บทที่ 3 3
ความเงียบสงบภายในกระท่อมดินโคลนคงอยู่ได้เพียงไม่นาน หลังจากหานตงจัดการหมั่นโถวและนมถั่วเหลืองจนหมดเกลี้ยงหยดสุดท้าย เด็กชายใช้หลังมือที่แห้งแตกเช็ดคราบสีขาวบริเวณริมฝีปากอย่างลืมตัว แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงอ่อนลงไปหลายส่วนเมื่อความหิวโหยถูกปัดเป่าออกไป
หลินเยี่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ เธอเก็บชามกระเบื้องบิ่นๆ มารวมกันไว้ การเคลื่อนไหวของเธอราบเรียบและเชื่องช้า ทว่ากลับแฝงไปด้วยความสง่างามที่ขัดกับเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่สวมใส่อยู่ หานตงลอบมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกสับสน ผู้หญิงคนนี้คือคนที่มักจะทุบตีเขาและด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายทุกครั้งที่เห็นหน้า แต่วันนี้เธอกลับนั่งดูเขากินอาหารเงียบๆ โดยไม่ปริปากบ่นสักคำ
ตึง!
เสียงถีบประตูไม้หน้าบ้านดังสนั่นหวั่นไหวจนฝุ่นบนขื่อหลังคาร่วงกราว บานประตูผุพังที่ใช้เพียงเชือกฟางผูกรั้งเอาไว้ขาดสะบั้น กระแทกเปิดออกรับลมหนาวที่พัดเอาหิมะเม็ดเล็กๆ ปลิวเข้ามาด้านใน
หานตงสะดุ้งสุดตัว ร่างกายผอมเกร็งหดเล็กลงโดยสัญชาตญาณ เขารีบคลานไปหลบหลังตู้กับข้าวไม้เก่าๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นผู้ที่บุกรุกเข้ามา
หญิงวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนสวมเสื้อบุนวมลายดอกไม้สีแดงสดเดินอาดๆ เข้ามาในบ้านด้วยท่าทางวางอำนาจ ใบหน้าอวบอูมของเธอเต็มไปด้วยความละโมบและเย่อหยิ่ง ตามหลังมาด้วยชายวัยกลางคนรูปร่างผอมบางที่ซุกมือทั้งสองข้างไว้ในแขนเสื้อ ท่าทางขี้ขลาดตาขาวแต่กลับมีแววตาเจ้าเล่ห์ไม่ต่างกัน
หลินเยี่ยปรายตามองผู้มาเยือนด้วยสายตาเย็นเยียบ ข้อมูลจากความทรงจำของร่างเดิมผุดขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว หญิงอ้วนคนนี้คือหวังชุยฮวา ป้าสะใภ้ใหญ่ของครอบครัวหาน ส่วนชายที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังคือหานต้าจื้อ ลุงใหญ่ของหานตงและเป็นพี่ชายแท้ๆ ของหานเว่ยกั๋ว สามีที่เพิ่งด่วนจากไปของเธอ
ในนิยายต้นฉบับ สองผัวเมียคู่นี้คือปลิงดูดเลือดที่สูบเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจากครอบครัวนี้ หลังจากหานเว่ยกั๋วเสียชีวิต พวกเขาก็บุกมาแย่งชิงเงินค่าชดเชยจากเหมืองแร่ไปจนหมดสิ้น ไม่เว้นแม้แต่เสบียงอาหารและข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน ทิ้งให้หลินเยี่ยคนเดิมต้องทนหิวและนำความโกรธแค้นไปลงที่หานตง
"นังตัวซวย มัวยืนบื้ออยู่ทำไม ยังไม่รีบเอาเงินค่าทำขวัญของน้องรองออกมาให้พวกฉันอีก!" หวังชุยฮวาแผดเสียงแหลมปรี๊ด น้ำลายกระเซ็นออกมาพร้อมกับคำด่าทอ "แกมันตัวกาลกิณี แต่งเข้ามาไม่ทันข้ามวันก็สูบชีวิตผัวจนตาย เงินก้อนนั้นแกไม่มีสิทธิ์เก็บไว้แม้แต่เหรียญเดียว มันต้องเป็นของครอบครัวหานของเรา!"
หานต้าจื้อที่ยืนอยู่ด้านหลังพยักหน้าสนับสนุนอย่างรวดเร็ว "ใช่แล้วน้องสะใภ้ เว่ยกั๋วเป็นน้องชายของฉัน เงินนั่นก็ต้องเอามาให้บ้านใหญ่เป็นคนจัดการ แกเป็นแค่ผู้หญิงตัวคนเดียว จะเก็บเงินห้าร้อยหยวนไว้ทำไม ส่งมาให้พวกเราดูแลจะปลอดภัยกว่า ส่วนไอ้เด็กเหลือขอนั่น ถ้าแกไม่อยากเลี้ยง พรุ่งนี้ฉันจะติดต่อคนในเมืองมาพาตัวมันไปทำงานแลกข้าวเอง"
เมื่อได้ยินประโยคนั้น หานตงที่หลบอยู่หลังตู้ก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว เขาจำได้ดีว่าคนในเมืองที่ลุงใหญ่พูดถึงคือพวกนายหน้าค้ามนุษย์ที่ชอบซื้อเด็กกำพร้าไปใช้แรงงานทาสในโรงงานเถื่อน เด็กชายกัดริมฝีปากจนเลือดซิบ เขารู้ว่าผู้หญิงใจร้ายอย่างอาสะใภ้ต้องรีบตอบตกลงและโยนเขาทิ้งเพื่อแลกกับความสุขสบายของตัวเองแน่ๆ
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเหนือความคาดหมายของทุกคน
หลินเยี่ยไม่ได้ร้องไห้คร่ำครวญ ไม่ได้ก่นด่าตอบโต้ด้วยความเกรี้ยวกราดเหมือนที่เคยเป็น เธอเพียงแค่วางชามกระเบื้องลงบนโต๊ะอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับสองผัวเมียบ้านใหญ่ แววตาของเธอสงบนิ่ง ลึกล้ำ และเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในทะเลสาบฤดูหนาว
"เงินห้าร้อยหยวนเป็นค่าชดเชยชีวิตของหานเว่ยกั๋ว รัฐบาลจ่ายให้ฉันในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และจ่ายให้หานตงในฐานะทายาทสายตรงที่เขาอุปการะ" หลินเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ดังกังวาน ชัดเจนทุกถ้อยคำ "พวกคุณสองคนเป็นแค่พี่ชายและพี่สะใภ้ที่แยกบ้านออกไปนานแล้ว มีสิทธิ์อะไรมาทวงถามเงินก้อนนี้"
หวังชุยฮวาชะงักไปชั่วครู่ ปกติแล้วหลินเยี่ยเป็นคนโง่เขลาและอารมณ์ร้อน แค่ถูกด่าไม่กี่คำก็มักจะสติแตกและทำอะไรไม่ถูก แต่วันนี้ทำไมนังเด็กกาลกิณีคนนี้ถึงได้ดูเยือกเย็นและพูดจาฉะฉานนัก
"สิทธิ์อะไรน่ะเหรอ!" หวังชุยฮวาเชิดหน้าขึ้น เท้าเอวด้วยความหงุดหงิด "ก็สิทธิ์ที่พวกฉันเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของตระกูลหานยังไงล่ะ! แกเพิ่งแต่งเข้ามา ยังไม่ได้เข้าหอด้วยซ้ำ แกถือว่าเป็นคนนอก! อย่ามาเล่นลิ้นให้มากความ รีบเอาเงินออกมาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะรื้อบ้านหลังนี้ให้พังไปเลย!"
พูดจบ หวังชุยฮวาก็ก้าวฉับๆ ตรงดิ่งไปที่หีบไม้เก่าๆ ตรงมุมห้อง ซึ่งเป็นที่ที่หลินเยี่ยคนเดิมใช้เก็บของมีค่า สายตาของนางเต็มไปด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด
วูบ! ปึก!
เสียงวัตถุแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกับเสียงของมีคมสับลงบนเนื้อไม้ หวังชุยฮวาร้องกรี๊ดสุดเสียง หงายหลังล้มตึงลงไปกองกับพื้นด้วยความตกใจสุดขีด
มีดอีโต้เล่มใหญ่ที่ใช้สับฟืนปักลึกลงไปบนฝาหีบไม้ ห่างจากปลายนิ้วอวบอูมของหวังชุยฮวาเพียงไม่ถึงหนึ่งนิ้ว ใบมีดสีเงินสะท้อนแสงสลัวในกระท่อมดูน่าสยดสยอง
หลินเยี่ยยืนอยู่ไม่ไกล มือขวาของเธอยังคงค้างอยู่ในท่าขว้างมีด ใบหน้างดงามที่ซีดเซียวไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ นอกจากความเย็นชาที่แผ่ซ่านออกมาจนคนมองต้องขนหัวลุก
