บทที่ 1 จุดจบแสนเศร้า
หลินอวี้หนิงนอนขดตัวอยู่บนแคร่ไม้ผุ ๆ มือทั้งสองข้างเย็นจนแทบไม่มีความรู้สึก เธอไอออกมาเป็นเลือดหยดสีแดงเข้มกระเซ็นลงบนพื้นซีเมนต์ที่ไม่เคยได้รับการทำความสะอาดมาหลายปี กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นสนิมเหล็กจากลูกกรงหน้าต่างลอยอวลอยู่ในอากาศ เป็นกลิ่นที่เธอจดจำได้แม่นยำยิ่งกว่ากลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่เคยใช้เมื่อครั้งยังเป็นทายาทตระกูลใหญ่
ทว่าตอนนี้เธอกลับต้องมาอยู่ในห้องขังอันเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็ง แม้จะเป็นปลายฤดูใบไม้ผลิของปี 1988 แล้วก็ตาม
สามปีก่อนหน้านี้ เธอยังเป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวที่
ทุกคนในเมืองหย่งอันยกย่อง เป็นลูกสาวคนโตของหลินลู่หาน เจ้าของห้างสรรพสินค้าหลินเฟิงและโรงงานทอผ้าเหวินเฉิง กิจการที่สร้างงานให้คนเป็นพันครอบครัว แต่วันนี้เธอเหลือเพียงร่างกายผอมโซที่รอวันตายในคุก ถูกตราหน้าว่าเป็นคนยักยอกเงินบริษัทของพ่อตัวเอง ทนายที่ศาลแต่งตั้งให้แทบไม่เคยมาเยี่ยม พยานฝ่ายเธอถูกข่มขู่จนไม่กล้าให้การ และผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีก็เป็นคนที่เธอไม่เคยรู้จักชื่อมาก่อนจนกระทั่งวันพิพากษา
เธอหลับตาลง ภาพความทรงจำไหลย้อนกลับมาทีละฉาก ภาพแม่เลี้ยงไป๋ลู่หรานยิ้มหวานทุกครั้งที่พูดคำหลอกลวง ภาพน้องสาวต่างมารดาอวี้เหมยที่เคยเรียกเธอว่า "พี่สาว" แต่กลับเป็นคนวางแผนใส่ร้ายเธอทีละขั้นเย็น และภาพเฉินจื้อเหา คู่หมั้นที่เธอเคยเชื่อใจที่สุด ที่ยืนอยู่ข้างอวี้เหมยในวันแต่งงานของพวกเขา ขณะที่เธอถูกตำรวจจับกุมต่อหน้าแขกทั้งงาน เสียงกล้องถ่ายภาพจากนักข่าวหนังสือพิมพ์ดังแฟลชสว่างจ้าไปทั่วห้องจัดเลี้ยง ราวกับต้องการบันทึกความอัปยศของเธอไว้ให้คนทั้งเมืองได้เห็น
"ขอโทษนะ พี่อวี้หนิง แต่พี่ก็รู้ดีว่าใครทำผิดจริง"
อวี้เหมยเคยพูดแบบนั้น น้ำเสียงเศร้าสร้อยแต่สายตากลับเย็นชาอย่างที่สุด มือเรียวเล็กของเธอลูบไล้ท้องที่เริ่มป่องออกมาอย่างภาคภูมิใจ ราวกับต้องการตอกย้ำว่าทุกอย่างที่เคยเป็นของอวี้หนิงตอนนี้กลายเป็นของเธอไปหมดแล้ว ทั้งคู่หมั้น ทั้งตำแหน่งทายาท ทั้งความรักจากพ่อ
พ่อของเธอตายด้วยอาการหัวใจวายกะทันหันหลังรู้ความจริงบางอย่างที่เขาไม่มีโอกาสได้บอกใคร ธุรกิจที่สร้างมาทั้งชีวิตถูกฮุบไปโดยคนที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน น้องชาย
แท้ ๆ ของเธอ อวี้หรานก็มาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่วันที่เธอถูกจับ ไม่มีใครรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ทุกคืนเธอฝันถึงใบหน้าเด็กชายวัยสิบห้าปีที่ร้องไห้เรียกหาเธอ แต่เธอไม่เคยได้ยินเสียงตอบรับใด ๆ จากโลกภายนอกอีกเลย
สิ่งเดียวที่ทำให้เธอยังมีลมหายใจอยู่จนถึงวันนี้คือความแค้น เธอเก็บสมุดบันทึกเล่มเล็ก ๆ ไว้ใต้เสื่อนอน
จดบันทึกทุกชื่อ ทุกวันที่ ทุกรายละเอียดที่เธอจำได้ เผื่อวันหนึ่งจะมีโอกาสได้เอาคืน แต่ร่างกายของเธอไม่อาจทนทานต่อไปได้อีกแล้ว วัณโรคที่ติดมาจากคุกกำลังกัดกินปอดของเธอทีละน้อย ผู้คุมที่เคยมีเมตตากับเธอบ้างก็ถูกย้ายไปประจำที่อื่น เหลือเพียงผู้คุมใหม่ที่มองเธอด้วยสายตาดูแคลนราวกับเธอเป็นเพียงฝุ่นละอองไร้ค่า
"ถ้าฉันมีโอกาสอีกครั้ง..." เธอกระซิบกับตัวเอง เสียงแหบพร่าแทบไม่เป็นคำพูด "ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายครอบครัวของฉันอีก ฉันจะทวงคืนทุกอย่างที่เป็นของฉัน ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม"
หน้าต่างเล็ก ๆ เหนือหัวเธอส่องแสงจันทร์สลัว ๆ ลงมา เธอยกมือขึ้นมองเส้นเลือดที่ปรากฏใต้ผิวซีดเผือด นึกถึงวันที่เธอยังเป็นสาวน้อยผู้มั่นใจในตัวเอง วันที่เธอเดินเข้าไปในโรงงานทอผ้าพร้อมรอยยิ้ม ทักทายพนักงานทุกคนด้วยชื่อจริง วันที่พ่อยังจับมือเธอพาไปดูเครื่องทอผ้าเครื่องใหม่ที่เพิ่งนำเข้ามาจากฮ่องกง เสียงหัวเราะของเขาที่ก้องอยู่ในโรงงานยังคงชัดเจนในความทรงจำ ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้อย่างไร เธอถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำตอบที่ได้มาทุกครั้งคือความไว้ใจที่มากเกินไป เธอเชื่อใจคนผิด เธอมองไม่เห็นพิษร้ายที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มของคนใกล้ตัว และเธอประมาทเกินกว่าจะสังเกตเห็นสัญญาณเตือนที่มีอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่แม่เลี้ยงชมเธอมากเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่น้องสาวยืมเงินโดยไม่คืน ทุกครั้งที่คู่หมั้นหาข้ออ้างไม่มาพบเธอ ล้วนเป็นสัญญาณที่เธอมองข้ามไปอย่างไม่ใยดี
อาการไอกำเริบขึ้นอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงจนเธอแทบหายใจไม่ออก เลือดไหลออกมาจากมุมปากมากขึ้นเรื่อย ๆ สายตาของเธอเริ่มพร่ามัว ภาพในห้องขังค่อย ๆ จางหายไปทีละส่วน เธอได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นช้าลงเรื่อย ๆ เหมือนนาฬิกาที่กำลังจะหยุดเดิน
"ถ้าฉันเกิดใหม่ได้จริง..." เธอคิดในใจเป็นคำสุดท้าย "ฉันจะไม่ใช่หลินอวี้หนิงคนเดิมที่ใจดีจนโง่เขลาอีกต่อไป ฉันจะเรียนรู้ที่จะมองลึกเข้าไปในใจคน จะไม่ปล่อยให้ความรักบดบังสติปัญญาของตัวเองอีกเป็นอันขาด"
ความมืดโอบล้อมเธอเข้ามาทีละนิด หัวใจเต้นช้าลงเรื่อย ๆ จนหยุดนิ่ง หลินอวี้หนิงสิ้นลมหายใจในคืนนั้นเอง คืนที่ไร้ผู้ใดอยู่เคียงข้าง ไร้แม้แต่เสียงร้องไห้อาลัย มีเพียงแสงจันทร์สลัวที่ยังคงส่องผ่านหน้าต่างซี่เหล็กเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ราวกับโลกภายนอกไม่เคยรับรู้ถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นภายในกำแพงคุกแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย
แต่นั่นไม่ใช่จุดจบที่แท้จริงของเธอ
