บทที่ 10 ปิดประกาศตามหาทั่วเมือง
บทที่ 10 ปิดประกาศตามหาทั่วเมือง
การตามหาทั้งหญิงสาวและหนอนบ่อนไส้ที่ยืดเยื้อมานานนับเดือน แต่กลับไม่พบแม้แต่เบาะแส โจวเฟยเทียนถูกมารดาคาดคั้นเรื่องการแต่งงานบ่อยครั้งเข้า เขาจึงหลบหน้าและมักที่จะเดินทางไปตลาดมืดบ่อยครั้ง เมื่อรู้สึกว่าการตามหาเริ่มเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เขาจึงไปที่ร้านวาดภาพ ตามหาจิตรกรฝีมือดี เพื่อที่จะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับรูปร่างใบหน้าของหญิงสาว หลังจากนั้นจึงให้คนวาดรูปของเธอออกมาเป็นจำนวนมาก
เมื่อได้รูปตามที่เขาต้องการและเป็นภาพที่ใกล้เคียงกับความจริงที่สุด ชายหนุ่มได้สั่งการให้ลูกน้องนำเอารูปภาพของหญิงสาวไปปิดประกาศโดยทั่วกันภายในเมือง แต่เพราะไม่เขียนข้อความหรือระบบสาเหตุที่ตามหาให้แน่ชัด มีเพียงรางวัลของผู้ที่สามารถให้เบาะแสเท่านั้น นั่นทำให้บังเอิญว่ามีคนในหมู่บ้านไปเห็นภาพของหลี่ฟางซินที่ถูกติดประกาศเอาไว้ จึงได้นำเอามาเล่าให้แก่ฮั่วอันหนานฟัง
“ฉันคิดเอาไว้แล้วเชียว ว่าสักวันนังเด็กเหลือขอคนนั้นจะต้องสร้างปัญหาให้กับตระกูลของเรา ดูสิคะแม่ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงจนได้” ฮั่วอันหนานนำเรื่องมาฟ้องย่าหลี่ทันที
“เรื่องราวมันเป็นมายังไงเราก็ยังไม่รู้ เอาไว้ให้ซินเอ๋อร์กลับมา แล้วจะลากมาถามให้รู้ชัดเจน” ย่าหลี่พูดขึ้นมาทันทีเช่นกัน
“แม่คะ จนถึงขนาดนี้แล้ว ไม่มีความจำเป็นจะต้องถามกันอีก ป้ายประกาศนั้นเห็นคนพูดกันหนาหู ว่าเป็นเรื่องไม่ดี ไม่งาม แต่เจ้าของป้ายประกาศกลับไม่ระบุว่าเป็นเรื่องอะไร คิดดูสิคะว่า ถ้าหากเป็นเรื่องดี ทำไมเจ้าของประกาศถึงต้องตั้งรางวัลให้แก่คนที่ให้เบาะแสได้ด้วย ถ้าหากไม่ใช่ไปทำเรื่องเสียหายเอาไว้ ก็อาจจะเป็นเรื่องชู้สาวก็ได้” ฮั่วอันหนานได้ยินแม่สามีพูดอย่างนั้นไม่ไม่พอใจ จึงพูดขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเร่งให้ย่าหลี่จัดการคนบ้านรอง
“จริงด้วยนะครับแม่ แบบนี้อาจจะมีเรื่องเสื่อมเสียมาถึงบ้านหลี่ของเราก็ได้ ถ้าตอนนี้พ่อยังอยู่ เชื่อว่าคงจะต้องตำหนิพวกนั้นแน่ อีกอย่าง บ้านนั้นมีแต่ลูกสาว ถึงยังไงเรื่องอื่นก็คงจะเป็นไปไม่ได้แล้วนอกจากเรื่องชู้สาว” หลี่ปิงรีบพูดเสริมเพื่อให้คำพูดของภรรยามีน้ำหนักมากขึ้นไปอีก
ทั้งสองสามีภรรยาไม่พอใจที่เห็นครอบครัวของบ้านรองเริ่มจะแข็งข้อ ไม่เหมือนเมื่อก่อน แม้แต่ตัวของหลี่จินเอียนเองก็เช่นเดียวกัน เธอไม่ยอมที่จะเข้ามาดูแลแม่สามีหลังจากที่ทำงานกลับมาจากคอมมูนแล้ว โดยอ้างว่าเหนื่อย แม้แต่ตัวของลูกสาวคนเล็กก็เช่นเดียวกันเธอเอาแต่อ้างว่าต้องอ่านหนังสือสอบ ทุกคนเมื่อเห็นว่าหลี่ฟางซินเป็นหัวหอกในการแข็งข้อ จึงไม่มีใครที่คิดจะยอมอ่อนข้อให้พวกเขาได้ข่มเหงอีกต่อไป
ดังนั้นเพื่อเป็นการเอาชนะคนพวกนั้น พวกเขาจึงทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะไม่ยอมให้ครอบครัวของบ้านรองสามารถลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้
“ตายแล้ว ตระกูลหลี่ของเราเป็นขุนนางมาหลายชั่วอายุคน ต่อให้พ่อของพวกแกตายไปแล้ว แต่ยังไงพวกเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นข้าราชการที่ซื่อสัตย์ เรื่องเสื่อมเสียอย่างนี้ จะให้เกิดขึ้นภายในตระกูลของเราไม่ได้เด็ดขาด เร็วเข้าไป ตามอาเกากับจินเอียนมาหาฉันเร็วเข้า เรื่องนี้ยังไงก็ต้องรีบสะสาง” ย่าหลี่บอกลูกชายคนโตและลูกสะใภ้ออกไป แต่เมื่อไม่ทันใจนางจึงเดินไปด้วยเสียเลย
“อาเกา จินเอียน เปิดประตูเดี๋ยวนี้
ย่าหลี่เดินตามหลังลูกสะใภ้คนโตไปเคาะประตูบ้านหลังเล็กของบ้านรองและร้องเรียกลูกชายและลูกสะใภ้เสียงดัง
หลี่เกาที่วันนี้ไม่ได้ไปทำงาน จึงนอนพักผ่อนอยู่บ้าน เสียงเรียกของมารดาปลุกให้เขาตื่นขึ้นและรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ม้าโยกตัวโปรด เขาเดินมาเปิดประตูให้มารดา แต่ยังไม่ทันจะได้กล่าวอะไร มารดาก็ตบเข้ามาที่ใบหน้าของลูกชายคนเล็กทันที
“เสื่อมเสียที่สุด พวกแกจะต้องให้ตระกูลหลี่ของเรากลายเป็นขี้ปากของชาวบ้านอีกนานแค่ไหนห่ะ อาเกา” ย่าหลี่นอกจากตบหน้าแล้ว ยังด่าทอลูกชายด้วยความโมโห
“แม่ครับ แม่ตีผมทำไม แล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมถึงได้พากันมาที่บ้านของผมเยอะแยะขนาดนี้ พี่ใหญ่ นี่มันเรื่องอะไรกัน พี่สะใภ้ด้วย อธิบายให้ผมฟังที” หลี่เกายกมือกุมหน้า ก่อนจะถามออกมาอย่างไม่เข้าใจว่านี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
“อย่ามาทำไขสือ ตอนนี้มีป้ายประกาศตามหาลูกสาวคนโตของแกไปทั่วทั้งเมือง แถมยังมีรางวัลนำจับอีกด้วย ถ้าเป็นเรื่องดีทำไมจะต้องให้คนมากมายช่วยกันตามหา แกเรียกฟางซินออกมาเดี๋ยวนี้ ฉันมีเรื่องที่จะต้องถามเธอให้รู้เรื่อง” ย่าหลี่ตะคอกเสียงตอบและสั่งให้หลี่เกาเรียกลูกสาวออกมา
“ไม่ต้องตามหรอกค่ะย่า เสียงเอะอะขนาดนี้ ต่อให้อยู่นอกบ้านก็ยังได้ยิน ฉันอยู่นี่ มีอะไรก็พูดมาเลย” หลี่ฟางซินเดินออกมาจากห้องครัว ในมือถือถาดอาหารที่กำลังเพิ่งจะทำเสร็จใหม่ ๆ ออกมาด้วย พูดขึ้นอย่างไม่พอใจเหมือนกันที่ จู่ ๆ ก็ถูกด่า
“ดูเหมือนว่าเธอจะยังไม่เข้าใจใช่ไหมฟางซิน ย่าหลี่บอกไว้ว่ายังไง ห้ามใช้บ้านตระกูลหลี่ทำการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจำได้หรือเปล่า” ฮั่วอันหนานเห็นอย่างนั้นก็ตวาดถามทันที
“จำได้สิคะ แต่ตรงนี้ ที่นี่ ไม่ใช่บ้านของตระกูลหลี่ แต่เป็นบ้านที่แยกออกมาจากบ้านใหญ่ ฉันเดินดูอาณาเขตรอบบ้าน ก็เห็นว่าบ้านหลังนี้อยู่พ้นรั้วของบ้านใหญ่มาแล้ว จะเรียกว่าเป็นบ้านใหญ่ก็คงจะดูไม่ถูกต้อง นอกจากจะมีคนจิตใจคับแคบไม่เข้าท่าเท่านั้น ถึงจะเหมารวมเอาว่าที่นี่เป็นเขตของบ้านใหญ่” หลี่ฟางซินตอบกลับอย่างไม่สนใจ แถมยังแดกดันกลับไปอีกด้วย
“พูดจาอ้างโน่นอ้างนี่ ถ้าปากดีแบบนี้ ไหนลองอธิบายมาซิว่าเป็นเพราะอะไร ถึงถูกคนติดประกาศตามหาทั่วทั้งเมืองอย่างนั้น ยอมรับมาซะดี ๆ ว่าหล่อนไปทำเรื่องขายหน้าอะไรเอาไว้ หรือว่าไปแย่งสามีชาวบ้านมา ถึงได้ถูกภรรยาของเขาติดป้ายประกาศตามหาเพื่อเอาเรื่องอย่างนี้” ฮั่วอันหนานยังตะคอกถามเสียงดังเหมือนเดิม เพราะเธอแน่ใจว่าหลี่ฟางซินจะต้องไปเรื่องไม่ดีมาแน่ ๆ
“เหลือเชื่อ ยุคนี้ถึงขั้นจะต้องแย่งผู้ชายกันเชียวหรือ ขอพูดตามตรงนะ ผู้ชายที่ไม่มีภาวะความเป็นผู้นำ ไม่สมควรที่จะเอามาเป็นหัวหน้าครอบครัว เรื่องนี้ก็เคยพูดไปแล้วรอบก่อน เพราะฉะนั้นถึงจะมีคนติดป้ายประกาศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไปทำเรื่องเสื่อมเสีย ให้พวกคุณจะต้องเอามาพูดแบบนี้” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างกวนประสาท พร้อมกับมองหลี่ปิงไปด้วยให้รู้ว่าเธอหมายถึงใครที่ไม่มีภาวะผู้นำ
“ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงมีคนตามหาเธอ อธิบายมาสิ” คราวนี้หลี่ปิงเป็นคนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ฉันก็ไม่รู้ อาจจะมีคนกลั่นแกล้งฉันก็ได้” หญิงสาวตอบได้เพียงเท่านั้น
เรื่องนี้แม้แต่ตัวของเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ดังนั้นจึงทำอะไรไม่ได้ นอกไปเสียจากคาดคะเนในใจ หากเป็นจางอิน เขาถึงแม้จะมีข้อขัดแย้งในธุรกิจที่ทำร่วมกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความถึงขั้นต้องสร้างเรื่องให้คนที่ไม่ได้อยู่ภายในตลาดมืดได้รับรู้
“เห็นไหมคะแม่ เป็นเพราะเป็นบ้านรองถึงได้ไม่มีผู้ชายเป็นทายาท ลูกสาวของบ้านนี้ถึงคิดอยากจะแยกครอบครัวออกไป แต่วิธีการของลูกสาวบ้านนี้ ดูไปแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องดีนัก ก่อนที่จะเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นมา ฉันว่าเราช่วยกันจับพวกเธอแต่งงานออกไปจากตระกูลให้หมดซะเลยจะดีกว่า” ฮั่วอันหนานยิ้มเยาะออกมาเมื่อหลี่ฟางซินไม่มีคำตอบ จึงยุยงให้แม่สามีจับหญิงสาวแต่งงานออกไป แล้วเธอยังจะได้สินสอดอีกด้วย
“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงป้าสะใภ้ ต่อให้บ้านของเราไม่มีลูกชาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะไม่มีความคิดหรือไม่มีหัวใจ ตัวของหลี่คุณเอง จนป่านนี้ก็ยังไม่เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ ทั้งที่เขาประกาศไปแล้วว่า ตัวเขาสอบติดมหาวิทยาลัย งานเลี้ยงฉลองก็จัดไปแล้ว แต่คนกลับยังไม่เข้าไปเพื่อที่จะเริ่มเรียน ใครกันแน่ที่ต่อไปจะทำเรื่องเสื่อมเสียให้บ้านหลี่” หลี่ฟางซินได้ยินป้าสะใภ้ด่าว่าคนบ้านรองก็สวนกลับทันที มีลูกสาวแล้วยังไง มีลูกชายใช่ว่าจะดีทุกคน
“ถึงจะเสื่อมเสียยังไง แต่เขาก็ยังเป็นผู้ชาย ผู้ชายไม่ได้เสียหายเท่ากับผู้หญิงอยู่แล้ว อีกอย่าง ในมหาวิทยาลัยมีลูกคนรวยมากมาย ไม่แน่ว่าตอนนี้อาคุณอาจจะกำลังคบหากับลูกสาวของบ้านตระกูลใหญ่ตระกูลไหนสักแห่งก็เป็นได้ ต่อไปคนที่มีวาสนาอย่างเขาจะต้องยิ่งใหญ่ ไม่เหมือนครอบครัวใครบางคน ที่เอาแต่เกาะคนอื่นกิน ไม่มีทางตั้งเนื้อตั้งตัว รีบๆ ให้แต่งไปอยู่บ้านอื่นเถอะค่ะแม่”
คำพูดของฮั่วอันหนานล้วนแต่ทิ่มแทงจิตใจหลี่เกาอย่างมาก แม้เขาจะมองไปยังใบหน้าของพี่ชาย แต่หลี่ปิงกลับไม่เคยคิดจะห้ามภรรยาของตนให้เลิกดูถูกคนในครอบครัว เมื่อก่อนเขาต้องอดทนมองดูลูกสาวและภรรยาถูกครอบครัวของพี่ชายรังแกข่มเหง จนถึงตอนนี้ แม้แต่เรื่องที่ยังไม่ชัดเจน กลับยังกล้าเอามาปรักปรำ เขาจึงจะไม่ยอมอีกต่อไป จึงพูดขึ้นมาอย่างไม่ไว้หน้าเหมือนกัน
“เรื่องอาคุณพวกพี่ใหญ่จะทำอะไรผมไม่ยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว แต่ผมจะไม่มีทางให้ลูกสาวแต่งงานกับคนที่ไม่รู้จักเด็ดขาด ต่อให้มันจะเป็นธรรมเนียมที่สามารถทำได้ ก็จะไม่ยอมทำในเรื่องที่บังคับจิตใจลูกเป็นอันขาด แม่ครับ เรื่องนี้เอาไว้ให้สืบดูให้รู้แน่ชัดก่อนแล้วเราค่อยมาพูดคุยกันจะดีกว่า คุยกันไปตอนนี้ก็เหมือนกับเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ คนที่เคยผูกใจเจ็บ อาจจะฉวยโอกาสนี้มาทำร้ายคนในครอบครัวของผมก็ได้” หลี่เกาพูดไปก็มองหน้าพี่สะใภ้ไปด้วย
นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่เกาพูดจาตอบโต้ครอบครัวของพี่ชาย ปกติแล้วเขามักที่จะสอนให้ลูก ๆ มีความอดทน และเคารพในตัวของผู้ใหญ่ที่อยู่ภายในบ้านทุกคน แต่ในเมื่อเรื่องที่ยังไม่สามารถหาหลักฐานมาชี้ชัด ยังถูกนำมาใส่ร้ายแบบนี้ หลี่เกาเองจึงไม่สามารถที่จะทนดูลูกสาวถูกกระทำฝ่ายเดียวอีกต่อไปได้ เขาจึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องลูกสาวของเขา
“นึกเอาไว้แล้วเชียวว่า ที่แท้แล้วก็คงจะเป็นแกที่สั่งสอนให้ลูก ๆ แข็งข้อกับพวกเรา แกพูดออกมาเลยว่าจะเอายังไง ถ้ายังอยากจะอยู่ในบ้านหลี่ต่อไป ก็ต้องรู้จักเคารพผู้ใหญ่ แต่ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไป เราก็อยู่ด้วยกันไม่ได้” หลี่ปิงพูดขึ้นมาบ้าง
ได้ยินพี่ชายพูดจาข่มขู่ออกมาอย่างรุนแรง ด้วยคำพูดไม่ไว้หน้า ถึงแม้จะโกรธเพียงใด แต่หลี่เกาจำต้องสงบใจเอาไว้ สถานการณ์ในตอนนี้ เขายังไม่สามารถที่จะพาทุกคนออกไปจากบ้าน และไปมีชีวิตเป็นอยู่ที่ดีได้ นอกจากนี้หลี่เกายังรับปากบิดาเอาไว้ว่า จะอยู่ดูแลมารดาจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ ดังนั้นแม้จะรู้สึกโกรธและคับแค้นใจเพียงใด เขาจึงจำใจเงียบ
“เห็นไหมล่ะ ขนาดพ่อของพวกหล่อนก็ยังไม่กล้าที่จะสู้กับพวกเรา แล้วนับประสาอะไรกับเด็กเมื่อวานซืนอย่างหล่อน จะกล้ามาต่อปากต่อคำกับฉัน คิดให้ดี ทุกวันนี้ที่ยังมีที่ซุกหัวนอน ก็ไม่ใช่เพราะบุญคุณของบ้านใหญ่หรือยังไง”
ฮั่วอันหนานเห็นน้องสามีเงียบไปก็พูดขึ้นมาอย่าเหยียดหยามไปถึงสองพ่อลูก
