บทที่ 8 เริ่มทำการค้าอย่างจริงจังกับเจ้าของตลาดมืด

บทที่ 8 เริ่มทำการค้าอย่างจริงจังกับเจ้าของตลาดมืด

จากเหตุการณ์ที่ถูกป้าสะใภ้แย่งชิงเงินไป ทำให้หลี่ฟางซินระมัดระวังให้มากขึ้น เธอไม่ได้โกรธพ่อเพราะการหยิบยืมเงินกันภายในครอบครัว ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ดูเหมือนพ่อของเธอจะคิดมาก เพราะนี่คือเงินก้อนแรกที่ลูกสาวทำงานหามาได้ นอกจากการไปทำงานในคอมมูน ซึ่งครั้งแรกก็สร้างความประทับใจให้แก่พ่อกับแม่มาก แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะถูกคนใจแคบเอาเปรียบแย่งชิงไปอย่างหน้าไม่อาย

ดังนั้นหลี่ฟางซินจึงเข้าไปในมิติอีกครั้ง อันที่จริงเธอคิดว่าจะใช้แผนนี้เป็นแผนสำรอง หลังจากที่เริ่มลงทุนค้าขายไปได้สักพัก แต่ไม่คิดเลยว่าเป็นเพราะป้าสะใภ้ ทำให้แผนการของเธอต้องเสียหลักเล็กน้อย เมื่อเลือกสินค้าได้ตามที่พอใจแล้ว เธอก็ยิ้มแก้มปริ พร้อมกับนำเอาข้าวของเหล่านั้น เดินทางไปยังตลาดมืด พร้อมกับจ้างวานให้คนที่เป็นนายหน้าคนเดิม นำสินค้าเธอออกไปขาย

แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่ง่าย เพราะในขณะที่กำลังนับเงินแบ่งสัดส่วนผลกำไรกันนั้น เธอก็ถูกเจ้าของตลาดจับได้ และเรียกตัวเข้าไปพบ

จางอินเป็นชายหนุ่มที่กำลังจะเข้าสู่วัยสามสิบต้นๆ เขาเห็นใบหน้าสวยหวานของหญิงสาวครั้งแรกก็ถึงกับใจเต้นแรง แต่ก็ต้องเก็บใบหน้าไว้ด้วยท่าทีเคร่งขรึม

“เธอเป็นแม่ค้าอยู่ในตลาดของฉัน ทำไมถึงไม่รู้กฎระเบียบ ว่าสินค้าพวกนี้ ถ้าจะต้องเอามาวางขายจริง ๆ ก็ควรจะต้องได้รับคำอนุญาตจากฉันก่อน ไม่ใช่แอบขายแบบนี้” จางอินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มงวด

“จริงอยู่ว่าฉันทำผิดกฎระเบียบของคุณ แต่อย่างน้อยที่สุด นี่ก็เป็นการดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการในตลาดของคุณมากขึ้นกว่าเดิมนี่คะ อีกอย่าง ต่อให้ฉันเอาสินค้าที่ไม่เหมือนใครมาขาย แต่สินค้าของฉันก็ไม่ทับเส้นทางสินค้าของคุณ แต่คนหมู่มากก็ยังเลือกที่จะซื้อสินค้าที่คุณเอามาฝากจำหน่ายตามร้านเล็ก ๆ มากกว่าอยู่ดี”

หลี่ฟางซินพูดอย่างรู้เท่าทัน เพราะก่อนที่จะนำเอาสินค้ามาขาย เธอก็เที่ยวสอดส่องและสอบถามรายละเอียดมาไม่น้อยเช่นเดียวกัน

จางอินเพิ่งเคยเจอผู้หญิงที่มีความเฉลียวฉลาด และยังมีคำพูดแบบรู้จักรักษาตัวรอด ทั้งยังไม่ยอมเสียประโยชน์ให้ใคร เขาก็รู้สึกประทับใจมากจนแอบเผลอยกยิ้มมุมปาก แต่ยังไงก็ต้องตำหนิกันไว้บ้าง จะได้ไม่เป็นเยี่ยงอย่างกับคนอื่นๆ

“สินค้าที่อยู่ในตลาด ถ้าฉันไม่อนุญาตก็ไม่สามารถนำมาวางจำหน่ายได้ กฎระเบียบข้อนี้เป็นที่รู้กันดีอยู่ก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นเธอเก็บสินค้าของเธอออกไปเถอะ ฉันไม่ต้องการให้คนอื่น ๆ มองว่าฉันไม่เคร่งครัดในกฎระเบียบ” จางอินยังพูดด้วยสำเสียงเข้มงวดเหมือนเดิม ทั้งที่ในใจนั้นไม่อยากทำเลยแม้แต่น้อย

“ฉันลงทุนไปมาก ทุนยังแทบไม่ได้คืนเลย คุณจะใจร้ายไล่ฉันออกจากตลาดของคุณง่าย ๆ อย่างนี้เชียวหรือ เอาล่ะ ในเมื่อมันเป็นการค้าต้องห้าม ถ้าอย่างนั้นเรามาตกลงกันจะดีกว่า” หลี่ฟางซินพูดขึ้นมาอย่างไม่ยินยอม ก่อนจะเสนอทางออกด้วยการตกลงกัน

คำนี้เป็นคำที่ชายหนุ่มรอฟังมานาน เขาเดินกลับไปนั่งลงยังเก้าอี้โต๊ะทำงาน ทำท่าพยักหน้าให้เธอเสนอมา พร้อมกับตั้งใจฟัง

“ในเมื่อคุณมีกฎระเบียบของคุณ ฉันเองก็มีกฎระเบียบของฉันเหมือนกัน สินค้าที่อยู่ในตลาดของคุณตอนนี้เกินครึ่ง มีลูกค้าที่เป็นของคุณและของฉัน เหลือเพียงแค่ไม่กี่ส่วนที่เป็นของพ่อค้าแม่ค้าคนอื่น แบบนี้ทำไมเราไม่ร่วมมือกัน ขายสินค้าของใครของมัน แล้วนำเอาผลกำไรมาแบ่งกันล่ะ” หลี่ฟางซินบอกข้อเสนอของเธอออกไป

“แบบนั้นฉันก็ขาดทุนน่ะสิ เพราะถึงยังไงเธอก็ได้ชื่อว่ามาอาศัยพื้นที่ของฉันเพื่อนำสินค้ามาวางขาย” จางอินพูดขึ้นมาอย่างไม่ยินยอมรับข้อเสนอ

“ได้ ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้คุณตั้งข้อเสนอขึ้นมา เชิญคุณพูดมาก่อนได้เลย” หลี่ฟางซินพูดขึ้นมาอย่างใจกว้างและผายมือให้เขาพูดเงื่อนไขของเขาออกมา

ชายหนุ่มทำท่าทางครุ่นคิด อันที่จริงเรื่องกฎระเบียบเหล่านั้นมันไม่มีจริง เขาเพียงแค่ต้องการจะล้อมคอกเอาไว้ เพื่อไม่ให้หญิงสาวประพฤติตัวอยู่นอกเหนือการควบคุม สินค้าที่เธอนำมาจำหน่ายตอนนี้ยอดการสั่งซื้อและจำหน่ายมากกว่าสินค้าที่เขาวางขายมาตั้งแต่ก่อนหน้าเสียอีก 

ดังนั้นหากเขาไม่ยินยอมให้เธอขายสินค้าที่นี่ เชื่อว่าสินค้าที่ดูแปลกประหลาดและเป็นที่นิยมของลูกค้าพวกนี้ ก็คงจะต้องถูกนำไปจำหน่ายที่อื่นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้นเขาจะต้องทำทุกหนทาง เพื่อไม่ให้สินค้าเหล่านี้เล็ดลอดออกไปที่อื่น

“ถ้าอย่างนั้นเรามาทำสัญญากัน สินค้าที่วางขายอยู่ตอนนี้จะต้องนำมาจดไว้ในรายการทั้งหมดให้ฉันรับรู้ หลังจากนั้นทำสัญญาขึ้นมา กำหนดว่าให้ขายได้เฉพาะที่นี่ และแบ่งผลกำไรให้ตลาดอย่างตรงไปตรงมา” จางอินพูดขึ้นมาอย่างที่เขาคิดไว้ อย่างนี้หญิงสาวคนนี้ก็จะไม่สามารถนำสินค้าไปขายที่อื่นได้อย่างที่เขาต้องการ

“เข้าท่าดีนี่ แบบนี้คุณก็ได้เปรียบฉันเต็มๆ ไม่เอาน่าคุณจาง คุณเป็นลูกผู้ชายที่จะเอาเปรียบลูกผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างฉันแบบนี้ไม่สนุกเลย ข้อเสนอแบบนี้ ให้ฉันได้เป็นคนร่วมคิดด้วยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นฉันไปขายที่อื่นก็ได้” หลี่หางวินพูดตอบกลับไปอย่างรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของเขา เพราะแบบนี้มันเอาเปรียบเธอชัดๆ

“ตกลง ฉันเองก็ไม่อยากจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชายที่รังแกผู้หญิง เอาแบบนี้ก็แล้วกัน เธอเสนอมาได้เลย ฉันจะรับฟัง” จางอินได้ยินว่าเธอจะไปขายที่อื่นก็รีบพูดออกมาทันที

“สินค้าทุกชิ้นที่ฉันนำมาให้คุณขึ้นทะเบียน คุณห้ามผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว ฉันเองก็สามารถที่จะนำไปขายให้ลูกค้าคนอื่นได้ด้วยเช่นเดียวกัน สัดส่วนการแบ่ง ก็ต้องเป็นไปตามที่ฉันกำหนด เพราะฉันเป็นคนลงทุน แต่คุณเป็นเพียงแค่เจ้าของพื้นที่ สัดส่วนที่จะได้ไปก็ไม่สมควรที่จะได้เท่ากับคนที่ลงทุนถูกต้องหรือเปล่า” หลี่ฟางซินพูดขึ้นมาอย่างเป็นการเป็นงาน พูดจบก็ถามความเห็นของอีกคน

จางอินพยักหน้ารับฟังเพราะชื่นชมที่เธอพูดจากับเขาอย่างตรงไปตรงมา แต่ไม่พูดอะไรออกมา เพราะเขารอฟังว่าเธอจะพูดอะไรต่อ หญิงสาวเมื่อเห็นท่าทางของเขาก็พูดต่อ

“ถ้าในเมื่อคุณไม่มีข้อขัดแย้ง แสดงว่าคุณรับข้อเสนอแล้ว ถ้าอย่างนั้นเชิญเอาสินค้าที่ฉันวางขายมาขึ้นทะเบียนได้เลย”

“ย่อมได้” จางอินพูดออกมาอย่างยินยอมข้อเสนอ

หลังจากนั้นจางอินให้เสมียนที่อยู่ด้านนอกมาทำบัญชีรายชื่อสินค้าที่เธอจะนำมาวางขายทั้งหมดเอาไว้ หญิงสาวอ่านทบทวนรายการสินค้า พร้อมกับยิ้มออกมา

“เพียงเท่านี้นะ ฉันให้คุณจดได้เพียงเท่านี้” หลี่ฟางซินพูดขึ้นมาอย่างพึงพอใจ

ชายหนุ่มทำท่าเลิกคิ้วสูงใส่ เพราะไม่เชื่อว่าเธอยังจะมีสินค้าตัวอื่นอีก เนื่องจากที่อยู่ในใบรายการนี้ มันก็มากเกินกว่าร้านเล็ก ๆ ทั่วไปจะสามารถทำได้ แต่ถึงแม้จะสงสัยเขาก็ไม่ถามอะไร

เมื่อพวกเขาตกลงกันได้ ต่างลงลายมือไว้เป็นหลักฐาน ชายหนุ่มเก็บต้นขั้ว ส่วนเธอเก็บสำเนาเอาไว้ การค้าเริ่มต้นต่อไป โดยที่ไม่มีปัญหา

แต่จางอินกลับไม่รู้ว่าเขากำลังเดินตกหลุมพรางของหลี่ฟางซินเข้าเสียแล้วเพราะในมิติพิเศษมีสินค้ามากมายนับร้อยนับพันรายการ สิ่งที่หญิงสาวเรียกออกมานั้น ยังไม่ได้ถึงหนึ่งในสิบส่วนของสินค้าที่เธอจัดเตรียมเอาไว้ ดังนั้นเมื่อการตกลงเจรจาผ่านพ้นไปแล้ว หญิงสาวก็ได้เวลานำเอาสินค้าส่วนที่เธอเตรียมเอาไว้ในรอบถัดไปออกมาวางจำหน่าย โดยที่เธอคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดสัญญาแต่อย่างใด

เมื่อมีคนเข้าไปรายงานจางอินอีกครั้ง เขาก็ถึงกับส่ายหน้าและหัวเราะออกมา

เขาคิดเอาไว้แล้วว่าหญิงสาวที่ชาญฉลาดอย่างเธอ จะต้องมีวิธีการรับมือเขา แต่ไม่คิดว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ จะเป็นเสือซ่อนเล็บที่น่ากลัว สัญญาที่ได้ทำเอาไว้ หากจะมาเพิ่มรายการสินค้าภายหลังก็คงจะเป็นเรื่องที่น่าเกลียดอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงทำทีส่งคนไปสอดส่อง จึงได้รู้ว่าสินค้าของเธอ เป็นที่ต้องการของลูกค้ามาก

“เธอช่างเป็นผู้หญิงที่ชาญฉลาดอย่างหาตัวจับยาก สินค้าแต่ละชิ้นที่เอาออกมาวางขาย นอกจากจะเป็นสินค้าที่ไม่คุ้นเคยแล้วซ้ำยังมีคุณภาพ และเมื่อเทียบกับราคา ลูกค้าทุกคนก็ถึงกับตกใจตื่นเต้นที่จะได้ซื้อ เพื่อนำไปทดลองใช้” จางอินพูดขึ้นมาหลังจากเขาแอบไปดูเธอขายสินค้ามา

“แล้วแบบนี้ ตลาดของเราจะไม่ขาดทุนหรือครับเจ้านาย” เสมียนของชายหนุ่มถามขึ้น ด้วยความรู้สึกเป็นห่วง

“จะไปขาดทุนได้ยังไง ในเมื่อสินค้าทุกชิ้นของเธอที่ทำมาเพื่อขายในตลาดของเราไม่เคยมีขายในตลาดอื่น กำไรส่วนมากก็จะต้องหมุนเวียนอยู่ในตลาดของเรา แต่ที่น่ากลัวก็คือ เมื่อไหร่ที่มีคนนำออกไปใช้มากขึ้น เขาจะต้องถามหาแหล่งที่มา เพราะฉะนั้นรอให้ถึงตอนนั้นก่อน แล้วค่อยคิดหาวิธีแก้ไขก็แล้วกัน”

จางอินชื่นชมหลี่ฟางซินอย่างสุดหัวใจ เขาแอบมองตามและลุ่มหลงในใบหน้าสวยหวาน มันสมองอันชาญฉลาด และรอยยิ้มสดใสของเธอ เขาทำตลาดมืดมานานหลายปี พบเจอคนมากหน้าหลายตาโดยเฉพาะหญิงสาว แต่ไม่เคยมีใครที่จะทำให้เขามองได้โดยไม่รู้สึกเบื่อแบบเธอมาก่อน จางอินปรารถนาให้เธออยู่ที่นี่ ค้าขายอยู่กับเขาตลอดไป

หลี่ฟางซินกลับบ้านพร้อมกับเงินและคูปองจำนวนหนึ่งที่ใส่ไว้ภายในถุงผ้าขนาดกลาง คราวนี้เธอจะไม่พลาดเหมือนครั้งก่อน เธอนำเงินและข้าวของที่ได้มาจากการขายของในตลาดมืดไปเก็บไว้ในมิติพิเศษ หลังจากนั้นก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วมานั่งทำบัญชีอย่างละเอียด เธอเก็บสมุดเหล่านั้นเอาไว้ เพราะนี่จะนำเอาไว้ใช้เป็นข้อมูลสำคัญ นั่นคือการทำบัญชีตั้งต้นของการทำร้านค้านั่นเอง อีกอย่างเธอต้องทำขึ้นเพื่อให้เป็นหลักฐานว่าเอทำการค้าจริงๆ โดยได้ร่วมทำการค้ากับจางอิน เจ้าของตลาดมืดนั่นเอง

แผนการต่อไปก็คือหาเงินลงทุนก้อนใหญ่ขึ้น!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป