บทที่ 9 ทุนก้อนใหญ่ต้องมาแล้วนะ
บทที่ 9 ทุนก้อนใหญ่ต้องมาแล้วนะ
แผนการต่อไปของหญิงสาวก็คือการหาเงินทุนก้อนใหญ่ เพื่อที่จะใช้ลงทุน เมื่อคิดจะทำเรื่องที่ใหญ่ขึ้น เม็ดเงินที่จะนำมาลงทุนก็ต้องใหญ่ตามขนาดความฝัน
ในช่วงบ่ายของวันที่อากาศสดใสหลี่ฟางซินปั่นจักรยานที่ไปยืมมาจากคอมมูนออกไปเพื่อที่จะดูที่ดินในเขตใกล้เคียง ในยุคนั้นข้าวของที่มีราคาแพงมาก ๆ จะไม่ค่อยได้รับความนิยมจากคนที่เป็นเพียงชนชั้นล่างและชนชั้นกลาง ส่วนที่ดินนั้น จึงเป็นที่หมายตาของเหล่าคนมีเงินเท่านั้น แต่เธอที่มาจากอนาคตรู้ว่าที่ดินเหล่านี้ อีกไม่นานจะราคาแพงยิ่งกว่าทองคำเสียอีก
“ที่ดินแปลงนี้เป็นของใครหรือคะคุณป้า”หลี่ฟางซินหยุดจักรยาน แล้วถามป้าแก่ ๆ ที่กำลังขุดดินอยู่ด้านข้างท้องร่อง หญิงสูงวัยคนนั้นเงยหน้าขึ้น พร้อมกับหัวเราะ ก่อนจะวางจออบในมือแล้วเดินเข้ามาใกล้หญิงสาว
“ที่ดินแปลงนี้เมื่อก่อนเคยเป็นของฉันเอง แต่เพราะสามีล้มป่วยหนักเมื่อหลายปีก่อน ฉันจึงต้องเอาไปจำนองไว้กับบ้านโจว เธอสนใจอย่างนั้นหรือ” ป้าตอบกลับอย่างใจดีและถามกลับไปด้วย
“สนใจค่ะ ที่ดินแปลงนี้ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป พื้นที่ก็ถูกแบ่งสันอย่างเรียบร้อย ไม่ต้องเสียเวลาปรับแต่งที่ดินอีกเลย น่าเสียดายเหลือเกินที่เป็นของคนอื่นไปแล้ว” หญิงสาวมองไปรอบๆ แล้วพูดขึ้นมาอย่างเสียดาย
“แม่หนู เรื่องนี้เธอพูดออกมาแล้วก็อยากจะขำเหลือเกิน แสดงว่าเธอคงจะไม่ใช่คนแถวนี้ใช่หรือเปล่า ถึงไม่รู้อะไรเลย” ป้าคนนั้นพูดขึ้นอีกครั้งแล้วมองหน้าหลี่ฟางซินไปด้วย
หลี่ฟางซินอึ้งไปครู่หนึ่ง เธอลืมตัวไปว่าตอนนี้เธอไม่ใช่ฟางซินคนเดิมที่จะรู้เรื่องที่ป้าคนนี้พูดถึง จึงแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน แล้วพูดต่อไปเหมือนกับคนที่ไม่ได้ยินเรื่องเมื่อสักครู่
“บังเอิญว่าฉันเพิ่งย้ายมาจากต่างเมืองค่ะ บ้านของฉันอยู่ไกลออกไปอีกฟากทางโน้น พอดีฉันปั่นจักรยานมาเที่ยว เลยเห็นว่าที่ดินแปลงนี้สวยมากจึงถามดูเท่านั้น”
“อย่างนั้นหรือ มิน่าล่ะถึงไม่รู้เรื่องนี้ บ้านโจวเป็นตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดในปักกิ่ง นอกจากพวกเขาจะชอบช่วยเหลือคนจนอย่างพวกเราแล้ว ที่ดินที่ใครนำไปจำนองกับเขาเอาไว้ เขาก็จะไม่ทำการเอาออกขาย จนกว่าเราจะเป็นคนไปบอกขายด้วยตัวเอง แถมยังให้เราทำมาหากินในที่ดินต่อไปได้โดยเก็บค่าเช่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และอีกเรื่องที่น่าชื่นชมก็คือ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หรือแม้แต่สามีภรรยาที่อยู่กินด้วยกัน หากไม่ใช่คนที่เอาที่ดินไปจำนองแล้ว เขาจะไม่ยอมให้ไถ่ถอนเด็ดขาด เอาเป็นว่าจำนองไว้กับคนคนนี้ปลอดภัยที่สุด ยิ่งกว่าเอาไปฝากไว้กับที่ธนาคารเสียอีก” ป้าคนนั้นหัวเราะให้หญิงสาวที่ไม่รู้เรื่องบ้านโจว นางจึงเล่าให้ฟังอย่างหมดเปลือก ด้วยน้ำเสียงเทิดทูนคนบ้านโจวอยู่เต็มเปี่ยม
หลี่ฟางซินรู้สึกว่าป้าคนนี้จะชื่นชมคนตระกูลโจวเอามากๆ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะต้องให้ความสนใจ หญิงสาวขอบคุณป้าคนนั้นแล้วปั่นจักรยานกลับมาที่คอมมูนเพื่อคืนจักรยาน ก่อนจะเดินทางกลับบ้านพร้อมกับเริ่มต้นคิดค้นเมนูใหม่ ๆ คราวนี้เธอจะต้องทำแผนการอุตสาหกรรมอาหารขนาดย่อมขึ้นมาให้ได้ เนื่องจากในยุคนี้อาหารเป็นสิ่งที่มีค่ามาก และการถนอมอาหารก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุด
ดังนั้นเมื่อกลับมาถึงที่บ้าน เธอจึงเข้าไปในมิติพิเศษอีกครั้ง เพื่อค้นหาข้อมูลในการทำอาหารและวิธีการถนอมอาหารแบบพื้นบ้านของคนสมัยก่อน เนื่องจากต้องศึกษาวิธีและรูปแบบความคิดของคนในยุคนี้ให้อย่างถ่องแท้
เนื่องจากหลายต่อหลายครั้ง มีธุรกิจบางตัวที่ไปไม่รอดเพราะขัดต่อวิถีการใช้ชีวิตของลูกค้า ดังนั้นในสมัยก่อนที่เธอทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ จึงมักจะส่งลูกน้องออกไปทำการสำรวจตลาดอยู่บ่อย ๆ และแผนนี้เธอยังจะคิดนำไปใช้เกี่ยวกับการเขียนแผนงานเพื่อทำการกู้ยืมธนาคารต่อไปในวันข้างหน้า ตกถึงช่วงบ่าย เธอจำได้ว่าต้องไปส่งสินค้าให้ลูกค้าในตลาดมืด จึงเก็บข้าวของแล้ว รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าออกจากบ้านไป
แต่เมื่อมาถึงตลาดมืด กลับพบกับลูกน้องของจางอินซึ่งมายืนรอเธออยู่ก่อนแล้ว
“เจ้านายสั่งให้เรามาเชิญคุณไปที่ห้องทำงานครับ” คนสนิทของจางอินเอ่ยขึ้น
“เจ้านายของพวกคุณนี่เรื่องมากเหลือเกิน ฉันมาทำการค้าไม่ได้มาเพื่อที่จะรอพบหน้าเขาอย่างเดียว มีอะไรทำไมไม่ให้เขาฝากคำพูดมาเลยล่ะ” หญิงสาวพูดขึ้นมาอย่างหงุดหงิดที่เขาทำให้เธอเสียเวลาขายของ
“ถ้าคุณยังอยากจะขายสินค้าอยู่ที่นี่ ก็ให้ทำตามคำสั่งจะดีกว่า รีบตามมาได้แล้ว” คนสนิทของจางอินพูดขึ้นอย่างไม่พอใจบ้าง เมื่อเห็นท่าทางของหญิงสาว
เธอเดินตามลูกน้องของจางอินเข้าไปถึงห้องทำงานอีกครั้ง ครั้งนี้เขามีสีหน้ายิ้มแย้ม พูดจากับเธอดูอ่อนโยนขึ้นกว่าครั้งก่อน
“มีสินค้าใหม่ ๆ ตั้งหลายรายการทำไมคุณไม่บอกผม รู้บ้างหรือเปล่า ว่าตอนนี้สินค้าของคุณเป็นที่ต้องการของคนในตลาดมากแค่ไหน” จางอินถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงหลายส่วน
“ฉันก็นึกว่าคุณจะหลับหูหลับตาไม่รู้อะไรเอาเสียเลย เรื่องนั้นมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะสินค้าที่ไม่เหมือนใคร ก็มักจะได้รับความสนใจจากลูกค้า แล้วทำไมคุณจะต้องเอาเรื่องนี้มาคุยกับฉันด้วยคะ” หลี่ฟางซินพูดขึ้นมาอย่างโอ้อวด ก่อนจะถามกลับไป
“ผมอยากให้คุณทำการผูกขาดสินค้ากับผมทุกรายการและขายอยู่เพียงแค่ในตลาดของผมเท่านั้น” เขาบอกความต้องการออกไป
“ฉันกะแล้วเชียว ว่าสักวันคุณจะต้องพูดคำนี้ออกมา ถ้าอย่างนั้นก็คงจะต้องบอกว่าไม่สามารถทำให้ได้อย่างที่คุณต้องการ เพราะสินค้าของฉัน ถึงแม้จะไม่จำหน่ายกับคนที่นี่ ฉันก็เริ่มที่จะมีหนทางขายสินค้าให้กับคนอื่น ๆ อีกอย่างตอนนี้ฉันยังมีธุรกิจอื่นที่กำลังจะทำเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นฉันไม่ต้องการทำให้ตัวเองต้องห่วงหน้าพะวงหลัง เพราะฉะนั้นหลังจากที่เราทำสัญญากันครั้งนั้น คุณก็ควรจะพอใจได้แล้วนะคะ” หลี่ฟางซินพูดขึ้นมาอย่างไม่ยินยอมในข้อเสนอของเขา เพราะเธอตั้งใจให้มันเป็นอย่างนี้แต่แรกแล้ว
“พูดจาตรงไปตรงมาแบบนี้ผมชอบ ถ้าอย่างนั้นเอาแบบนี้ก็แล้วกัน ในเมื่อคุณไม่ยอมให้ผมผูกขาดสินค้าที่มีทั้งหมดตอนนี้ แต่ขอให้ผมได้มีส่วนแบ่งในผลกำไรทุกรายการได้หรือเปล่า” จางอินเริ่มต่อรองอีกครั้ง เพราะเขายอมรับว่าไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของเธอจริง ๆ จึงทำให้ตอนนี้เขารู้สึกเสียเปรียบอยู่มาก
“ดูเหมือนว่าถ้าฉันไม่ยอมคุณครั้งนี้ ครั้งต่อไปก็คงจะต้องมีปัญหาอยู่ดี อย่างนั้นก็ได้ แต่ส่วนแบ่งของคุณจะต้องเป็นไปตามที่ฉันกำหนดให้เท่านั้นนะ” หญิงสาวถอนหายใจออกมา ก่อนจะยอมรับในบางส่วน โดยเธอของกำหนดส่วนแบ่งเอง
“ตกลง” จางอินตกลงอย่างง่ายดาย เพราะเขาไม่ได้ต้องการเงินจากเธอเลยแม้แต่นิดเดียว แต่เป็นเพราะเขาต้องการจะหน่วงเหนี่ยวให้เธออยู่กับเขาภายในตลาดมืดแห่งนี้ต่อไป เนื่องจากรู้ดีว่าหญิงสาวเป็นคนฉลาด และคนฉลาดย่อมจะไม่มีทางอยู่กับที่นานๆ ดังนั้นสิ่งเดียวที่จะทำให้คนฉลาดอยู่กับที่ ก็คือการค้าที่ไม่หยุดนิ่ง
“ฉันมีเรื่องจะรบกวนคุณอีกเรื่อง คุณพอจะช่วยแนะนำนายธนาคารที่รู้จักให้หน่อยจะได้ไหม” หลี่ฟางซินยิ้มพอใจที่เขาตกลงง่ายๆ ก่อนจะถามขึ้นถึงเรื่องที่เธอสนใจ และคิดว่าเขาจะต้องช่วยเธอได้แน่นอน
“นายธนาคารเหรอ หมายความว่าคุณจะกู้ยืมเงิน เพื่อที่จะมาใช้ในการทำกิจการอย่างนั้นหรือ แต่เท่าที่ผมเห็น คุณก็สามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำจากการนำสินค้ามาขายในตลาดของผมอยู่แล้วนี่ ทำไมยังต้องกู้ธนาคารล่ะ” จางอินขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย เพราะเขาเห็นในแต่ละวันเธอขายของได้เงินจำนวนมาก ไม่น่าจะต้องไปกู้เงินเลย
หญิงสาวมีท่าทีอึกอัก เธอไม่กล้าพูดแผนความฝันที่ยิ่งใหญ่ให้ใครฟัง เพราะในอีกไม่ช้า การค้าเสรีกำลังจะเปิด และเมื่อถึงตอนนั้น เธอไม่ต้องการให้มีใครเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียในแผนงานที่วางเอาไว้แม้แต่คนเดียว เป้าหมายของเธอก็คือสร้างความมั่งคั่งให้แก่ครอบครัว และนำพาครอบครัวให้ออกมาจากวังวนของบ้านใหญ่ หญิงสาวยังเพียงทำได้แค่ยืนนิ่งไม่ยอมตอบ ดังนั้นจางอินจึง ไม่คิดจะถามต่อ
“เอาเป็นว่าเรื่องนี้มันจะไม่สามารถทำได้ หากคุณไม่มีหน้าร้านหรือมีคนค้ำประกัน คุณคงจะลืมไปแล้ว ว่าในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ คนที่จะได้ทำหน้าที่เป็นหลักประกันให้ใครต่อใครคงมีเพียงแค่เจ้าหน้าที่บ้านเมือง หรือไม่ก็เป็นคนที่มีความร่ำรวยและมีชื่อเสียงมากๆ เท่านั้น” จางอินบอกหญิงสาวออกไปตามสิ่งที่เรารู้มา การกู้ยืมธนาคารไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันยุ่งยากมาก ต้องมีคนค้ำประกันที่น่าเชื่อถือ จึงจะกู้ได้
ซึ่งเขาก็รู้ว่าเธอยังไม่สามารถหาคนประเภทนั้นเจออย่างแน่นอน
“แล้วฉันจะต้องทำยังไงต่อจากนี้ไป”
“ง่ายที่สุดก็คือจะต้องทำฉากบังหน้า ให้ดูมีความน่าเชื่อถือ อีกเรื่องก็คือหลังจากนี้ไป จะต้องพยายามเข้าหาคนที่สามารถให้ความช่วยเหลือเรื่องนี้ได้” จางอินบอกอย่างไม่ปิดบัง
“แล้วคนพวกนั้นคือใครกัน” หญิงสาวเอียงหน้าถามอย่างสงสัย
“ตามที่ผมมอง ในสถานการณ์ตอนนี้ก็คือคนที่อยู่ในกองทัพจะช่วยคุณได้มากที่สุด แต่ถ้าถามความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว ผมคิดว่าถ้าเรามีแหล่งเงินทุนอื่น โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปกู้ยืมธนาคารได้จะดีกว่า อย่างเช่นที่ดิน” ชายหนุ่มพูดขึ้นมาในทางออกอีกอย่าง และรอฟังว่าเธอจะว่าอย่างไร
เมื่อได้ฟังอย่างนั้น หลี่ฟางซินคิดถึงเรื่องบางเรื่องขึ้นมา เรื่องที่เป็นความทรงจำสุดท้ายของหลี่ฟางซินคนเดิม พื้นที่ดินซึ่งเป็นมรดกตกทอด ซึ่งได้รับมาจากคุณปู่ที่เสียชีวิตไปแล้วของเธอ คิดย้อนไปถึงคุณป้าที่ยืนพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการจำนองที่ดิน หรือนั่นจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เธอได้เงินทุนก้อนใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว
“ขอบคุณในคำแนะนำ ฉันจะลองไปคิดดูว่าจะทำยังไงต่อ วันนี้ขอตัวไปขายของก่อนก็แล้วกัน” พูดจบหญิงสาวก็เดินออกไปทันที
