บทที่ 6 6

หานตงลืมตาขึ้นมองข้าวสารในชามไม้นั้นด้วยความประหลาดใจ ข้าวสารสีขาวบริสุทธิ์แบบนั้นเขาเคยเห็นแค่ตอนที่ผู้ใหญ่บ้านจัดงานแต่งงานลูกชายเท่านั้น ปกติบ้านของเขาจะได้กินแต่ข้าวฟ่างหยาบๆ หรือแป้งข้าวโพดผสมแกลบ แล้วอาสะใภ้ไปเอาข้าวสารดีๆ แบบนี้มาจากไหน

​            แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากถาม หลินเยี่ยก็จัดการซาวข้าวด้วยน้ำสะอาดที่ตักมาจากโอ่งดินเผามุมห้อง เธอเทน้ำซาวข้าวทิ้งไปด้านนอกหน้าต่างอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเทข้าวสารลงในหม้อเหล็กหล่อสีดำสนิทที่ตั้งอยู่บนเตาไฟ เติมน้ำลงไปในปริมาณที่พอเหมาะ แล้วปิดฝาไม้

​            ระหว่างที่รอให้น้ำเดือด หลินเยี่ยนำมันหมูชิ้นเล็กๆ นั้นมาหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดเท่าปลายนิ้ว เธอตั้งกระทะเหล็กอีกใบที่ช่องเตาด้านข้าง รอจนกระทะร้อนจัด แล้วโยนมันหมูลงไป

​            ฉ่าาา

​            เสียงมันหมูปะทะกับความร้อนดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมหวลที่รุนแรงจนแทบจะทำให้สติสัมปชัญญะหลุดลอย น้ำมันใสๆ ค่อยๆ ละลายออกมาจากชิ้นไขมัน กลิ่นหอมของน้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ ในยุคที่ผู้คนขาดแคลนเนื้อสัตว์คือกลิ่นที่เย้ายวนที่สุดในโลก

​หานตงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ดวงตาของเขาเบิกกว้างจ้องมองกระทะเหล็กตาไม่กะพริบ กลิ่นหอมนั้นพุ่งตรงเข้าสู่สมอง กระตุ้นน้ำย่อยในกระเพาะที่เพิ่งจะสงบลงไปให้กลับมาส่งเสียงร้องคำรามอีกครั้ง เขาไม่เคยกินน้ำมันหมูมาก่อนในชีวิต เคยได้ยินแต่เพื่อนๆ ในหมู่บ้านคุยโอ้อวดกันว่าบ้านของพวกเขามีกากหมูกินในวันตรุษจีน

​            เมื่อมันหมูหดตัวกลายเป็นกากหมูสีเหลืองทองกรอบ หลินเยี่ยก็ตักมันขึ้นมาพักไว้ในถ้วยใบเล็ก ทิ้งน้ำมันใสๆ ไว้ในกระทะ จากนั้นเธอตอกไข่ไก่สดสองฟองลงไปในชาม ตีจนไข่แดงและไข่ขาวเข้ากันเป็นเนื้อเดียว แล้วเทลงไปในกระทะที่มีน้ำมันหมูร้อนจัด

​ฟู่มมม

​            ไข่ไก่ฟูฟ่องขึ้นมาทันทีที่สัมผัสกับน้ำมันร้อนๆ กลิ่นหอมของไข่ทอดผสมผสานกับกลิ่นน้ำมันหมูตลบอบอวลไปทั่วกระท่อมแคบๆ หลินเยี่ยใช้ตะหลิวไม้สับไข่ทอดนั้นให้เป็นชิ้นเล็กๆ อย่างคล่องแคล่ว

​จังหวะนั้นเอง น้ำในหม้อข้าวก็เดือดพล่าน ฟองสีขาวดันฝาหม้อไม้จนเกิดเสียงดังกุกกัก หลินเยี่ยเปิดฝาหม้อออก ไอน้ำร้อนๆ สีขาวพวยพุ่งขึ้นมาปะทะใบหน้า กลิ่นหอมหวานของข้าวต้มสุกโชยออกมา เมล็ดข้าวสีขาวเริ่มบานและส่งกลิ่นหอมละมุน

​            หลินเยี่ยกวาดไข่ทอดที่สับเป็นชิ้นเล็กๆ ในกระทะลงไปในหม้อข้าวต้มที่กำลังเดือดปุดๆ ตามด้วยกากหมูสีเหลืองทองที่เจียวไว้ เธอใช้ทัพพีไม้คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ข้าวต้มสีขาวขุ่นถูกแต่งแต้มด้วยสีเหลืองนวลของไข่และสีเหลืองเข้มของกากหมู ดูน่ากินจนแทบจะทนรอไม่ไหว

​สุดท้าย เธอแอบใช้นิ้วมือแตะเกลือป่นบริสุทธิ์จากมิติวิเศษที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อ โรยลงไปในหม้อข้าวต้มเล็กน้อยเพื่อดึงรสชาติความกลมกล่อมออกมา

​            "เสร็จแล้ว"

​            หลินเยี่ยยกหม้อเหล็กลงจากเตา วางลงบนแผ่นไม้รองความร้อน เธอตักข้าวต้มร้อนๆ ควันฉุยใส่ชามกระเบื้องสองใบ ชามหนึ่งมีรอยบิ่นที่ขอบเล็กน้อย เธอส่งชามใบนั้นให้กับหานตง

​            เด็กชายรับชามข้าวต้มมาด้วยมือที่สั่นเทา ความร้อนจากชามกระเบื้องแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือเข้ามาให้ความอบอุ่น แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรงคือภาพของอาหารในชาม ข้าวต้มที่ต้มจนเละกำลังดี เมล็ดข้าวบานเต็มที่นุ่มละมุน แทรกซึมไปด้วยชิ้นไข่ทอดสีเหลืองทองและกากหมูกรอบๆ กลิ่นหอมของมันทำให้เขาแทบจะคลุ้มคลั่ง

​"เป่าก่อนกินล่ะ มันร้อนมาก" หลินเยี่ยเตือนเสียงเรียบ ก่อนจะยกชามของตัวเองขึ้นมาเป่าไล่ไอร้อนและตักเข้าปากชิมรสชาติ

​หานตงก้มหน้าลงชิดขอบชาม เขาเป่าลมออกไปเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนจะใช้ช้อนไม้ตักข้าวต้มเข้าปาก

​ทันทีที่ลิ้นสัมผัสกับรสชาติของข้าวต้ม โลกทั้งใบของวายร้ายตัวน้อยก็หยุดหมุน

​            มันอร่อยจนบรรยายไม่ถูก ความนุ่มนวลของข้าวสารชั้นดีที่ละลายในปาก ความหอมมันของไข่ทอดที่อุ้มน้ำซุปเอาไว้เต็มเปี่ยม และความกรุบกรอบของกากหมูที่แตกกระจายซ่านรสชาติความเค็มปะแล่มๆ ผสมความมันละมุนลึกลงไปในต่อมรับรส รสชาติทั้งหมดกลมกลืนกันอย่างลงตัว สร้างความสุขล้นทะลักที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต

​            น้ำตาหยดใสๆ กลิ้งหล่นลงมาจากหางตาของเด็กชายและหยดลงไปในชามข้าวต้ม เขาพยายามกลั้นเสียงสะอื้น ยัดข้าวต้มคำต่อไปเข้าปากอย่างรวดเร็วเพื่อปิดบังความอ่อนแอ แต่ความอร่อยและความอบอุ่นที่ได้รับมันมากเกินกว่าที่เด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งมาตลอดอย่างเขาจะรับไหว

​            หลินเยี่ยหยุดชะงักช้อนในมือ เธอมองร่างเล็กๆ ที่สั่นเทาจากการร้องไห้เงียบๆ ด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง เธอรู้ว่าน้ำตานี้ไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นความตื้นตันใจและความระบายความอัดอั้นตันใจที่เก็บสะสมมานาน

​เธอไม่ได้ยื่นมือไปลูบหัว ไม่ได้ดึงเขาเข้ามากอดเพื่อปลอบประโลมเหมือนที่นางเอกนิยายทั่วไปมักจะทำ การแสดงความรักอย่างปุบปับจะทำให้เด็กที่ระแวดระวังตัวสูงอย่างเขาสร้างกำแพงขึ้นมาอีก เธอเลือกที่จะใช้วิธีที่เด็ดขาดและจริงใจในแบบของเธอเอง

​            "อร่อยไหม" หลินเยี่ยถามขึ้นลอยๆ ทำลายความเงียบ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป