บทที่ 9 สะกิดแผลใจ
ตอนที่ 7. สะกิดแผลใจ
ตึก ตึก ตึก
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเพื่อดึงตัวเองขึ้นมาจากหลุมดำ ริกเตอร์ก็เดินลงมาชั้นล่าง ความเงียบเหงาทำให้เขารู้สึกเหมือนบ้านหลังนี้นั้นช่างว่างเปล่า แม้ปาก จะปฏิเสธความหิว แต่ท้องของเขากลับประท้วงขึ้นมาอย่างหนัก ริกเตอร์จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าครั้งสุดท้ายที่ตัวเองกินอาหารเหมือนคนปกติมันคือวันไหน ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มไม่สนด้วยซ้ำว่าตัวเองจะเจ็บป่วยหรือไม่สบายหรือไม่ จากการตรอมใจ แต่พอได้ยินข่าวว่าตำรวจพบเจอโทรศัพท์ของภรรยา มันคือแรงฮึดอย่างดี ที่ทำให้ริกเตอร์รู้สึกอยากมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อสืบหาความจริงอีกครั้ง
กึก.....
”เอ่อ สวัสดีค่ะ“
ใบหน้าหล่อชะงักไปชั่วขณะ เมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ในห้องห้องครัว แว๊บแรกเค้าแทบหัวใจหล่นไปที่พื้น เมื่อเห็นแผ่นหลังของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนทำอาหารอยู่ในครัว สมองส่วนลึกของเขาดันเผลอไปนึกถึงภรรยา เขาเกือบคิดว่าแอนนาคือเอมมี่ไปเสียแล้ว
”อืม ทำอะไรอยู่“
เมื่อดึงสติกลับมาได้แล้ว ริกเตอร์จึงเอ่ยถาม แต่แอนนากลับทำสีหน้างุนงงออกมา เหตุผลก็เพราะเธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับริกเตอร์กันแน่ ทำไมจู่ๆเขาถึงได้เข้ามาพูดคุยกับเธอด้วยน้ำเสียงปกติ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้แค่เดินผ่านกันเขายังไม่อยากจะคุยกับเธอเลยด้วยซ้ำ
”.....กำลังอบมันฝรั่งค่ะ ลิลลี่บอกว่าอยากทานเป็นมือเย็น“ เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ ก่อนจะยกถาดมันฝรั่งอบชีสที่เสร็จเรียบร้อยออกมาจากเตา
วางมันเอาไว้ตรงหน้าเขาเบาๆ ริกเตอร์ได้ยินแบบนั้นก็ยกมือขึ้นมาเกาหัว เพราะอีกคนพูดถึงลูกสาวของเขา ความรู้สึกผิดก็ทะลายขึ้นมาในหัวใจเล็กๆ นี่ก็ผ่านไปหลายอาทิตย์แล้วที่เขาแทบจะไม่มีเวลาได้ใส่ใจเลยดูแลลิลลี่เลย เขาเอาแต่เสียใจเมามายแล้วก็ดื่มเหล้า จนลืมเด็กน้อยตาดำๆคนที่รอคอยเขาอยู่ทุกวี่ทุกวันได้อย่างไร
“ทำเผื่อผมที่นึงนะ วันนี้ผมจะทานข้าวเย็นด้วย“
คำตอบนั้นทำให้แอนนารู้สึกดีใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะเธอรู้ว่าถ้าลิลลี่รู้เรื่องนี้เข้าเด็กน้อยคงจะดีใจมากแน่ๆ
”ค่ะ ฉันจะทำ“
”ขอบใจ“
พูดจบกายแกร่งก็ไม่รอช้าที่จะไปเปิดตู้เย็น เพื่อหาอะไรง่ายๆมาทานรองท้องก่อน แอนนาเห็นแบบนั้นก็เดาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร เธอจึงเดินไปหยิบแซนด์วิชทูน่าที่เหลือ ที่ลิลลี่ช่วยเธอทำเมื่อเช้านี้มาให้เขา เธอเดาว่าริกเตอร์คงจะหิวหลังจากหลายวันที่ผ่านมาเขาแทบจะไม่แตะอาหารเลย
”แซนด์วิชทูน่าค่ะ ลิลลี่ช่วยฉันทำเมื่อเช้า แต่เผลอทำเยอะไปหน่อย“
ริกเตอร์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยอมรับแซนด์วิชชิ้นนั้นเข้ามาไว้ในมือ ตอนนี้ไม่ว่าอะไรเขาก็กินได้ทั้งนั้น
“ขอบใจอีกครั้งนะ”
พูดจบเค้าก็กัดแซนด์วิชลงไปอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะเดินหายออกไป ปล่อยให้แอนนาส่ายหัวให้กับความซูบผอมของพี่เขยอยู่คนเดียวอย่างนั้น ความจริงแล้วแซนด์วิชชิ้นนั้น เธอไม่ได้ทำเกินแต่อย่างใด แอนนาจะเก็บไว้กินเองแต่เธอมัวแต่ยุ่งกับการอบมันฝรั่ง จึงยังไม่ได้ทานมัน เมื่อเห็นว่าริกเตอร์ที่ตรอมใจมาหลายวัน เกิดอาการหิว ผู้เสียสละอย่างเธอจึงอดไม่ได้ที่จะยกมันให้เขาไปซะ
ตกค่ำ
“แดดดี๊!!”
เด็กสาววัยห้าขวบ โดดเข้ากอดคอของผู้เป็นพ่อด้วยความคิดถึง หลังจากที่น้าแอนนาบอกว่าบิดาจะมาร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วย ลิลลี่ก็รู้สึกดีใจและตั้งตารอเป็นอย่างมาก
“ลูกสาวพ่อ!”
“ไปโรงเรียนมาเหนื่อยมั้ยคะวันนี้” ริกเตอร์ที่วันนี้เพิ่งจะสร่างเมาขึ้นมาเล็กน้อยกอดลูกสาวก่อนจะยกร่างเล็กขึ้น พร้อมกับเดินมาที่โต๊ะอาหารด้วยความคิดถึงคนนึงหาอีกคนเหมือนกัน
“ไม่เหนื่อยเลยค่ะ สนุกมาก!”
“ลิลลี่คิดถึงแดดดี๊ที่สุดเลยคะ” เสียงเล็กออดอ้อนบิดาไม่หยุด ทำเอาแอนนาที่ได้เห็นภาพนั้นเป็นครั้งแรกก็ยิ้มออกกว้างด้วยความดีใจ
“อาหารพร้อมแล้วค่ะ”
ใช้เวลาไม่นานทุกคนก็ประจำที่กันในห้องอาหาร สองพ่อลูกนั่งคุยกันด้วยความสุข จนไม่ทิ้งช่วงให้แอนนาพูดอะไรเลย แต่หญิงสาวก็ไม่คิดขัด เธออยากให้ทั้งสองคนใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากกว่าจะหันมาสนใจเธอ
“แดดดี๊ลองทานอันนี้ดูสิคะ ฝีมือน้าแอนอร่อยมากเลยค่ะ อร่อยเหมือนที่แม่เคยทำเลย”
ลิลลี่เอ่ยเจื้อยแจ้วไปตามประสา โดยที่ไม่รู้เลยว่า ทุกครั้งที่บิดาของตัวเองได้ได้ยินอะไรเกี่ยวกับภรรยานั้น สีหน้าของเค้าจะสลดลงและความเสียใจจะพุ่งขึ้นมาเกาะกินหัวใจอัตโนมัติ โดยที่ริกเตอร์ไม่อาจควบคุมความรู้สึกนี้ได้
แอนนาที่สังเกตเห็นทุกอย่างก็ค่อยๆหุบยิ้มตามลงไป เธอรู้ว่าลิลลี่ไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้บิดาเสียใจและริกเตอร์เองก็ไม่ได้อยากเสียใจในสิ่งที่ลูกสาวพูดออกมาเช่นกัน
“ลิลลี่คะ วันนี้น้ามีของหวานด้วยนะ” เธอจึงทำการเบี่ยงประเด็นความสนใจของลิลลี่มาที่ตัวเอง เพราะไม่อยากให้เด็กน้อยเห็นว่าพ่อของเธอนั้นกำลังเศร้า
“จริงเหรอคะน้าแอน”
“ใช่จ้ะไอศครีม เราไปเอาไอศครีมกันดีไหม”
“ค่ะ ไปค่ะ!”
ริกเตอร์นั่งมองลูกสาวเดินหายไปในห้องครัวกับแอนนาอย่างเงียบๆ ยิ่งเขาอยากจะลืมความเจ็บปวดพวกนี้ไปมากแค่ไหนแต่ทุกสิ่งมันก็ยิ่งติดอยู่ในหัวใจที่บอบบางของเขาเท่านั้น
สองชั่วโมงต่อมา
@ลูน่าคลับ
“ไงมึง กว่าจะโผล่หัวมาได้นะ ให้กูรับหน้าแทนไปตั้งหลายอาทิตย์”
ทันทีที่เดินมาถึงห้องวีไอพี เสียงตอบรับจากไมเคิลเพื่อนของเขาก็ดังขึ้น ริกเตอร์ทิ้งตัวนั่งลงโซฟาฝั่งตรงข้าม ก่อนจะยกบุหรี่ขึ้นมาสูดพ่นควันออกไปเพื่อคลายความเครียด
“แล้วสรุป มึงจะกลับมาที่บริษัทตอนไหน?” ไมเคิลเอ่ยถามตรงๆ เขาพอมีเวลาเหลืออยู่นิดหน่อย ก่อนจะต้องบินกลับไปอยู่ต่างประเทศยาวๆ
“มึงพอจะรู้จักคนที่แกะข้อมูลเก่งๆจากโทรศัพท์ที่พังแล้วบ้างไหม?”
ริกเตอร์ไม่ตอบคำถามนั้นแต่เค้ากลับยิงคำถามอื่นไปแทน เพราะในสมองของเขาตอนนี้กำลังเครียดอย่างหนักเพราะทิมบอกเขาว่า ไม่สามารถหาช่างที่เก่งขนาดนั้นได้ในตอนนี้
ไมเคิลขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ยังไม่เข้าใจว่าหมอนี่ต้องการช่างไปทำไม
“มึงจะอยากได้ไปทำไม?”
“กูอยากรู้สาเหตุการตายที่แท้จริงของเอม วันนั้นเอมไม่ได้ไปหาเพื่อนแบบที่บอกกู“
ไมเคิลชะงักสีหน้าไปเล็กน้อยก่อนจะคิดตาม ซึ่งพอได้ยินเพื่อนพูดแบบนั้นมันก็มีเค้าโครงที่จะทำให้เขาเข้าใจได้ว่าเรื่องนี้มันฟังดูผิดปกติจริงๆ
“จริงๆกูก็พอรู้จักอยู่คนหนึ่งนะ”
“ช่างจากยูเอส”
“เดี๋ยวกูส่งคอนแทคไปให้ก็แล้วกัน”
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังนั่งคุยกันอยู่นั้น ทิมที่เดินตามเข้ามาทีหลังก็ได้ทำการเปิดประตูเข้ามาพอดี
“ขอโทษที่ช้าครับนาย ที่จอดวีไอพีเต็ม” เขาก้มหัวก่อนจะกล่าวรายงาน
“อืม ส่งข้อมูลไปให้ลูกน้องฉันเลยก็แล้วกัน“
”.....“
ทิมทำหน้าไม่เข้าใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะเขาไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เจ้านายกำลังพูดอะไรอยู่กับเพื่อน
”ฉันจะส่งคอนแทคช่างซ่อมโทรศัพท์ไปให้ วันพรุ่งนี้“
ทีมได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าหน้ารับ ก่อนจะเดินไปหยิบแก้วเหล้ามานั่งดื่มกับทั้งสองคน เขามักจะได้อยู่ดื่มเป็นเพื่อนเจ้านายอย่างนี้เป็นประจำทุกครั้งที่มาที่นี่
ตกดึกของวันเดียวกัน
“เจ้านายครับ ขึ้นไปข้างบนดีกว่าครับ” เสียงของ ทิมดังขึ้น หลังจากกลับมาจากผับเค้าก็พยายามจะพาริกเตอร์ขึ้นไปชั้นบน แต่ดูเหมือนอีกคนจะไม่ยอมทำตาม
“ไม่! ฉันจะดื่มต่อ! ไปเอาเหล้ามาเพิ่ม!” เขาสั่งลูกน้องเสียงแข็ง ก่อนจะทิ้งร่างกายที่โอนเอนอยู่แล้ว ลงไปบนโซฟาห้องนั่งเล่น ที่เก่าที่เดิม
บอดี้การ์ด หนุ่มถอนลมหายใจออกมาเล็กน้อย ทุกครั้งริกเตอร์ไม่เคยหยุดดื่มง่ายๆเลย มันทำให้เขากังวล แต่ก็ขัดอะไรมากไม่ได้
“เจ้านายครับ แต่.....”
“ไปเอามา”
“ครับ”
เมื่อได้ยินเสียงลูกน้องกำลังเดินเข้าไปในห้องครัว กายแกร่งที่หน้าแดงเพราะฤทธิ์เมา ก็ได้แต่ทิ้งหัวนั่งพิงไปยังโซฟาด้วยความมึนขั้นสุด สมองของเขาฉายภาพความสุขที่เคยมีกับเอมมี่ซ้ำๆแบบไม่รู้จักหยุดหย่อน มันมักจะผุดขึ้นมาแบบนี้ทุกครั้งที่เขา
