บทที่ 5 5

ลมหนาวพัดกระโชกแรงขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า อุณหภูมิในหมู่บ้านผิงอันลดฮวบลงจนติดลบ กระท่อมดินโคลนที่ทรุดโทรมอยู่แล้วยิ่งดูอ้างว้างและหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจเมื่อบานประตูถูกทำลายไปจนไม่สามารถปิดได้สนิท

​หลินเยี่ยยืนมองบานประตูที่ห้อยต่องแต่งอยู่กับบานพับที่ขึ้นสนิม เธอถอนหายใจออกมาเป็นไอสีขาว ร่างกายที่ผอมบางของร่างนี้เริ่มสั่นสะท้านจากความหนาวเย็นที่แทรกซึมผ่านเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ เธอหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาสิ่งที่จะมาช่วยแก้ขัดไปก่อน สายตาไปสะดุดเข้ากับโต๊ะไม้เตี้ยๆ ที่ขาหักไปข้างหนึ่งและท่อนไม้ฟืนท่อนใหญ่ที่เคยวางระเกะระกะอยู่มุมห้อง

​หญิงสาวเดินไปลากโต๊ะไม้ตัวนั้นมาขวางไว้ตรงช่องประตูอย่างทุลักทุเล ก่อนจะใช้ท่อนฟืนและก้อนหินหนักๆ วางทับเป็นฐานเพื่อกันไม่ให้ลมกรรโชกพัดเอาเศษหิมะเข้ามาด้านในได้อีก แม้จะดูไม่มั่นคงนัก แต่มันก็พอจะช่วยลดแรงลมหนาวที่พัดบาดผิวลงไปได้มาก

​            การเคลื่อนไหวของหลินเยี่ยตกอยู่ในสายตาของหานตงตลอดเวลา เด็กชายยังคงนั่งกอดเข่าอยู่ที่มุมห้องซึ่งเป็นจุดที่อับลมที่สุด ดวงตากลมโตที่มืดมนจ้องมองแผ่นหลังบอบบางที่กำลังออกแรงยกก้อนหินด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

​            เขาก้มลงมองหลังมือของตัวเอง กลิ่นหอมเย็นๆ ของตัวยายังคงลอยแตะจมูก ความเจ็บปวดแสบร้อนที่เคยทรมานเขาราวกับถูกไฟลวกบัดนี้ทุเลาลงจนแทบไม่เหลือร่องรอย ผิวหนังที่เคยแตกปริจนมีเลือดซึมถูกเคลือบด้วยเนื้อยาบางเบาที่ให้ความรู้สึกสบายอย่างประหลาด อาการปวดบวมที่ข้อกระดูกก็ลดลงจนเขาสามารถขยับนิ้วมือได้โดยไม่ต้องนิ่วหน้า

​ผู้หญิงคนนี้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ หรือ

​คำถามนี้ดังก้องอยู่ในหัวของเด็กวัยแปดขวบซ้ำไปซ้ำมา เขาพยายามหาเหตุผลมารองรับการกระทำของเธอ เธออาจจะแสร้งทำเป็นดีเพื่อหลอกให้เขาตายใจ หรืออาจจะกลัวว่าถ้าเขาตายไปจะไม่มีใครทำงานหนักให้ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ลึกๆ ในใจของหานตงกลับรู้สึกโหยหาความอ่อนโยนจอมปลอมนี้อย่างน่าสมเพช เขาปรารถนาเหลือเกินว่าคืนนี้เขาจะไม่ต้องถูกเฆี่ยนตีและไม่ต้องทนหนาวจนนอนไม่หลับเหมือนคืนที่ผ่านๆ มา

​            หลังจากจัดการปิดช่องประตูชั่วคราวเสร็จ หลินเยี่ยก็เดินตรงไปที่เตาต้มน้ำที่เชื่อมต่อกับเตาเตียงซึ่งเป็นที่นอนของพวกเขาในค่ำคืนนี้ เตาไฟเย็นเฉียบเพราะไม่มีการจุดไฟมาหลายวันแล้ว ขี้เถ้าในเตาแข็งกระด้างราวกับก้อนหิน

​หลินเยี่ยหลับตาลงเพื่อเชื่อมต่อกับระบบซูเปอร์มาร์เก็ตไร้พรมแดนในหัว ตอนนี้เธอมีคะแนนสะสมอยู่ห้าสิบคะแนนจากการทำแผลให้หานตง เธอเลือกใช้สิบคะแนนแรกแลกกับกล่องไม้ขีดไฟคุณภาพดีและก้อนเชื้อเพลิงอัดแท่งขนาดเล็กที่ช่วยให้จุดไฟติดง่ายขึ้น ซึ่งเป็นของที่ไม่มีทางหาได้ในยุคนี้ แต่มันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการจุดไฟจากฟืนชื้นๆ ในสภาพอากาศที่หนาวเหน็บเช่นนี้

​            เมื่อลืมตาขึ้น สิ่งของเหล่านั้นก็ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเธออย่างแนบเนียน หลินเยี่ยจัดการวางเศษไม้ชิ้นเล็กๆ ลงไปในเตา ตามด้วยก้อนเชื้อเพลิง ก่อนจะขีดก้านไม้ขีดไฟ โยนลงไป

​พรึ่บ

​            เปลวไฟสีส้มสว่างวาบขึ้นมาทันที มันลามเลียกลืนกินเศษไม้และก้อนเชื้อเพลิงอย่างรวดเร็ว ส่งเสียงดังเป๊าะแป๊ะที่ฟังดูอบอุ่น หลินเยี่ยค่อยๆ เติมท่อนฟืนขนาดใหญ่ลงไปทีละท่อนจนไฟลุกโชน แสงสว่างจากเปลวเพลิงขับไล่ความมืดมิดในกระท่อมจนหมดสิ้น ความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาทำให้อากาศที่เคยเย็นเยียบอบอุ่นขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

​            หานตงเบิกตากว้าง เขามองเปลวไฟในเตาด้วยความตกตะลึง อาสะใภ้จุดไฟติดได้อย่างไรในเวลาที่รวดเร็วขนาดนี้ ปกติแล้วกว่าจะจุดไฟในฤดูหนาวได้ต้องใช้เวลานานและต้องเป่าจนหน้าดำหน้าแดง แต่เธอกลับทำมันได้อย่างง่ายดายราวกับมีเวทมนตร์

​            "มานั่งตรงนี้สิ จะไปขดตัวอยู่ตรงนั้นทำไม ตรงนี้อุ่นกว่านะ"

​            เสียงของหลินเยี่ยดึงสติของเด็กชายให้กลับมา เธอไม่ได้หันไปมองเขา เพียงแต่นั่งยองๆ ผิงมือทั้งสองข้างอยู่หน้าเตาไฟ แต่พื้นที่ว่างข้างกายเธอถูกเว้นเอาไว้ราวกับจงใจ

​            หานตงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ความหนาวเย็นที่กัดกินกระดูกทำให้สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดชนะความหวาดระแวง เขาค่อยๆ คลานเข่าเข้ามาใกล้เตาไฟอย่างกล้าๆ กลัวๆ ทิ้งระยะห่างจากหลินเยี่ยพอสมควร ไออุ่นจากเปลวเพลิงปะทะเข้ากับใบหน้าที่เย็นเฉียบ มันสบายจนเด็กชายเผลอหลับตาพริ้มและถอนหายใจออกมาเบาๆ

​            หลินเยี่ยลอบมองใบหน้าเล็กๆ ที่ผ่อนคลายลงของเขาด้วยความรู้สึกสงสาร เด็กคนนี้ไม่ควรต้องมาเผชิญกับความโหดร้ายเช่นนี้เลย เธอหันกลับมาจดจ่อกับงานตรงหน้า เธอต้องทำอาหารเย็น แม้เมื่อครู่จะกินหมั่นโถวไปแล้ว แต่นั่นเป็นเพียงการรองท้อง ร่างกายที่ขาดสารอาหารมานานต้องการอาหารที่ร้อนและย่อยง่ายเพื่อฟื้นฟูกำลัง

​หลินเยี่ยหลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้เธอใช้คะแนนสะสมที่เหลืออยู่สี่สิบคะแนนแลกกับข้าวสารขัดขาวคุณภาพดีหนึ่งกิโลกรัม ไข่ไก่สดสองฟอง และมันหมูส่วนที่ติดมันแข็งๆ อีกหนึ่งชิ้นเล็กๆ เธอจงใจไม่เบิกอาหารสำเร็จรูปออกมาอีก เพราะการมีอาหารที่พร้อมกินโผล่มาบ่อยๆ จะทำให้หานตงสงสัย เธอต้องทำให้เขาเห็นว่าเธอทำอาหารขึ้นมาเองจากวัตถุดิบที่มี

​เธอจัดการซ่อนของเหล่านั้นไว้ในตู้กับข้าว ก่อนจะทำทีเป็นเดินไปค้นหาวัตถุดิบ

​            "ยังมีข้าวสารเหลืออยู่ก้นถุงนิดหน่อย คืนนี้เราจะกินข้าวต้มกัน" หลินเยี่ยพูดเปรยๆ ขึ้นมาขณะเดินถือชามไม้ที่ใส่ข้าวสารสีขาวสะอาดกลับมาที่เตา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป