บทที่ 5 สืบเรื่องราว

"ช่วงหลังมานี้ ท่านจงเหอมักจะมาที่โรงงานบ่อยขึ้นครับ มาคุยกับฝ่ายบัญชีเป็นการส่วนตัว บางทีก็ขอดูเอกสารที่ปกติแล้วไม่ใช่หน้าที่ของท่านต้องดู ผมเลยแอบสงสัยอยู่เหมือนกันครับ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรเพราะท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ของท่านนาย" ลุงจางเล่าด้วยน้ำเสียงเบาลง "แล้วก็มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเห็นท่านจงเหอคุยโทรศัพท์เป็นภาษาที่ผมฟังไม่ค่อยเข้าใจ เหมือนจะเป็นภาษากวางตุ้งผสมภาษาอังกฤษ ดูเป็นเรื่องธุรกิจสำคัญมาก ๆ"

หัวใจอวี้หนิงเต้นแรง นี่คือหลักฐานชิ้นแรกที่ยืนยันความสงสัยของเธอ อาจงเหอเริ่มแทรกแซงกิจการบริษัทตั้งแต่ตอนนี้จริง ๆ เร็วกว่าที่เธอเคยรู้มาในชาติก่อนเสียอีก และการคุยโทรศัพท์เป็นภาษากวางตุ้งผสมอังกฤษก็ตรงกับสิ่งที่เธอสงสัยเรื่องการติดต่อกับนักลงทุนฮ่องกงในภายหลัง

"ลุงจางคะ ถ้าเป็นไปได้ หนูอยากให้ลุงช่วยจดบันทึกไว้เงียบ ๆ นะคะ ว่าท่านจงเหอมาที่โรงงานวันไหนบ้าง คุยกับใคร ขอดูเอกสารอะไรบ้าง แต่ไม่ต้องให้ใครรู้ว่าลุงทำแบบนี้ตามคำขอของหนูนะคะ" อวี้หนิงพูดอย่างระมัดระวัง เธอไม่อยากเปิดเผยไพ่ในมือเร็วเกินไป "หนูจะดูแลลุงเป็นอย่างดี ไม่ให้ลุงต้องเดือดร้อนจากเรื่องนี้แน่นอนค่ะ"

ลุงจางพยักหน้าอย่างเข้าใจ "ได้ครับคุณหนู ผมจะช่วยจับตาดูให้ ที่จริงผมก็เป็นห่วงท่านนายมานานแล้ว รู้สึกว่าบางอย่างมันไม่ค่อยชอบมาพากลเหมือนกัน"

"ขอบคุณค่ะลุงจาง หนูจะไม่ลืมบุญคุณนี้" อวี้หนิงยิ้มให้อย่างจริงใจ ในชาติที่แล้วเธอไม่เคยรู้เลยว่าลุงจางเป็นคนดีขนาดนี้ เพราะเธอไม่เคยให้ความสนใจพอ เธอสัญญากับตัวเองว่าครั้งนี้จะดูแลคนที่ซื่อสัตย์ต่อครอบครัวเธอให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

เธอเดินสำรวจโรงงานต่อไปอีกพักใหญ่ สังเกตเห็นเครื่องทอผ้าบางเครื่องเริ่มเก่าและควรเปลี่ยนใหม่ พนักงานบางคนทำงานหนักเกินกำลังโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม เธอเดินไปคุยกับพนักงานหญิงคนหนึ่งที่กำลังนั่งปะชุนผ้าอยู่ ถามไถ่ถึงความเป็นอยู่และปัญหาที่พบเจอในการทำงาน พนักงานคนนั้นตอบด้วยความประหลาดใจปนซาบซึ้งที่มีคนในตระกูลนายจ้างมาสนใจไถ่ถามความทุกข์สุขของเธอ เธอจดบันทึกทุกอย่างไว้ในใจ วางแผนที่จะนำเสนอแนวทางปรับปรุงให้พ่อฟังในโอกาสที่เหมาะสม

ระหว่างทางกลับ รถของเธอต้องหยุดกะทันหันเพราะมีเด็กวิ่งตัดหน้าถนน คนขับเบรกกะทันหันจนอวี้หนิงแทบกระเด็นไปข้างหน้า เธอมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ ยืนตัวสั่นอยู่กลางถนน ใบหน้าซีดขาวด้วยความตกใจ มือทั้งสองข้างกำแน่นเป็นกำปั้นราวกับพยายามข่มความกลัวไม่ให้ร้องไห้ออกมา

"หยุดรถก่อนค่ะ" อวี้หนิงสั่งคนขับ เธอก้าวลงจากรถไปหาเด็กชายคนนั้น เห็นว่าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บแต่ตกใจมาก จึงปลอบโยนเขาสักครู่ก่อนจะพาไปหาผู้ปกครองที่กำลังวิ่งตามหาลูกอย่างร้อนรน เธอนั่งลงคุกเข่าเสมอสายตาเด็กชาย ยิ้มให้อย่างอบอุ่นและพูดปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลจนเด็กชายค่อย ๆ หยุดร้องไห้

เหตุการณ์เล็ก ๆ นี้เองที่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพบกันครั้งสำคัญในวันถัดไป แม้ในตอนนี้อวี้หนิงจะยังไม่รู้เลยว่าโชคชะตากำลังจะพาใครบางคนเข้ามาในชีวิตของเธออีกครั้ง

กลับถึงบ้าน อวี้หนิงตรงไปหาน้องชายอวี้หรานที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดของบ้าน เด็กชายวัยสิบห้าปีเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวด้วยความประหลาดใจ หนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์วางเปิดอยู่บนตัก ปากกาคาบอยู่มุมปากอย่างครุ่นคิด

"พี่อวี้หนิง วันนี้พี่ดูแปลก ๆ นะ"

อวี้หรานพูดอย่างตรงไปตรงมาแบบเด็ก ๆ "เหมือนพี่... โตขึ้นกว่าเดิมยังไงไม่รู้"

อวี้หนิงยิ้มให้น้องชายอย่างอ่อนโยน เดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ เขา ยื่นมือไปลูบผมน้องชายเบา ๆ เหมือนที่เธอเคยทำเสมอตอนที่เขายังเด็กกว่านี้ "พี่แค่คิดได้ว่าพี่ควรดูแลครอบครัวของเราให้ดีกว่านี้ อวี้หราน จำไว้นะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พี่จะปกป้องเธอเสมอ"

อวี้หรานมองพี่สาวด้วยแววตาสงสัยเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับคำอย่างไว้ใจ "พี่พูดจริงจังจังเลย มีอะไรหรือเปล่า" เขาถามด้วยความเป็นห่วงแบบเด็ก ๆ

"ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากบอกให้เธอรู้เฉย ๆ" อวี้หนิงตอบพลางยิ้ม เขาไม่รู้เลยว่าคำพูดนี้มีน้ำหนักมากเพียงใดสำหรับอวี้หนิง เพราะในชาติที่แล้ว เธอไม่เคยได้กล่าวคำอำลาต่อน้องชายคนนี้เลยแม้แต่คำเดียว ก่อนที่เขาจะหายตัวไปตลอดกาล เธอมองใบหน้าเด็กชายอย่างจดจ่อ พยายามจดจำทุกรายละเอียดไว้ในใจ สาบานกับตัวเองอีกครั้งว่าชาตินี้เธอจะไม่มีวันปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป