บทที่ 4 4
"ถ้าปลายนิ้วของคุณแตะต้องหีบใบนั้นแม้แต่มิลลิเมตรเดียว มีดเล่มต่อไปจะไม่ได้ปักที่ไม้ แต่จะปักที่ข้อมือของคุณ" น้ำเสียงของหลินเยี่ยไม่ได้ดุดัน ไม่ได้ตะคอก แต่มันเรียบเฉียบและกดลึกจนทำให้คนฟังรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงไขสันหลัง
หานต้าจื้อหน้าซีดเผือด ขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ เขาไม่เคยเห็นน้องสะใภ้ที่ดูราวกับวิญญาณอาฆาตแบบนี้มาก่อน "กะ... แก นังบ้า! แกกล้าใช้มีดขู่พวกฉันเรอะ! แกอยากติดคุกหรือไง!"
หลินเยี่ยแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เธอก้าวเดินช้าๆ เข้าไปหาคนทั้งสอง การก้าวเดินที่มั่นคงและทรงพลังนั้นราวกับพญามัจจุราชที่กำลังไล่ต้อนเหยื่อ
"ติดคุกงั้นหรือ" หลินเยี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ พวกคุณรู้กฎหมายอาญามาตราที่สองร้อยหกสิบสามของประเทศนี้หรือเปล่า การบุกรุกเคหสถานในยามวิกาลและพยายามปล้นทรัพย์สินของครอบครัวผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุแรงงาน มีโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และถ้ามีการข่มขู่ทำร้ายร่างกาย โทษอาจสูงถึงขั้นใช้แรงงานหนักในค่ายกักกันตลอดชีวิต"
สองผัวเมียบ้านใหญ่เบิกตากว้าง พวกเขาเป็นเพียงชาวนาที่ไม่รู้หนังสือ แค่ได้ยินคำว่ากฎหมาย ตำรวจ หรือค่ายกักกัน พวกเขาก็หวาดกลัวจนหัวหดแล้ว ยิ่งหลินเยี่ยยกตัวเลขมาตรากฎหมายมาพูดอย่างฉะฉานและมั่นใจขนาดนี้ พวกเขาก็ยิ่งตื่นตระหนก
"แก... แกอย่ามาขู่พวกฉันนะ นังเด็กเมื่อวานซืน!" หวังชุยฮวาพยายามทำใจดีสู้เสือ แม้ว่าเสียงจะสั่นเครือก็ตาม "ฉันเป็นป้าของไอ้เด็กตงตง ฉันมีสิทธิ์จัดการทรัพย์สินแทนมัน!"
หลินเยี่ยปรายตามองหานตงที่ยังคงซ่อนตัวอยู่หลังตู้ ก่อนจะหันกลับมามองหวังชุยฮวาด้วยแววตาสมเพช
"สิทธิ์งั้นหรือ ตอนที่พ่อแม่ของหานตงตาย พวกคุณฮุบเอาที่ดินทำกินและบ้านหลังใหญ่ไป แล้วโยนเด็กคนนี้มาให้หานเว่ยกั๋วที่ตกระกำลำบากต้องอยู่กระท่อมผุพังเลี้ยงดู ตอนนั้นสิทธิ์ความเป็นญาติผู้ใหญ่ของพวกคุณหายไปไหนหมด" หลินเยี่ยก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าว รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจนหวังชุยฮวาต้องกระเถิบตัวหนีไปด้านหลัง
"ตอนนี้พอเห็นเงินก้อนใหญ่ก็รีบวิ่งหน้าตั้งมาทวงสิทธิ์ความเป็นป้าเป็นลุง พวกคุณคิดว่าหัวหน้าหมู่บ้านและเลขาธิการพรรคประจำตำบลเป็นคนโง่หรือไง ถ้าฉันไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในตำบลตอนนี้ บอกว่าพวกคุณบุกเข้ามาปล้นเงินชดเชยของคนตายและพยายามจะขายทายาทของวีรบุรุษแรงงาน พวกคุณคิดว่าตำรวจจะเชื่อหญิงม่ายที่น่าสงสารกับเด็กกำพร้า หรือจะเชื่อพวกหน้าเลือดที่ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านรู้สันดานกันดีอย่างพวกคุณ"
ทุกคำพูดของหลินเยี่ยเหมือนเข็มแหลมที่ทิ่มแทงทะลุจุดอ่อนของสองผัวเมียจนหมดสิ้น หานต้าจื้อรีบดึงแขนเสื้อภรรยาอย่างแรง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เขาไม่อยากมีเรื่องกับตำรวจ ไม่อยากถูกส่งไปใช้แรงงานหนัก
"ชุยฮวา กลับ... กลับกันเถอะ นังนี่มันผีเข้าแล้ว อย่าเพิ่งไปยุ่งกับมันเลย" หานต้าจื้อละล่ำละลักบอกภรรยา
หวังชุยฮวากัดฟันกรอด นางเสียดายเงินห้าร้อยหยวนจนแทบคลั่ง แต่นางก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะเสี่ยงกับมีดอีโต้และคุกคามทางกฎหมายที่หลินเยี่ยหยิบยกมาอ้าง นางพยุงตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า ก่อนจะชี้หน้าด่าทิ้งท้าย
"ฝากไว้ก่อนเถอะนังตัวดี! แกคิดว่าจะฮุบเงินก้อนนี้ไว้คนเดียวแล้วจะรอดเรอะ คอยดูเถอะ ฉันจะประจานแกให้ไม่มีที่ยืนในหมู่บ้านนี้เลย!"
"ก็ลองดูสิ" หลินเยี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น "แต่ฉันขอเตือนไว้ก่อนนะ ถ้าพรุ่งนี้มีข่าวลือเสียๆ หายๆ เกี่ยวกับฉันหลุดออกไปแม้แต่คำเดียว ฉันจะถือมีดเล่มนี้ไปนั่งร้องไห้หน้าบ้านของพวกคุณ และร้องเรียนกับผู้ใหญ่บ้านว่าพวกคุณกลั่นแกล้งแม่ม่ายจนฉันอยากจะฆ่าตัวตายตายตกไปตามสามี ถึงตอนนั้น เรามาดูกันว่าใครจะถูกเชิญตัวไปสอบสวนที่โรงพักก่อนกัน"
คำขู่นั้นเด็ดขาดและเลือดเย็นจนหวังชุยฮวาถึงกับสะอึก นางไม่กล้าแม้แต่จะสบตาหลินเยี่ยอีก รีบหมุนตัวและวิ่งเตลิดออกจากบ้านไปพร้อมกับหานต้าจื้อราวกับสุนัขที่ถูกน้ำร้อนลวก
เมื่อแผ่นหลังของคนทั้งสองหายลับไปในความมืด หลินเยี่ยก็ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เธอเดินไปดึงมีดอีโต้ออกจากฝาหีบไม้และนำมันไปวางไว้ที่เดิมในครัว ความเหนื่อยล้าเริ่มจู่โจมร่างกายที่อ่อนแอของร่างนี้ แต่เธอยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องจัดการ
หลินเยี่ยหันกลับมามองมุมห้อง หานตงยังคงนั่งกอดเข่าอยู่ที่เดิม ดวงตากลมโตของเด็กชายจ้องมองเธอราวกับเห็นตัวประหลาด เขาไม่เข้าใจเลยสักนิด ผู้หญิงคนนี้เพิ่งจะปกป้องเขา เพิ่งจะขับไล่ลุงกับป้าที่น่ากลัวออกไป และยังปกป้องเงินของอาสามเอาไว้ได้โดยไม่ต้องลงไม้ลงมือตบตีเหมือนพวกผู้หญิงบ้านป่าเมืองเถื่อน เธอใช้แค่คำพูดที่ฟังดูฉลาดหลักแหลมและแววตาที่น่ากลัวกว่าปีศาจจัดการทุกอย่างจนอยู่หมัด
ในใจของวายร้ายตัวน้อยที่เคยมีแต่ความมืดมิดและจงเกลียดจงชัง เริ่มเกิดรอยแยกเล็กๆ ที่มองไม่เห็น รอยแยกที่ยอมให้แสงสว่างสายหนึ่งสาดส่องเข้าไป
หลินเยี่ยไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแค่หลับตาลงเพื่อเชื่อมต่อกับระบบซูเปอร์มาร์เก็ตอีกครั้ง คะแนนสะสมความดีสิบคะแนนที่ได้จากการให้อาหารหานตงเมื่อครู่ ถูกนำไปแลกกับยาทาแก้แผลบวมเป่งและยารักษาอาการหิมะกัด หลินเยี่ยนำยาตลับพลาสติกในยุคปัจจุบันมาบีบใส่ขวดกระเบื้องใบเล็กที่อยู่ในครัวเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต
เธอถือขวดกระเบื้องและเศษผ้าสะอาดเดินเข้าไปหาเด็กชาย หานตงสะดุ้งเล็กน้อยและพยายามจะถดตัวหนี แต่แผ่นหลังของเขาชนเข้ากับผนังตู้เสียแล้ว
"ยื่นมือมา" หลินเยี่ยสั่งเสียงเรียบ
หานตงส่ายหน้าหวาดๆ เขาซ่อนมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลแตกและบวมแดงไว้ด้านหลัง
"ฉันบอกให้ยื่นมือมา ถ้าแผลพวกนี้อักเสบจนเน่า เธอจะได้ถูกตัดมือทิ้งจริงๆ คราวนี้ล่ะไม่ต้องรอให้ใครมาขาย เธอได้นอนรอความตายอยู่ข้างถนนแน่" คำพูดของเธอช่างฟังดูโหดร้ายและไม่เข้าหู แต่การกระทำกลับตรงกันข้าม หลินเยี่ยเอื้อมมือไปดึงแขนเล็กๆ ของเขาออกมาอย่างเบามือ ไม่ได้กระชากหรือรุนแรงเหมือนทุกที
หานตงเม้มปากแน่น เขาเตรียมใจรับความเจ็บปวด แต่เมื่อนิ้วเรียวของหลินเยี่ยแตะลงบนผิวของเขา มันกลับเป็นความรู้สึกเย็นวาบของตัวยาที่ค่อยๆ ซึมซาบลงไป บรรเทาอาการแสบร้อนและปวดหนึบที่เขาทนทรมานมาหลายวันได้อย่างน่าประหลาดใจ
หลินเยี่ยทายาให้อย่างเงียบๆ สายตาของเธอจดจ่ออยู่กับบาดแผลบนมือเล็กๆ นั้น ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมาสบตากับเด็กชาย
"จำเอาไว้หานตง" น้ำเสียงของหลินเยี่ยในครั้งนี้ไม่มีความเกลียดชัง ไม่มีคำขู่ มีเพียงความจริงจังและเด็ดขาดที่สลักลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ "น้ำตาและความหวาดกลัวไม่เคยช่วยให้ใครรอดพ้นจากความตายได้ ถ้าเธออยากจะมีชีวิตอยู่ อยากจะเหยียบย่ำพวกคนที่มารังแกเธอให้จมดิน สิ่งแรกที่เธอต้องทำคือทำร่างกายให้แข็งแรง และทำสมองให้ฉลาดกว่าพวกมัน"
หานตงนิ่งงัน ดวงตาของเขาเบิกกว้าง คำพูดเหล่านั้นราวกับเมล็ดพันธุ์ที่ถูกหว่านลงบนผืนดินที่แห้งแล้งในหัวใจของเขา มันไม่ใช่คำสอนให้เป็นคนดีโลกสวย แต่เป็นคำสอนแห่งการเอาชีวิตรอดที่ตรงกับสัญชาตญาณดิบในตัวเขาที่สุด
ติ๊ง!
{เป้าหมาย หานตง ความเกลียดชังลดลง 5%}
{ความเชื่อใจเพิ่มขึ้นระดับที่ 1}
{ได้รับคะแนนสะสมความดี 50 คะแนน}
หลินเยี่ยยิ้มมุมปากเล็กน้อยขณะที่พันแผลให้เด็กชายจนเสร็จสรรพ การเริ่มต้นเปลี่ยนอนาคตของวายร้ายตัวน้อยดูเหมือนจะง่ายกว่าที่คิด แต่เธอก็รู้ดีว่า หนทางในยุคแปดศูนย์แห่งนี้ยังอีกยาวไกล และสงครามเพื่อการมีชีวิตรอดเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
