าของเธอเปลี่ยนจากหญิงม่ายผู้น่าสงสารกลับมาเป็นประธานกรรมการบริหารที่เยือกเย็นและเฉียบขาดดังเดิม

​            เธอหันกลับมามองหานตงที่ยังคงยืนอยู่กลางห้อง เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองเธอ แววตาของเขาไม่มีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงประกายความฉลาดแกมโกงและความตื่นเต้นที่แฝงอยู่ลึกๆ เขาเพิ่งได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิต การใช้ความอ่อนแอเป็นอาวุธ และการพลิกสถานการณ์ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ

​            หลินเยี่ยเดินเข้าไปหาเขา เธอยกมือขึ้นลูบผมที่แห้งกร้านของเด็กชายเบาๆ เป็นการสัมผัสที่ไม่ได้เจือปนความโกรธแค้นเหมือนอดีต แต่เป็นความชื่นชมอย่างแท้จริง

​            "เธอทำได้ดีมาก หานตง" น้ำเสียงของหลินเยี่ยเต็มไปด้วยความพอใจ "จำความรู้สึกในวันนี้เอาไว้ นี่คือรสชาติของชัยชนะ เมื่อเราใช้สมองมากกว่ากำลัง ศัตรูก็จะกลายเป็นเพียงหมากตัวโง่ๆ ให้เราปั่นหัวเล่นบนกระดาน"

​            หานตงพยักหน้ารับอย่างแรง รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาเป็นครั้งแรก มันไม่ใช่รอยยิ้มที่สดใสเหมือนเด็กทั่วไป แต่มันเป็นรอยยิ้มของลูกหมาป่าที่เพิ่งได้ลิ้มรสคาวเลือดและพร้อมที่จะเติบโตเป็นจ่าฝูงที่น่าเกรงขาม

​            ติ๊ง!

หน้าจอโฮโลแกรมสว่างวาบขึ้นมาในหัวของหลินเยี่ยอีกครั้ง

{​เป้าหมาย หานตง ระดับความเจ้าเล่ห์เพิ่มขึ้น 10%}

{ทักษะการใช้จิตวิทยาพื้นฐาน ถูกปลดล็อก}

{ได้รับคะแนนสะสมความดี (จากการปกป้องเป้าหมาย) 150 คะแนน}

​            หลินเยี่ยยิ้มกว้างขึ้น ชัยชนะในเช้าวันนี้ไม่ใช่แค่การกำจัดพวกญาติหน้าเลือดให้พ้นทาง แต่เธอยังได้ความคุ้มครองจากผู้ใหญ่บ้านอย่างเป็นทางการ ซึ่งมันจะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีให้เธอสามารถเริ่มต้นทำธุรกิจหาเงินในยุคแปดศูนย์แห่งนี้ได้อย่างราบรื่น

​            หีบสมบัติบานใหญ่ถูกแง้มออกแล้ว และเธอพร้อมที่จะกอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะเป็นของเธอและวายร้ายตัวน้อยกลับคืนมา!

หลังจากความวุ่นวายในยามเช้าสงบลง ลานหน้าบ้านที่เคยเต็มไปด้วยรอยเท้าย่ำหิมะจนเละเทะก็กลับมาเงียบงันอีกครั้ง หลินเยี่ยจัดการปิดประตูลงกลอนกุญแจทองเหลืองที่เพิ่งติดตั้งใหม่อย่างแน่นหนา ความสำเร็จในการขับไล่พวกหน้าเลือดออกไปและได้เกราะคุ้มกันจากผู้ใหญ่บ้านถือเป็นก้าวแรกที่สวยงาม

​หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงเตา หลับตาลงเพื่อทบทวนระบบซูเปอร์มาร์เก็ตไร้พรมแดนอีกครั้ง หน้าจอโฮโลแกรมปรากฏขึ้นตรงหน้าพร้อมกับตัวเลขคะแนนสะสมที่อัปเดตล่าสุด

​ยอดคะแนนสะสมปัจจุบัน สองร้อยห้าสิบคะแนน

​            หลินเยี่ยคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว เมื่อคืนเธอได้มาหนึ่งร้อยคะแนน แลกเครื่องมือช่างไปสามสิบคะแนน เหลือเจ็ดสิบ และเมื่อเช้าจากการปกป้องหานตง เธอได้คะแนนความดีมาอีกร้อยห้าสิบ รวมกันเป็นสองร้อยห้าสิบคะแนนถ้วนบวกกับโบนัสพิเศษที่ปลดล็อกทักษะจิตวิทยาของหานตง ตัวเลขนี้ถือว่าไม่เลวสำหรับการเริ่มต้น แต่มันยังไม่พอหากเธอต้องการสร้างอาณาจักรธุรกิจในอนาคต

​เธอถอนหายใจยาว ก่อนจะลืมตาขึ้นมองไปยังเด็กชายที่กำลังยืนเช็ดโต๊ะไม้ตัวเก่าอยู่อย่างขะมักเขม้น หานตงพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์ที่สุด เขาไม่รู้ว่าอาสะใภ้คนนี้จะใจดีกับเขาไปได้นานแค่ไหน สิ่งเดียวที่เขาเรียนรู้จากเหตุการณ์เมื่อเช้าคือ คนเราต้องมีค่าถึงจะมีสิทธิ์อยู่รอด

​            "พอแล้วหานตง ไปล้างมือแล้วเตรียมตัว เราจะเข้าเมืองกัน" หลินเยี่ยเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ

​            หานตงชะงักมือที่กำลังถือผ้าขี้ริ้ว เขาหันมามองเธอด้วยดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ "เข้าเมืองหรือครับ แต่... แต่เราไม่มีตั๋วเดินทาง แล้วเราจะไปทำไมครับ"

​            "เงินห้าร้อยหยวนที่ฉันเพิ่งรักษาเอาไว้ได้จากพี่สะใภ้ใหญ่ ถ้าเก็บไว้เฉยๆ มันก็เป็นแค่กระดาษเปื้อนฝุ่น ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ต่อให้มีเงินมากแค่ไหน ถ้าไม่มีตั๋วแลกสินค้า ทั้งตั๋วเนื้อ ตั๋วผ้า ตั๋วอาหาร เราก็ไม่สามารถเดินเข้าไปซื้อของในสหกรณ์ของรัฐได้" หลินเยี่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะลุกขึ้นไปหยิบเสื้อบุนวมตัวเก่าของหานเว่ยกั๋วที่ตายไปแล้วออกมาจากหีบ "เสื้อของเธอทั้งบางและขาดขนาดนี้ ถ้าขืนปล่อยไว้ให้ทนหนาวต่อไป อีกไม่กี่วันเธอได้ป่วยตายแน่ ฉันไม่มีเวลามานั่งเช็ดตัวป้อนยาให้เธอหรอกนะ"

​            แม้คำพูดจะฟังดูใจร้ายและเห็นแก่ตัว แต่การกระทำของเธอกลับสวนทาง หลินเยี่ยนำเสื้อบุนวมตัวใหญ่ของอดีตสามีมาพับแขนเสื้อขึ้นหลายทบ แล้วสวมทับลงบนร่างเล็กๆ ที่ผอมแห้งของเด็กชาย เสื้อตัวใหญ่โคร่งทำให้เขาดูเหมือนก้อนสำลีเดินได้ แต่มันก็หนาพอที่จะช่วยกันลมหนาวที่พัดกรีดกระดูกในวันนี้ได้

​หานตงก้มมองเสื้อบุนวมที่อบอุ่นบนร่างของตัวเอง กลิ่นอับของผ้าเก่าๆ ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแย่ แต่มันกลับทำให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด อาสะใภ้ไม่ได้เกลียดเขาแล้วจริงๆ ใช่ไหม เธอพาเขาเข้าเมืองเพื่อไปหาซื้อเสื้อผ้าให้เขาจริงๆ หรือ

​            "เอาล่ะ ฟังฉันให้ดี" หลินเยี่ยย่อตัวลงให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเด็กชาย แววตาของเธอจริงจังและเฉียบขาด "ตลาดที่เราจะไปวันนี้ไม่ใช่สหกรณ์ของรัฐ แต่เป็นตลาดมืด มันเป็นสถานที่ที่ผิดกฎหมาย มีแต่พวกพ่อค้าเถื่อนและอันธพาล แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นที่เดียวที่เราสามารถใช้เงินซื้อตั๋วสินค้าและของใช้จำเป็นได้โดยไม่ต้องถูกตรวจสอบ"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป