บทที่ 11 11

หานตงเบิกตากว้าง เขาเคยได้ยินพวกลุงๆ ในหมู่บ้านคุยกันว่าตลาดมืดน่ากลัวแค่ไหน ใครถูกทหารแดงจับได้จะต้องถูกส่งไปค่ายแรงงาน หรือไม่ก็ถูกอันธพาลซ้อมจนปางตาย

​            "จำเอาไว้ ไม่ว่าจะเห็นอะไร หรือเกิดอะไรขึ้น ห้ามพูด ห้ามร้องไห้ และห้ามอยู่ห่างจากฉันเด็ดขาด เข้าใจไหม"

​            "เข้าใจครับ" หานตงพยักหน้าอย่างหนักแน่น แววตาของเขาไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะทำตามคำสั่งของเธอทุกอย่าง

​การเดินทางจากหมู่บ้านผิงอันเข้าสู่ตัวอำเภอต้องอาศัยเกวียนเทียมวัวของลุงหวังที่หน้าหมู่บ้าน หลินเยี่ยจ่ายเงินไปสองเหมาสำหรับค่าโดยสารสองคน เธอดึงร่างเล็กๆ ของหานตงเข้ามานั่งเบียดชิดกับตัวเธอตรงมุมเกวียนที่อับลมที่สุด ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังลมหนาวที่พัดกรรโชกมาตลอดทาง หานตงซุกหน้าลงกับท่อนแขนของหลินเยี่ย แอบสูดกลิ่นหอมสะอาดที่แฝงความเย็นชาจากตัวเธอเงียบๆ มันเป็นความรู้สึกปลอดภัยที่เขาไม่เคยได้รับนับตั้งแต่สูญเสียพ่อแม่ไป

​            ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง เกวียนเทียมวัวก็จอดเทียบที่จุดจอดรถหน้าสหกรณ์การเกษตรประจำอำเภอ

​บรรยากาศของเมืองในยุคแปดศูนย์แตกต่างจากเมืองหลวงในยุคปัจจุบันของหลินเยี่ยอย่างสิ้นเชิง ถนนดินลูกรังแคบๆ มีรถจักรยานตรานกฮูกปั่นสวนกันไปมาประปราย อาคารบ้านเรือนก่อด้วยอิฐสีเทาหม่นหมอง มีป้ายผ้าสีแดงเขียนคำขวัญปลุกใจติดอยู่ตามกำแพง ผู้คนส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้าสีเขียวขี้ม้า สีเทา หรือสีน้ำเงินเข้ม เดินก้มหน้าก้มตารีบทำธุระของตัวเอง ท่ามกลางความขัดสนและกฎระเบียบที่เข้มงวด

​หลินเยี่ยจูงมือหานตงเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่ซับซ้อน เธอไม่ได้มีจุดหมายที่ชัดเจนนัก 

​ในที่สุด เธอก็สังเกตเห็นตรอกแคบๆ แห่งหนึ่งหลังโรงงานทอผ้าเก่า มีชายฉกรรจ์สวมหมวกแก๊ปดึงปีกหมวกลงต่ำยืนสูบบุหรี่อยู่ปากทางเข้า สายตาของเขากวาดมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างระแวดระวัง

​หลินเยี่ยกระชับมือที่จับหานตงไว้แน่นขึ้น เธอเดินตรงเข้าไปหาชายคนนั้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง ไม่มีความตื่นตระหนกหรือลุกลี้ลุกลนเหมือนชาวบ้านทั่วไปที่แอบมาซื้อของ ชายสวมหมวกแก๊ปหรี่ตามองหญิงสาวรูปร่างผอมบางหน้าตาหมดจดกับเด็กชายสวมเสื้อตัวโคร่ง

​            "มาหาใคร" ชายคนนั้นถามเสียงห้วน

​            "มาหาญาติที่แซ่จิน (แปลว่าทอง/เงิน) พอจะมีเส้นทางให้เข้าไปทักทายไหมคะ" หลินเยี่ยตอบกลับด้วยรหัสลับที่เธอจำได้จากในนิยายต้นฉบับ น้ำเสียงของเธอเรียบเฉียบและทรงอำนาจจนชายคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย

​ชายสวมหมวกแก๊ปมองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นว่าไม่มีพิษสงอะไรและรู้รหัสเข้าออก เขาก็พยักหน้าแล้วเบี่ยงตัวหลบให้ "เข้าไปข้างใน เดินตรงไปสุดทาง เลี้ยวซ้าย อย่าส่งเสียงดัง ถ้ามีพวกสวมปลอกแขนแดงมา ให้วิ่งออกทางหลังโรงงาน"

​"ขอบคุณค่ะ" หลินเยี่ยพยักหน้ารับ ก่อนจะจูงหานตงเดินเข้าไปในความมืดของตรอก

​            เมื่อเลี้ยวซ้ายตามที่บอก บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที พื้นที่ลานกว้างหลังโรงงานร้างเต็มไปด้วยผู้คนที่นำข้าวของมาวางขายบนแผ่นพลาสติกหรือกระสอบเก่าๆ ไม่มีใครตะโกนร้องขายสินค้า ทุกคนพูดคุยกันด้วยเสียงกระซิบกระซาบ สินค้ามีตั้งแต่ไก่เป็นๆ ไข่ไก่ ผักสด ไปจนถึงของหายากอย่างสบู่หอม นาฬิกาข้อมือมือสอง และตั๋วแลกสินค้าสารพัดชนิด

​หลินเยี่ยพรูลมหายใจออกมายาวๆ นี่แหละคือขุมทองของยุคนี้

​            "เราจะมาซื้ออะไรครับ" หานตงกระซิบถาม เขามองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นตาตื่นใจ ผสมกับความหวาดระแวงว่าจะมีใครเข้ามาทำร้าย

​"ก่อนจะซื้อ เราต้องหาเงินเพิ่มก่อน" หลินเยี่ยกระตุกยิ้มมุมปาก เธอดึงหานตงให้หลบเข้าไปในมุมมืดหลังกองอิฐปรักหักพังที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

​            หญิงสาวหลับตาลงเชื่อมต่อกับระบบ เธอใช้คะแนนสะสมห้าสิบคะแนน แลกเปลี่ยนสินค้าที่ในยุคนี้ถือเป็นของมีค่าระดับทองคำ นั่นคือ น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์น้ำหนักครึ่งกิโลกรัม ผงชูรสคุณภาพสูงสองถุงเล็ก และเนื้อหมูสามชั้นมันแทรกสวยงามอีกหนึ่งกิโลกรัม

​            เมื่อลืมตาขึ้น สิ่งของเหล่านั้นก็ถูกบรรจุอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่สานใบเก่าที่เธอหิ้วติดมือมาจากบ้านอย่างเรียบร้อย ตอนนี้คะแนนสะสมของเธอเหลืออยู่สองร้อยคะแนนถ้วน แต่สินค้าในตะกร้านี้จะทำกำไรให้เธอได้อย่างมหาศาล

​            "อาสะใภ้... ของพวกนี้มาจากไหนครับ" หานตงตาโตเท่าไข่ห่าน เขาจำได้แม่นว่าตอนออกมาจากบ้าน ตะกร้าใบนี้ว่างเปล่า มีแค่ผ้าขี้ริ้วเก่าๆ ปิดทับไว้เท่านั้น แล้วจู่ๆ เนื้อหมูชิ้นโตกับห่อกระดาษพวกนี้โผล่มาได้อย่างไร

​"เพื่อนเก่าของสามีฉันที่ทำงานขับรถบรรทุกส่งของแอบเอามาฝากไว้ตั้งแต่เมื่อคืน" หลินเยี่ยตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉียบไร้ที่ติ การโกหกหน้าตายคือทักษะพื้นฐานของนักธุรกิจ "จำไว้ หานตง ไม่ว่าใครจะถามว่าของพวกนี้มาจากไหน ให้ตอบว่าไม่รู้ อาสะใภ้เป็นคนจัดการ ถ้าเธอหลุดปากพูดอะไรโง่ๆ ออกไป เราสองคนจะได้ไปนอนในคุก"

​หานตงกลืนน้ำลายลงคอ รีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่นแล้วพยักหน้าหงึกๆ อาการหวาดผวาของเขาทำให้หลินเยี่ยแอบขำในใจ วายร้ายตอนเด็กก็ยังเป็นแค่เด็กน้อยอยู่ดี

​            หลินเยี่ยไม่ได้เดินไปนั่งปูผ้าขายเหมือนคนอื่น เธอรู้ดีว่าสินค้าพรีเมียมแบบนี้ ถ้าเอาไปวางขายสุ่มสี่สุ่มห้าอาจถูกพวกอันธพาลเจ้าถิ่นปล้นเอาได้ง่ายๆ เธอต้องการดีลกับระดับหัวหน้า

​เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ตลาดมืด จนกระทั่งไปสะดุดตาเข้ากับชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมสวมเสื้อคลุมหนังสีน้ำตาลเก่าๆ ที่นั่งสูบไปป์อยู่บนเก้าอี้ไม้ตรงมุมลึกสุดของลาน ด้านหลังของเขามีชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันยืนคุมอยู่สองคน ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายและมีอำนาจสั่งการเหนือพ่อค้ารายย่อยคนอื่นๆ

​            นั่นแหละ เป้าหมายของเธอ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป