บทที่ 6 ฉันจะหาเงินใช้เอง
บทที่ 6 ฉันจะหาเงินใช้เอง
“ก็ในเมื่อไม่มีหลักฐาน จะมาปรักปรำกันอย่างนี้ง่าย ๆ ได้ยังไง”
ฟางซินยืนกระต่ายขาเดียวตอบกลับไป เธอไม่ยอมรับในสิ่งที่ป้าสะใภ้และลุงใหญ่กล่าวโทษอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าวันนี้ย่าหลี่ได้เรียกหลี่ฟางซินและพ่อของเธอมาเพื่อไต่สวนก็ตาม
หลังจากวันที่เธอแก้เผ็ดด้วยการรมควันพวกเขาในขณะนอนหลับ ไม่มีใครจับมือดมได้ เพราะกว่าจะรู้ตัวก็เป็นช่วงที่เกือบใกล้สว่างแล้ว อีกทั้งเมื่อตื่นมา พวกเขายังมีอาการหายใจไม่ออก แสบปากจมูกหายใจไม่สะดวก จนกระทั่งต้องไปโรงพยาบาล และเมื่อกลับมาบ้าน คิดจะเอาเรื่องก็ไม่สามารถทำให้ฟางซินยอมรับความผิดได้ “ในบ้านหลังนี้ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใคร” ฮั่วอันหนานถามขึ้นมาอย่างฉุนเฉียวทันที
“ทำไมป้าใหญ่ถึงต้องปรักปรำคนอื่น ให้รับในสิ่งที่ไม่ได้ทำด้วยล่ะ น่าแปลกเหลือเกินนะคะ บางครั้งฉันก็คิดว่าป้าใหญ่อยู่ที่นี่เพียงเพราะอยากจะมีคนคอยรับใช้ แต่ไม่เคยคิดว่าทุกคนที่นี่คือคนในครอบครัวเดียวกัน เพราะป้าใหญ่คอยแต่จับผิดอยู่เรื่อย”
คำพูดของหลี่ฟางซินบาดลึกเข้าไปในหัวใจของบิดาเธอ หลี่เกานิ่งคิดไปถึงตั้งแต่ที่ป้าสะใภ้แต่งเข้ามาในบ้าน ทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจของเธอ ก่อนหน้าเธอก็เป็นเพียงผู้หญิงที่ย่าหลี่ไม่เคยให้ความสำคัญ แต่หลังจากที่พยายามทำตัวให้โดดเด่นด้วยการใช้เงินเข้ามามัดใจแม่สามี ฮั่วอันหนานจึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น แม้แต่ตัวพี่ชายที่ไม่เอาไหนของเขา ตั้งแต่แรกก็ไม่เคยที่คิดจะรับผิดชอบเรื่องใดในครอบครัว คงมีเพียงแค่ลูก ๆ ของเขาเท่านั้น ที่ต้องคอยรับใช้ทุกคน เพียงเพราะเป็นบ้านรอง
“พูดให้เต็มปากเต็มคำอีกสักนิดก็คือ ถ้าไม่คิดที่จะเอาเหตุผลจริง ๆ มาคุย ฉันเชื่อว่าป้าใหญ่คงแค่อยากจะหาแพะรับบาปก็เท่านั้นเองใช้ไหมล่ะ” หลี่ฟางซินยังพูดต่อเมื่อเห็นทุกคนเงียบไป
“อย่าถือว่ามีปากแล้วอยากพูดอะไรก็พูด แม่ดูสิคะ ที่พวกเราคิดเอาไว้ไม่ผิดไปจากที่คิดเลยแม้แต่นิดเดียว ตั้งแต่ที่ฟื้นขึ้นมาครั้งนั้น ฟางซินก็แทบจะไม่ใช่ฟางซินหลานของแม่คนเดิมอีกแล้ว ฟางซินคนนี้ทั้งมีนิสัยใจคอหรือแม้แต่กระทั่งจิตใจอันแสนชั่วร้ายราวกับคนละคน ทำตัวเหมือนคนไม่ได้รับการสั่งสอนเลยนะคะแม่” ฮั่วอันหนานหันไปฟ้องแม่สามีอย่างไม่พอใจใจตัวหลานสาวคนนี้ คนที่ฟื้นคืนสติกลับมาแล้วมีนิสัยเปลี่ยนไป
“นั่นสิอาเกา ทำไมแกถึงไม่อบรมสั่งสอนลูกของแกบ้าง รู้บ้างหรือเปล่าว่าตอนนี้ซินเอ๋อร์ทำตัวเหมือนเป็นผู้หญิงที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าแล้ว เถียงผู้ใหญ่ได้อย่างไม่รู้จักเกรงกลัว แบบนี้วันต่อไปข้างหน้า ถ้าหากได้ไปเป็นสะใภ้ของใคร ก็คงจะต้องลำบากมาถึงที่บ้าน หรือเขาอาจจะตำหนิมาถึงบ้านหลี่ว่าไม่อบรมสั่งสอนลูกหลานได้ ช่างน่าขายหน้าจริงๆ” ย่าหลี่พยักหน้าเห็นด้วยกับสะใภ้คนโปรดทันที ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายคนรองอย่างไม่พอใจ
“แม่ครับ ซินเอ๋อร์บอกว่าไม่ได้ทำ ก็คงจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะวันนั้นผมยังนั่งอยู่ที่กลางห้องโถงไม่ได้เข้านอนเร็ว ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครออกไปไหนมาไหน พี่สะใภ้พูดอย่างนี้ ไม่กลัวว่าจะถูกเด็ก ๆ กล่าวหาว่ารังแกหรือยังไงกัน” หลี่เกาพูดขึ้นอย่างอ่อนใจ แต่ยังไงเขาก็ต้องปกป้องลูกสาว เพราะไม่มีพยานเห็นว่าเธอทำจริงๆ ก่อนจะหันไปพูดกับพี่สะใภ้
“ย่าไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ เพราะถึงยังไงชาตินี้ฉันก็ไม่มีทางที่จะให้ผู้ชายไม่เอาไหนอย่างใครบางคนมาเป็นหัวหน้าครอบครัวเด็ดขาด กลัวว่าลูกที่เกิดมาจะต้องกลายเป็นพวกขี้แพ้ แต่ชอบเห่าอยู่ข้างหลังคนอื่น” หลี่ฟางซินตอบสวนกลับไปทันทีที่ได้ยินย่าหลี่พูดถึงการที่เธอจะแต่งออกไปแล้วทำให้บ้านหลี่เสียหน้า
“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง ทำไมถึงได้มีคำพูดคำจาที่ร้ายกาจขนาดนี้ แม่คะ จากนี้ต่อไปฉันจะไม่ให้เงินสนับสนุนภายในส่วนกลางของที่บ้านกับบ้านรองอีกแล้วนะคะ ดูเหมือนกับพวกเขาอยากที่จะแข็งข้อกับแม่ เพราะฉะนั้นต่อให้ฉันพยายามแค่ไหน คนในครอบครัวของเราก็ยังไม่มีท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างนี้ ฉันจะอยู่ได้ยังไงกัน” ฮั่วอันหนานยังคงเอ่ยปากฟ้องย่าหลี่ต่ออย่างไม่หยุดหย่อน และคราวนี้ยกเอาเรื่องเงินสนับสนุนขึ้นมาเป็นข้อลงโทษคนบ้านรองอีกด้วย
“อย่าพูดอย่างนั้นสิอันหนาน ได้ยินหรือยังว่าป้าสะใภ้ไม่พอใจแล้วนะ รีบขอโทษป้าสะใภ้เร็วเข้า” ย่าหลี่หันมาพูดกับสะใภ้คนโปรดเสียงอ่อน ก่อนจะหันมาพูดกับหลานสาวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นมา พร้อมกับออกคำสั่งให้เธอขอโทษป้าสะใภ้
“แม่ครับ ผมฟังอยู่ ผมเองก็ยังไม่เข้าใจว่าซินเอ๋อร์พูดผิดตรงไหน หลายครั้งที่ผ่านมา พี่สะใภ้ก็มักที่จะเอาเรื่องเงินมาพูดข่มขู่คนในบ้านหลายต่อหลายครั้ง ทั้งที่จริงแล้วครอบครัวของเราก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินจากพี่สะใภ้ แล้วเพราะอะไรซินเอ๋อร์ถึงกลายเป็นคนผิด ทั้งทีไม่ได้ทำผิดอะไรเลย” หลี่เกาพูดขึ้นมาอย่างปกป้องลูกสาว เพราะเขาก็ฟังอยู่ด้วยตลอด“ก็เพราะว่าแกสั่งสอนลูกได้ไม่ดียังไงล่ะอาเกา นอกจากจะต้องขอโทษพี่สะใภ้ของแกแล้ว แกยังจะต้องสั่งสอนและลงโทษ ลูกสาวที่ไม่เอาไหนของแกอีกด้วย อายุแค่นี้ยังไม่สามารถหารายได้เพื่อที่จะเลี้ยงดูปากท้องตัวเองได้ แต่ยังหยิ่งจองหอง ทำตัวไม่เห็นหัวผู้ใหญ่ที่สนับสนุนเงินให้แบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน” ย่าหลี่ยังพูดออกมาอย่างเข้าข้างสะใภ้คนโตและพาลตำหนิไปถึงลูกชายคนรองของตน
“ที่แท้ก็นึกว่าเรื่องอะไร สุดท้ายก็ไม่พ้นเรื่องเงินนี่เอง ได้ค่ะ ในเมื่อย่าเข้าใจว่าฉันไม่สามารถหาเงินได้เอง จากนี้ไปฉันก็จะเป็นคนทำงานหาเงินใช้จ่ายภายในครอบครัวของฉันเอง ครอบครัวของเราจะได้ไม่ต้องพึ่งพาเรื่องการเงินของส่วนกลางที่บ้านอีก อย่างนี้คงทำให้ย่าพอใจได้นะคะ” หลี่ฟางซินพูดขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าป้าสะใภ้ชอบยกเอาเรื่องเงินขึ้นมาข่มขู่คนบ้านรอง ต่อไปนี้เธอจะหาเงินเข้าบ้านเอง
“ฮ่าๆ ช่างเป็นคำพูดของคนเพ้อเจ้อ หากทำได้ ทำไมถึงไม่ทำมาตั้งนานแล้วล่ะ แต่เอาล่ะ ในเมื่ออยากจะปีกกล้าขาแข็ง พิสูจน์ตัวเองก็ลองดู ฉันจะคอยยืนหัวเราะอยู่ตรงนี้ หากเมื่อไหร่ที่เธอล้มและไม่สามารถทำตามได้อย่างที่พูด จำเอาไว้ก็แล้วกันว่าเงินส่วนกลางของบ้านหลี่ ก็มีเงินของฉันอยู่ในนั้นด้วยเช่นเดียวกัน หากลงทุนแล้วล้มเหลว อย่าฝันว่าจะได้รับความช่วยเหลือใด ๆ อีก” ฮั่วอันหนานหัวเราะเยาะขึ้นมาเมื่อได้ยินคำพูดของหลี่ฟางซิน ก่อนจะพูดออกมาอย่างดูถูกดูแคลน เพราะเธอไม่คิดว่าเด็กสาวอย่างหลี่ฟางซินจะทำอะไรได้
“ได้เลย อยู่ให้ถึงวันที่ฉันประสบความสำเร็จกันด้วยล่ะ อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปเสียก่อน แต่นี้ใช่ไหมคะ ฉันขอตัวก่อน”หลี่ฟางซินได้ยินก็โต้กลับไปและเดินออกมาทันที โดยมีพ่อของเธอเดินตามมาด้วยอย่างห่วงใยเธอเข้าใจว่าได้ว่าเพราะนานมากแล้วที่ป้าสะใภ้เป็นคนอุดหนุนเงินส่วนกลางของบ้านหลี่นับตั้งแต่คุณปู่เสียชีวิตไป ฟางซินคนก่อนเป็นเดือดเป็นร้อน และไม่ต้องการให้พ่อแม่ต้องทุกข์ใจ จึงพยายามก้มหน้าอดทนมาตลอดเวลาถูกป้าสะใภ้ดุด่าและใช้งานอย่างกับทาส แต่นั่นไม่ใช่กับเธอคนนี้ ตอนนี้ช่องทางทำมาหากินในสมองของเธอมีมากมาย จึงเริ่มต้นด้วยการคิดค้นเมนูอาหารซึ่งนำมาจากโลกที่เธออยู่ พร้อมกับสิ่งของบางอย่างที่อยู่ในมิติที่เธอไม่เคยอยากให้ใครรับรู้
เมื่อกลับมาถึงห้อง เธอนั่งอยู่เงียบ ๆ คนเดียว จนมั่นใจว่าไม่มีใครเข้ามาในห้อง หลังจากนั้นเมื่อหลับตาลงคิดถึงมิติ แล้วลืมตาขึ้นมา เธอจึงได้พบว่าตัวเองเข้าไปในมิติซึ่งถูกเปิดขึ้นต่อหน้าต่อตาตัวเอง อันที่จริงแล้วนี่คือมิติพิเศษนี้เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่าเป็นคนที่สามารถเรียกมันออกมาได้ในคืนที่ถูกขังไว้ในห้องป้ายวิญญาณ เพราะวันนั้นเธอหิวจนบ่นไปถึงเด็กหญิง ทำให้ได้ยินเสียงเด็กหญิงขึ้นและบอกวิธีการใช้มิติพิเศษกับเธอ
เมื่อเข้าไปด้านในแล้ว เธอพบข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นของโลกอนาคตที่เธอจากมา มีสิ่งของหลายหลายอย่างรวมกระทั่งหนังสือวิธีการทำอาหารเมนูประยุกต์ต่างๆ มีแหล่งความรู้มากมาย และยังมีวัตถุดิบที่ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อจำนวนมาก ในตอนนั้นเธอหยิบข้าวกล่องออกมากินประทังความหิว แต่พอไม่อิ่มจะหยิบอีก ก็พบว่าข้าวกล่องนั้นยังมีอยู่เหมือนเดิม เธอจึงมั่นใจว่าแม้เธอจะนำของออกมาจากมิติเท่าไรก็ไม่มีวันหมดไปได้ นั่นทำให้เธอมั่นใจว่าเธอจะต้องทำธุรกิจได้อย่างแน่นอน
เธอค่อย ๆ เลือกสิ่งของที่ต้องจำเป็นออกมาใช้จำนวนหนึ่ง แล้วคิดพิจารณาว่าจะทำอะไรดี
“เอาล่ะ ลองดูซิว่าวันนี้เราจะทดลองทำเมนูอะไรดี เมนูที่กินได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก อีกอย่างรสชาติจะต้องกลมกล่อมไม่ว่าใครได้ลิ้มรสแล้วก็ต้องติดใจจนต้องมาซื้อซ้ำ” หลี่ฟางซินพูดกับตัวเองเบาๆ
เธอนำข้าวของที่ดึงออกมาจากมิติพิเศษ เดินเข้าไปในครัวอย่างระมัดระวัง หลังจากนั้นเริ่มลงมือด้วยการหั่นเนื้อสัตว์ ผักสด นอกจากนั้นยังเริ่มใช้อุปกรณ์พิเศษ นั่นก็คือแก๊สกระป๋องเพื่อเร่งความเร็วของการทำอาหาร เพียงไม่นาน เมนูที่ได้ชื่อว่าไม่เคยเกิดขึ้นในยุคนี้ก็สำเร็จเสร็จสิ้นลง
“โอ้โห กลิ่นอะไรหอมเหลือเกิน พี่ใหญ่พี่ทำกับข้าวเองเชียวหรือ แล้วทำไมกลิ่นมันถึงได้หอมขนาดนี้” หลี่ถงเอ๋อเดินเข้ามาในบ้านก็ทักขึ้นทันที
“ถงเอ๋อร์เข้ามาสิ ตอนนี้กับข้าวที่พี่จะทดลองทำไปขายเสร็จแล้วนะ ช่วยมาชิมหน่อย” หลี่ฟางซินยิ้มกว้างออกมาเมื่อจอคนที่จะมาทดลองกินกับข้าวฝีมือเธอแล้ว
“พี่พูดจริงหรือเปล่า จะทำอาหารเหล่านี้ออกไปวางขาย แล้วจะขายให้ใครกัน ตอนนี้ทุกคนใช้คูปองที่ได้รับแจกแลกอาหารเสื้อผ้าและของใช้จำเป็น หากเราต้องเอาไปขายให้กับคนเหล่านั้น แล้วจะหาช่องทางไหนกัน” หลีถงเอ่อเอียงคอถามขึ้นมาอย่างสงสัย
“เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง เราจะเอาของพวกนี้ไปขายในตลาดมืด อีกอย่าง ขอเพียงแค่รสชาติใช้ได้ ทุกอย่างก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป มาเถอะ รีบชิมให้พี่ดูเสียก่อน อย่าเพิ่งพูดมากเลย” หญิงสาวบอกถึงแหล่งขายสินค้าของเธอ ก่อนจะเร่งให้น้องสาวมาชิมอาหารเสียที
“โอ้โห ไม่น่าเชื่อว่าฝีมือทำกับข้าวของพี่ใหญ่จะอร่อยถึงขนาดนี้ รสชาติไม่แพ้ฝีมือของแม่เลย แบบนี้ต้องไปเรียกพ่อกับแม่มาลองชิมด้วยแล้ว” หลี่ถงเอ๋อดวงตาเบิกกว้างและพูดขึ้นมาทันทีหลังจากที่ได้ชิมอาหารที่พี่ใหญ่ของเธอทำ พร้อมกับเสนอให้ไปตามพ่อแม่มาชิมด้วย
“ได้สิ” เธอยิ้มพร้อมพยักหน้าบอก ปล่อยให้น้องสาววิ่งไปตามพ่อและแม่มานั่งชิมด้วยกัน อาหารที่เธอมันคือรสชาติของไก่ผัดซอส ซึ่งเป็นอาหารประยุกต์ เป็นอาหารที่ลงทุนน้อย ต้นทุนไม่แพงและยังทำกำไรได้อย่างงาม เธอเริ่มต้นด้วยการทำใส่กล่องกระดาษเล็ก ๆ เข้าไปแจกจ่ายในโรงเรียนอนุบาล หรือแม้แต่ตามโรงงานที่มีคนหมู่มาก เข้าแถวเพื่อที่จะซื้ออาหารของร้านอื่นๆ ได้ชิมก่อน
เมื่อพวกเขาได้ลองชิมไก่ผัดซอสของเธอแล้ว จะต้องไม่มีใครปฏิเสธว่ารสชาติแสนอร่อย พวกเขาล้วนแล้วแต่ต้องการที่จะกลับมาลิ้มรสมันอีกครั้ง จากนั้นเธอจึงจะทำขายอย่างจริงจัง และจะหารเมนูอื่นๆ มาทำขายด้วย
“มันมีชื่อเรียกว่าอะไรหรือซินเอ๋อร์ ทำไมมันถึงได้มีเนื้อไก่ที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยซอสเปรี้ยวหวานเข้มข้นขนาดนี้ รสชาติเปรี้ยวของมันก็กำลังพอดี ดูไม่เผ็ดจนเกินไป กินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ส่วนความหวานของมันก็กำลังเข้ากันดีกับเนื้อไก่ อยากจะรู้เหลือเกินว่ามันสามารถนำไปใช้กับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นได้หรือเปล่า” หลี่จินเอียนที่ได้ชิมอาหารที่ลูกสาวคนโตทำก็เอ่ยปากชมและสอบถามถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ
“ไม่ต้องกังวลนะคะแม่ ขอเพียงแค่ผู้คนชอบ ต่อไปฉันจะทำมันออกมาขายเป็นประจำ แต่มีข้อแม้ว่าจะมีขายวางเพียงแค่วันละสิบกล่องเท่านั้น หมดแล้วหมดเลย แต่หากใครต้องการที่จะกินไก่ผัดซอสของฉันจริงๆ และไม่ต้องมาแย่งซื้อ ก็จะต้องสั่งซื้อภายในเย็นวันนี้ แล้วค่อยมารับสินค้าในช่วงเช้าวันถัดไป แบบนี้ ทุกคนจะได้กินของสดใหม่และราคาถูกอีกด้วย ส่วนเราก็จะได้กำหนดจำนวนที่จะทำด้วยค่ะ แต่วันแรกเราจะทำให้ทุกคนชิมก่อนนะคะ ให้เขาชื่นชอบจนต้องมาซื้อกิน” หลี่ฟางซินพูดถึงแผนการขายให้พ่อแม่และน้องสาวของเธอฟัง
“ตกลง แม่จะรีบเอาเรื่องนี้ไปบอกกับทุกคนภายในหมู่บ้านของเรา รับรองว่าพวกเขาจะต้องอยากชิมอาหารฝีมือของลูกกันทุกคนแน่” หลี่จินเอียนพูดขึ้นมาอย่างเห็นด้วยกับลูกสาวจากนั้นวันถัดไป หลี่ฟางวินก็ทำอาหารจำนวนมากขึ้นแล้วนำไปแจกจ่ายให้นักเรียนอนุบาลและคนอื่นๆ ชิม เพื่อนบ้านและคุณครูโรงเรียนอนุบาลในละแวกใกล้เคียงที่ได้ชิม ต่างติดอกติดใจในรสชาติอาหารของเธอ และถามซื้อกันจำนวนมาก เธอจึงรับรายการสั่งซื้อไว้จำนวนมาก และนำมาส่งในเช้าวันถัดไป
นี่คือก้าวแรกที่ทำให้ฟางซินมีเงินก้อนแรก แม้จะเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่มันก็แทบจะไม่ได้ลงทุนอะไรเพราะวัตถุดิบต่างๆ เธอนำออกมาจากมิติ มีบ้างที่พ่อแม่รวมถึงน้องสาวถามถึงที่มาของวัตถุดิบ เธอก็บอกว่าซื้อมาจากตลาดมืดในราคาถูก
หลี่ฟางซินถือเงินก้อนแรกในมือหลังจากที่ส่งอาหารไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ในสมองมีวิธีคิดที่จะเก็บสะสมเงินทุนให้ได้มากขึ้น เพราะมีการใหญ่อยู่ในหัวรอเอาไว้แล้ว
