บทที่ 7 7

หานตงชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากที่เลอะคราบข้าวต้มเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ

​            "จำรสชาตินี้เอาไว้" หลินเยี่ยตักข้าวต้มเข้าปากอีกคำ เคี้ยวอย่างเชื่องช้าและสง่างาม "โลกนี้มันโหดร้าย คนที่อ่อนแอและโง่เขลาจะต้องกินอาหารบูดเน่าและตายไปอย่างหมาข้างถนน แต่คนที่แข็งแกร่งและฉลาดจะได้กินข้าวขาว ได้กินเนื้อหมู และได้ยืนอยู่เหนือคนที่เคยรังแกพวกเขา"

​            หลินเยี่ยวางชามลงบนโต๊ะ สบตากับเด็กชายด้วยแววตาที่ลึกล้ำ "วันนี้ฉันปกป้องเงินห้าร้อยหยวนของครอบครัวเราไว้ได้ แต่คนพวกนั้นไม่มีทางยอมแพ้หรอก พรุ่งนี้หรือวันมะรืน พวกมันจะต้องหาทางกลับมาแย่งชิงมันไปอีก เงินห้าร้อยหยวนคือทุนรอนก้อนสุดท้ายของเรา เราจะใช้มันเพื่อสร้างชีวิตใหม่ที่ไม่มีใครกล้ามารังแกเราได้อีก"

​            หานตงหยุดกิน เขากำช้อนไม้ในมือแน่น คำพูดของหลินเยี่ยจุดประกายบางอย่างในดวงตาของเขา มันคือความทะเยอทะยานและความแค้นที่ถูกชี้นำไปในทิศทางที่ถูกต้อง

​            "ผม... ผมต้องทำยังไง" เสียงเล็กๆ ของเขาแหบพร่า แต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

​            หลินเยี่ยคลี่ยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอดูงดงามและทรงอำนาจจนน่าหลงใหล

​"อย่างแรก กินข้าวในชามของเธอให้หมด แล้วไปนอนพักผ่อนให้เต็มที่ ร่างกายของเธอต้องแข็งแรง พรุ่งนี้เราจะซ่อมบ้านหลังนี้ และเราจะหาวิธีหาเงินเพิ่ม เงินห้าร้อยหยวนไม่ใช่สมบัติที่เราจะกอดไว้จนตาย แต่มันคือเมล็ดพันธุ์ที่เราจะเอาไปปลูกให้งอกเงยเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่เราสองคน"

​หานตงก้มมองชามข้าวต้มในมือ ก่อนจะเงยหน้ามองผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ในค่ำคืนที่หนาวเหน็บที่สุดในชีวิต แสงไฟจากเตาผิงและรสชาติของข้าวต้มชามนี้ ได้หลอมละลายกำแพงน้ำแข็งในหัวใจของวายร้ายตัวน้อยลงไปจนหมดสิ้น

​            เขาไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงเปลี่ยนไปราวกับคนละคน แต่ในวินาทีนี้ เขาตัดสินใจแล้ว

​            ถ้าผู้หญิงคนนี้สามารถให้ความอบอุ่น ให้ความอิ่มท้อง และสอนวิธีแก้แค้นให้กับเขาได้ เขาก็ยินดีที่จะเป็นดาบ เป็นโล่ และเป็นสุนัขรับใช้ที่ภักดีที่สุดของเธอไปตลอดชีวิต

​            ติ๊ง!

​            เสียงระบบในหัวของหลินเยี่ยดังขึ้นพร้อมกับหน้าจอโฮโลแกรมที่สว่างวาบ

{​เป้าหมาย หานตง ความเกลียดชังลดลงเหลือ 0%}

{ความเชื่อใจเพิ่มขึ้นเป็นระดับที่ 3 (เริ่มผูกพัน)}

{ได้รับคะแนนสะสมความดี 100 คะแนน}

{ปลดล็อกฟังก์ชัน แลกเปลี่ยนสินค้าพิเศษ (หมวดเครื่องมือและอุปกรณ์) ระดับที่ 1}

​หลินเยี่ยหลับตาลงรับฟังเสียงแจ้งเตือนด้วยความพึงพอใจ ศึกแรกในการพิชิตใจวายร้ายน้อยประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่เกมแห่งการเอาชีวิตรอดในยุคแปดศูนย์แห่งนี้ เพิ่งจะลั่นระฆังเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น พรุ่งนี้เช้า เธอจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายบทใหม่ที่รอคอยอยู่นอกบานประตูที่พังทลายนั้นอย่างแน่นอน

แสงสีทองของรุ่งอรุณทาบทับลงบนผืนหิมะสีขาวโพลนด้านนอกกระท่อม สะท้อนแสงระยิบระยับลอดผ่านช่องว่างของบานประตูที่พังทลายเข้ามา อากาศยามเช้าในฤดูหนาวทางตอนเหนือยังคงหนาวเหน็บจนลมหายใจกลายเป็นไอ แต่ภายในกระท่อมดินโคลนแห่งนี้กลับอบอวลไปด้วยไออุ่นบางเบาจากขี้เถ้าในเตาไฟที่ยังคงคุกรุ่น

​หลินเยี่ยลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด แม้เตียงเตาจะแข็งกระด้างและผ้าห่มจะบางเฉียบ แต่การได้กินอาหารร้อนๆ จนอิ่มท้องเมื่อคืนทำให้ร่างกายของเธอมีเรี่ยวแรงขึ้นมาก เธอค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง พยายามไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนร่างเล็กๆ ที่นอนขดตัวอยู่ข้างๆ

​หานตงยังคงหลับสนิท ลมหายใจของเด็กชายเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ใบหน้าที่เคยมืดมนและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงบัดนี้ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด คิ้วที่มักจะขมวดมุ่นอยู่ตลอดเวลาคลายออก หลินเยี่ยทอดสายตามองเขาด้วยความอ่อนโยน การได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มโดยไม่ต้องหวาดผวาว่าจะถูกทุบตีกลางดึก คงเป็นเรื่องที่หรูหราที่สุดในชีวิตของเด็กคนนี้แล้ว

​            หญิงสาวละสายตาจากหลานชาย ก่อนจะหลับตาลงเพื่อตรวจสอบระบบซูเปอร์มาร์เก็ตไร้พรมแดนในหัว เมื่อคืนนี้เธอได้รับคะแนนสะสมมาหนึ่งร้อยคะแนนจากการทำลายกำแพงในใจของหานตง และปลดล็อกหมวดเครื่องมืออุปกรณ์ระดับที่หนึ่งได้สำเร็จ

​            หน้าจอโฮโลแกรมปรากฏขึ้นตรงหน้า หลินเยี่ยกวาดสายตาดูรายการสินค้าในหมวดเครื่องมือช่างอย่างรวดเร็ว เธอไม่ต้องการเครื่องมือไฟฟ้าที่ทันสมัยเกินไปเพราะมันจะอธิบายที่มาที่ไปไม่ได้ สิ่งที่เธอต้องการคือเครื่องมือช่างไม้พื้นฐานที่มีความทนทาน

​            เธอใช้คะแนนสะสมสามสิบคะแนนแลกเปลี่ยนค้อนเหล็กด้ามไม้เนื้อแข็งหนึ่งอัน ตะปูเหล็กกล้าขนาดต่างๆ หนึ่งกล่องเล็ก บานพับเหล็กหล่อสีดำสนิทสองตัว และสายยูพร้อมกุญแจคล้องทองเหลืองแบบโบราณแต่กลไกแน่นหนาอีกหนึ่งชุด สินค้าทั้งหมดปรากฏขึ้นในตู้ไม้เก่าๆ มุมห้องอย่างเงียบเชียบ

​หลินเยี่ยลุกขึ้นจากเตียง จัดการสวมเสื้อบุนวมตัวเก่าทับเสื้อผ้าฝ้าย เธอเดินไปหยิบเครื่องมือเหล่านั้นออกมา แล้วตรงไปที่บานประตูที่ห้อยต่องแต่งอยู่ ทันทีที่เธอใช้ค้อนงัดตะปูตัวเก่าที่ขึ้นสนิมจนผุพังออก เสียงดังเอี๊ยดอ๊าดก็ปลุกให้หานตงสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที

​            เด็กชายผุดลุกขึ้นนั่ง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อเห็นหลินเยี่ยกำลังง่วนอยู่กับการซ่อมบานประตู ความหวาดกลัวก็มลายหายไป แทนที่ด้วยความสงสัย

​            "ตื่นแล้วหรือ" หลินเยี่ยหันไปมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปตอกบานพับตัวใหม่เข้ากับกรอบประตู "ถ้างั้นก็ลุกมาช่วยฉันจับบานประตูนี้หน่อย ฉันจะตอกตะปู"

​            หานตงรีบกระโดดลงจากเตียงโดยไม่รอช้า เขาสวมรองเท้าฟางขาดๆ แล้ววิ่งเข้าไปหาหลินเยี่ยทันที สองมือเล็กๆ ออกแรงดันบานประตูไม้ที่ค่อนข้างหนักให้แนบสนิทกับวงกบอย่างสุดกำลัง เขาเม้มริมฝีปากแน่น ตั้งใจทำหน้าที่อย่างแข็งขันเพราะกลัวว่าถ้าเขาทำตัวไร้ประโยชน์ อาสะใภ้คนนี้อาจจะเปลี่ยนใจกลับมาใจร้ายกับเขาอีก

​            "ดันไว้ให้แน่นนะ" หลินเยี่ยสั่งเสียงเรียบ เธอทาบบานพับเหล็กหล่อตัวใหม่ลงไป แล้วใช้ค้อนตอกตะปูเหล็กกล้าทะลุเนื้อไม้อย่างแม่นยำและทรงพลัง เสียงตอกตะปูดังสะท้อนไปทั่วกระท่อม ไม่นานนักบานประตูที่เคยผุพังก็กลับมายึดติดกับวงกบได้อย่างแน่นหนา หลินเยี่ยจัดการติดตั้งสายยูและกุญแจคล้องทองเหลืองไว้ด้านใน เพื่อให้มั่นใจว่าต่อจากนี้จะไม่มีใครสามารถถีบประตูเข้ามาได้ง่ายๆ อีก

​            เมื่อลองเปิดปิดประตูดูและพบว่ามันแน่นหนาดีแล้ว หลินเยี่ยก็หันมามองผลงานของตัวเองด้วยความพอใจ ก่อนจะก้มลงมองหานตงที่ยืนหอบแฮกอยู่ข้างๆ หน้าผากของเขามีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อยแม้จะอยู่ในอากาศที่หนาวเย็น

​"ทำได้ดีมาก ไปล้างหน้าล้างตาซะ เดี๋ยวฉันจะทำอาหารเช้า" หลินเยี่ยเอ่ยชมสั้นๆ แต่คำชมเพียงประโยคเดียวนั้นกลับทำให้ดวงตาของเด็กชายเป็นประกายวาววับ เขาพยักหน้ารับอย่างแข็งขันแล้วรีบวิ่งไปตักน้ำจากโอ่งมาล้างหน้าทันที

บทก่อนหน้า
บทถัดไป