บทที่ 2 ตื่นขึ้นอีกครั้ง

เสียงไก่ขันดังแว่วมาแต่ไกล หลินอวี้หนิงลืมตาตื่นขึ้นอย่างกะทันหัน หัวใจเต้นแรงราวกับจะกระโดดออกจากอก เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รู้สึกได้ถึงอากาศบริสุทธิ์ที่ไหลเข้าปอดโดยไม่มีอาการไอหรือเจ็บแปลบเหมือนเมื่อคืนก่อน กลิ่นหอมของผ้าปูที่นอนสะอาดใหม่แทนที่กลิ่นอับชื้นในคุกอย่างสิ้นเชิง เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันอยู่ ทว่าความรู้สึกทุกอย่างช่างสมจริงเกินกว่าจะเป็นเพียงความฝัน

เธอกวาดตามองไปรอบห้อง ผนังสีขาวสะอาดตา ผ้าม่านลายดอกไม้ปลิวไสวตามลมที่พัดผ่านหน้าต่างบานเกล็ด บนโต๊ะเครื่องแป้งมีกระจกบานใหญ่สะท้อนภาพสาวน้อยหน้าเปื้อนยิ้มในกรอบรูปเก่า ปฏิทินที่แขวนอยู่ข้างฝาบอกวันที่ชัดเจน ตุ๊กตาผ้าตัวเก่าที่เธอเคยรักสมัยเด็กยังคงวางอยู่บนหิ้งข้างเตียงอย่างที่เธอจำได้ ทุกรายละเอียดในห้องนี้คือห้องนอนเดิมของเธอเมื่อสิบกว่าปีก่อน ห้องที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปหลังจากครอบครัวล่มสลาย

15 มีนาคม 1985

อวี้หนิงลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว มือสั่นเทาขณะที่คว้ากระจกบานเล็กบนโต๊ะมาส่องดูใบหน้าตัวเอง ใบหน้าที่ไม่มีริ้วรอยความทุกข์ทรมาน ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ดวงตาสดใสไม่มีเงาหมองคล้ำเหมือนตอนอยู่ในคุก เธอยกมือขึ้นแตะแก้มตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับไม่อยากเชื่อว่านี่คือความจริง

"นี่มัน... ฉันยังไม่ตายจริงหรือ" เธอกระซิบกับตัวเอง น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เป็นน้ำตาแห่งความสับสน ความโล่งใจ และความหวังที่ปะปนกันจนแยกไม่ออก

ประตูห้องเปิดออก สาวใช้ประจำตัวชื่อเสี่ยวหลานเดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารเช้า กลิ่นหมั่นโถวร้อน ๆ และโจ๊กข้าวลอยมาตามอากาศ "คุณหนูอวี้หนิง ตื่นแล้วหรือคะ นายท่านสั่งให้รีบแต่งตัวนะคะ วันนี้มีแขกสำคัญมาเยี่ยมที่บ้าน"

เสียงคุ้นเคยนั้นทำให้อวี้หนิงสะอึกเล็กน้อย เสี่ยวหลานคนนี้เองที่ถูกไล่ออกไปในช่วงที่ครอบครัวเริ่มมีปัญหา และหายสาบสูญไปพร้อมกับความจริงหลายอย่างที่ไม่เคยมีใครได้รู้ วันนี้เธอยังยืนอยู่ตรงหน้า ยิ้มแย้มอย่างไม่มีพิษภัย มือเล็ก ๆ จัดวางถ้วยชามลงบนโต๊ะอย่างคล่องแคล่วเหมือนที่เธอเคยทำมาทุกเช้า

"ปี 1985..." อวี้หนิงพึมพำ ใจคำนวณอย่างรวดเร็ว นี่คือช่วงเวลาก่อนโศกนาฏกรรมทั้งหมดจะเกิดขึ้นถึงสามปีเต็ม ก่อนที่แม่เลี้ยงจะเริ่มวางแผนยักยอกเงิน ก่อนที่เฉินจื้อเหาจะทรยศ ก่อนที่พ่อจะล้มป่วย ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะพังทลายลงต่อหน้าต่อตา เธอนับนิ้วในใจอย่างรวดเร็ว สามปีเต็ม สามปีที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ถ้าเธอใช้มันอย่างชาญฉลาด

เธอได้รับโอกาสครั้งที่สองจริง ๆ

"คุณหนูคะ คุณหนูเป็นอะไรหรือเปล่า หน้าซีดไปหมดเลย" เสี่ยวหลานถามด้วยความเป็นห่วง วางมือแตะหน้าผากเธอเบา ๆ เพื่อตรวจดูว่ามีไข้หรือไม่

อวี้หนิงรีบเช็ดน้ำตา บังคับให้ใบหน้ากลับมาสงบนิ่ง "ไม่เป็นไร แค่ฝันร้ายน่ะ" เธอตอบพลางยิ้มบาง ๆ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยพายุแห่งความมุ่งมั่น เธอมองมือของตัวเองที่ไม่มีรอยแผลจากการถูกจองจำอีกต่อไป รู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่มอบโอกาสนี้ให้เธออีกครั้งอย่างสุดหัวใจ

เธอลุกจากเตียง เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปเห็นสวนดอกไม้ของคฤหาสน์ตระกูลหลินที่ยังคงงดงามสมบูรณ์ ยังไม่มีร่องรอยของความเสื่อมโทรมใด ๆ โรงงานทอผ้าที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านยังส่งเสียงเครื่องจักรทำงานตลอดเวลา นั่นหมายความว่าทุกอย่างยังไม่สายเกินไป คนสวนกำลังตัดแต่งพุ่มกุหลาบอยู่ริมทางเดิน นกกระจอกเกาะอยู่บนกิ่งไม้ส่งเสียงร้องอย่างสดชื่น ทุกอย่างช่างสวยงามและสงบเงียบอย่างที่เธอเกือบลืมไปแล้วว่าโลกใบนี้เคยเป็นแบบนี้

"ครั้งนี้ฉันจะไม่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมอีก" เธอบอกกับตัวเองอย่างหนักแน่น "ทุกคนที่เคยทำร้ายครอบครัวของฉัน ฉันจะจดจำไว้ทุกคน และฉันจะจัดการพวกเขาทีละคน"

เธอเริ่มทบทวนความทรงจำในหัวอย่างเป็นระบบ วันที่แม่เลี้ยงเริ่มโยกย้ายเงินบริษัทเข้าบัญชีส่วนตัวคือช่วงปลายปี 1986

วันที่เฉินจื้อเหาเริ่มติดต่อลับกับอวี้เหมยคือช่วงต้นปี 1987 และวันที่อาจงเหอ อาแท้ ๆ ของพ่อ เริ่มเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการบริษัทมากผิดปกติคือตอนนี้เอง ต้นปี 1985

เธอหยิบปากกาและกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ เริ่มร่างเส้นเวลาคร่าว ๆ ของเหตุการณ์ทั้งหมดที่เธอจำได้ แม้ความทรงจำบางส่วนจะเลือนรางไปบ้างตามกาลเวลา แต่โครงเรื่องหลักยังคงชัดเจนอยู่ในใจเธอ

"อาจงเหอ..."

อวี้หนิงเม้มปาก ในชาติที่แล้วเธอไม่เคยสงสัยชายผู้นี้เลยแม้แต่น้อย เขาดูเป็นญาติผู้ใหญ่ใจดีที่คอยให้คำปรึกษาพ่อเสมอมา แต่เมื่อมองย้อนกลับไปด้วยสายตาที่ผ่านความเจ็บปวดมาแล้ว เธอเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ไม่เคยใส่ใจมาก่อน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป