บทที่ 3 ก้ามแรกของแผนการ
ทุกครั้งที่ธุรกิจของตระกูลหลินมีปัญหา อาจงเหอมักจะเป็นคนแรกที่เสนอทางออก และทุกทางออกนั้นล้วนทำให้อำนาจการตัดสินใจค่อย ๆ เลื่อนไหลออกจากมือของพ่อไปทีละนิด เธอจำได้ด้วยว่าครั้งหนึ่งพ่อเคยพูดติดตลกว่า "ถ้าไม่มีจงเหอ พ่อคงบริหารบริษัทไม่ไหวแน่ ๆ" คำพูดนั้นในตอนนั้นฟังดูเป็นเรื่องขบขัน แต่ตอนนี้กลับฟังดูน่าขนลุกอย่างประหลาด
"ครั้งนี้ฉันจะจับตาดูให้ดี" เธอกัดฟันแน่น
เสี่ยวหลานวางถาดอาหารลงบนโต๊ะ "คุณหนูคะ ท่านนายท่านให้คุณหนูรีบไปที่ห้องรับแขก มีแขกจากตระกูลเฉินมาค่ะ บอกว่าจะมาคุยเรื่องงานหมั้น"
ได้ยินชื่อตระกูลเฉิน หัวใจอวี้หนิงแทบหยุดเต้น
เฉินจื้อเหา คู่หมั้นที่จะกลายเป็นคนทรยศเธอในอนาคต กำลังจะมาถึงบ้านในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เธอรู้สึกถึงความปั่นป่วนในท้อง ราวกับร่างกายยังจดจำความเจ็บปวดจากการถูกทรยศได้อย่างแม่นยำ แม้ในชาตินี้เหตุการณ์นั้นจะยังไม่เกิดขึ้นเลยก็ตาม
เธอสูดลมหายใจลึก ๆ อีกครั้ง มองภาพสะท้อนตัวเองในกระจกเป็นครั้งสุดท้าย "หลินอวี้หนิงคนเดิมตายไปแล้ว" เธอกระซิบเบา ๆ "ตอนนี้ฉันคือคนใหม่ คนที่จะไม่มีวันปล่อยให้ใครมาหลอกใช้ความไว้ใจของตัวเองอีก"
หลินอวี้หนิงลุกขึ้นแต่งตัวอย่างรวดเร็ว เลือกชุดกี่เพ้าสีฟ้าอ่อนที่ดูสุภาพเรียบร้อย ไม่ฉูดฉาดจนเกินงาม เตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับก้าวแรกของแผนการอันยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของทั้งครอบครัวไปตลอดกาล
ห้องรับแขกของคฤหาสน์ตระกูลหลินตกแต่งด้วเฟอร์นิเจอร์ไม้มะฮอกกานีสั่งทำพิเศษ พรมสีแดงเข้มปูเต็มพื้น ภาพวาดทิวทัศน์ภูเขาแขวนอยู่เหนือเตาผิง หลินลู่หานนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ ข้าง ๆ เขาคือไป๋ลู่หราน ภรรยาคนที่สองที่แต่งตัวหรูหราด้วยชุดกี่เพ้าสีเขียวมรกต มือของเธอถือถ้วยชาจีนใบเล็กอย่างสง่างาม นิ้วที่ทาเล็บสีแดงเข้มขยับไปมาอย่างมีจังหวะ ราวกับกำลังคำนวณอะไรบางอย่างอยู่ในใจตลอดเวลา
"อวี้หนิง มานี่สิลูก" หลินลู่หานเรียกเมื่อเห็นเธอเดิน
เข้ามา ใบหน้าเขายังคงเปี่ยมด้วยความรักใคร่เอ็นดู ไม่มีวี่แววของความเจ็บป่วยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แววตาของเขายังคงมีประกายแห่งความมั่นใจของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แววตาอ่อนล้าเหมือนตอนที่เธอจำได้จากช่วงท้ายของชาติที่แล้ว
อวี้หนิงยิ้มให้พ่ออย่างอ่อนโยน แต่สายตาเธอเหลือบไปที่
ไป๋ลู่หรานแวบหนึ่ง หญิงคนนี้เองที่จะกลายเป็นหนึ่งในคนวางแผนทำลายครอบครัวเธอในอนาคต แต่ตอนนี้ยังคงสวมหน้ากากของแม่เลี้ยงใจดีอย่างสมบูรณ์แบบ เธอสังเกตเห็นแหวนเพชรวงใหม่บนนิ้วของไป๋ลู่หรานที่เธอไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน คงเป็นของขวัญที่พ่อเพิ่งซื้อให้ไม่นานมานี้
"พ่อคะ วันนี้ทำไมถึงเชิญตระกูลเฉินมาที่บ้านคะ"
อวี้หนิงถามอย่างสุภาพ พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด นั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามพ่ออย่างเรียบร้อย มือประสานกันวางบนตัก
"ก็เรื่องของลูกไง"
ไป๋ลู่หรานตอบแทนสามีทันที น้ำเสียงหวานฉ่ำ "ท่านเฉินอยากจะคุยเรื่องหมั้นระหว่างลูกกับจื้อเหาให้เป็นทางการเสียที ทั้งสองคนก็รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เหมาะสมกันดีออก แม่เห็นว่ายิ่งเร็วยิ่งดีนะลูก จะได้จัดงานให้สมเกียรติทั้งสองตระกูล"
อวี้หนิงกำมือแน่นใต้ชายเสื้อ ในชาติที่แล้วเธอเคยยินยอมกับเรื่องนี้ด้วยความไว้ใจอย่างสนิทใจ ไม่เคยตั้งคำถามว่าทำไมแม่เลี้ยงถึงกระตือรือร้นผลักดันการหมั้นหมายครั้งนี้มากเป็นพิเศษ แต่ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าทุกอย่างคือส่วนหนึ่งของแผนการที่ใหญ่กว่านั้นมาก
การหมั้นหมายกับตระกูลเฉินจะทำให้อวี้เหมยมีข้ออ้างเข้าใกล้ชิดกับเฉินจื้อเหาในนามของการเป็น "น้องสาวว่าที่เจ้าสาว" และท้ายที่สุดทั้งคู่ก็ลอบมีความสัมพันธ์กันลับหลัง ก่อนจะร่วมมือกันใส่ร้ายอวี้หนิงในที่สุด
พอดีกับที่คนรับใช้เดินมาแจ้งว่าตระกูลเฉินมาถึงแล้ว เฉินจื้อเหาเดินเข้ามาในชุดสูทสีเทาเข้ม หน้าตาหล่อเหลาสมกับเป็นทายาทตระกูลพ่อค้าใหญ่ รอยยิ้มของเขาดูอบอุ่นเป็นมิตร แต่อวี้หนิงรู้ดีว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นซ่อนความเห็นแก่ตัวและควาทะเยอ
ทะยานเอาไว้ พ่อของเขาเดินตามหลังมาด้วยท่าทางสง่างามแบบนักธุรกิจใหญ่ ถือกล่องของขวัญห่อสวยงามมาด้วย
สวัสดีครับท่านหลิน นายหญิงหวัง"
เฉินจื้อเหาไหว้ทักทายอย่างสุภาพ ก่อนหันมามองอวี้หนิง "อวี้หนิง ไม่เจอกันนานเลยนะ สวยขึ้นทุกวันจริง ๆ"
ในชาติก่อนคำชมเช่นนี้คงทำให้เธอเขินอายและดีใจ แต่ตอนนี้เธอเพียงยิ้มบาง ๆ อย่างสุภาพ "สวัสดีค่ะคุณเฉิน" เธอสังเกตวิธีที่เขามองเธอ สายตาที่ประเมินค่าราวกับมองสินค้าชิ้นหนึ่ง มากกว่าจะมองด้วยความรักใคร่อย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยสังเกตเห็นในชาติที่แล้วเลย
