บทที่ 10 อดีตของลัยลาฮ์2
ที่จริงแล้วบ้านสวนริมแม่น้ำเจ้าพระยาขนาดกระทัดรัดบนเนื้อที่เกือบหนึ่งไร่หลังนี้เป็นของคุณตาคุณยายที่เลี้ยงป้าโสภีและแม่โสรยาส่งต่อมายังรุ่นหลานอย่างเธออีก เธอพอจะเข้าใจดีแหละว่าลุงอยากจะเก็บบ้านหลังนี้ไว้ให้ลูกทั้งสองของเค้า
แม่เธอชื่อโสรยา ส่วนพ่อชื่อโชคชัย รายนั้นไม่อยากจะพูดถึงหรอก ขอมองข้ามไปก่อนแล้วกัน เพราะพ่อเขามีครอบครัวใหม่ที่แสนอบอุ่นไปแล้ว
แม่โสรยาหย่ากับพ่อไปมีสามีใหม่ซึ่งเป็นสามีฝรั่ง เธอจำได้พอลางๆเพราะแม่เคยพามาเยี่ยมบ้านหนึ่งครั้ง แต่น่าเสียดายที่แม่ใช้ชีวิตสุขสบายได้เพียงสองปีก็ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตที่โน่น เธอไม่มีโอกาสได้กราบศพท่านเลย แม่กลับมาเพียงโกศกระดูกให้ดูต่างหน้า ตามประสาเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบที่ยังไม่ได้รู้สึกอาลัยในการสูญเสีย แต่พอโตขึ้น เธอยิ่งรู้สึกเศร้าและคิดถึงแม่อย่างจับหัวใจ
ถ้าแม่โสรยายังอยู่ชีวิตเธอคงดีกว่านี้ ไม่ปากกัดตีนถีบไปเป็นแม่ค้าขายผ้าในตลาดนัดตอนเย็นเพื่อส่งตัวเองเรียนระดับมหาวิทยาลัยรัฐฯในจังหวัดปริมนฑล ชีวิตการต่อสู้ไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้นหรอก บททดสอบมันยากเข้าไปอีกขั้นเมื่อการค้าขายไม่สามารถส่งตัวเองไปถึงฝันได้ ก็นะ มันไม่แน่นอนและใช่ว่าจะขายดีไปทุกวันดังใจหมายหรอก บางวันก็ขายได้ บางวันก็ขายไม่ออกเลยสักตัวก็มี แล้วอย่างนี้เธอจะทำอย่างไร?
“หา แกจะไปทำงานในผับเหรอ เห้ย อย่าเลยนะฉันว่า” สายธาร รูมเมทที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง เรียนคณะเดียวกัน เข้าอกเข้าใจกัน แต่ทว่า บุคลิกและนิสัยนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สายธารเธอเป็นคนเรียบร้อยสนใจแต่การเรียนอย่างเดียว เธอยืนยันจะสวมกระโปรงยาวถึงตาตุ่มและแว่นตาหนาเตอะอยู่อย่างนั้นแม้ว่าใครจะล้อว่าเธอนั้นแสนเฉิ่มก็ตาม เธอไม่สน
และตอนนี้สายธารกำลังส่ายหน้าเพราะไม่เห็นด้วยหากเธอคิดจะทำงานกลางคืน
“แกจะตื่นไปเรียนไหวเหรอ?”
“ไม่ไหวก็ต้องไหวสิน่า เพื่อเงิน!”
แต่กับภควรรณวิลาแม่ค้าเสื้อผ้าแฟชั่นราคาหลักร้อยแล้วนั้นจะตรงข้ามกับสายธารโดยสิ้นเชิง เธอสวมกระโปรงนักศึกษาทรงสอบสั้นเลยเข่า มีความมั่นใจในตัวเอง กล้าแสดงออก และเอกลักษณ์ของเธอนั้น คือปากต้องแดงแจ๋และคอยหยิบลิปสติกที่ซื้อราคาส่งจากตลาดใหญ่รับมาหลายโหลเพื่อนำมาขายขึ้นมาเติมทุกครั้ง
“มาจ้าวันนี้หนูขายเท! ชุดเซ็ตถูกๆมือหนึ่งเอาไปเลย! เก้าเก้า! ย้ำ เก้าสิบเก้าบาทฟังไม่ผิดจ้า!!”
เป็นภาพจำของผู้คนในตลาดเย็นยันค่ำที่เห็นเธอแหกปากร้องเรียกลูกค้า
“ชุดเช็ต99มือหนึ่งจริงๆเหรอ?”เสียงทุ้มของหนุ่มนักศึกษาดังมาจากด้านหลัง
“ใช่จ้า ซื้อไปฝากแฟนหรือจ๊ะ”
เธอที่กำลังจะหันไปส่งยิ้มก็ต้องหยุดลงพลันเมื่อดันไปเจอกับหนุ่มหน้าหยกแต่ริมฝีปากแดงกว่าเธออีก
“อืม เอาตัวนี้ ตัวนี้ แล้วก็ตัวนี้จ๊ะ” หล่อนจีบปากจีบนิ้วชี้อย่างมีจริตจก้านแถมยังต่อราคากับเธออีก
“นี่ ลดอีกหน่อยไม่ได้เหรอ นะ สิบบาทก็ยังดีพอให้พี่ได้ซื้อน้ำหวานแก้คอแห้งสักแก้วหน่อย”
“โอ๊ยพี่ แค่นี้ฉันก็ขาดทุนจะแย่แล้ว! พี่รู้ดีน่าว่ามันถูกแค่ไหน นี่ฉันจะเลิกขายและไปทำงานเสิร์ฟหรอกน่าถึงได้รีบปล่อยราคาเท่าทุนขนาดนี้” เธอยกมือเท้าสะเอวพร้อมอธิบายร่ายยาวจนเขาคนนั้นเลิกต่อรอง แต่กลับหันมาจ้องมองหน้าเธอแล้วไล่ลงมาถึงปรายเท้าแล้วก็วกขึ้นมามองหน้าและยิ้มให้เธออย่างมีเลศนัย
“ฉันชื่อดิวนะ เธออยากไปทำงานกับฉันมั้ย?”
“งานอะไร ขายตัวเหรอ ยี้ไม่เอาหรอก” เธอทำหน้าเหยเกพร้อมย่นจมูกขึ้นขณะงมหาเศษเหรียญในกระเป๋าคาดเอวมาทอนให้ลูกค้าที่เอาแต่มองรูปร่างหน้าตาเธออยู่นั่น
“นี่ หาว่าฉันเป็นแม่เล้าเหรอยะ แต่ อืม ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงอ่ะนะ แต่ฉันจะบอกหล่อนไว้เลยว่าถ้าหล่อนทำแล้วจะติดใจเพราะคนที่ฉันแนะนำงานนี้ให้ได้ดีกันทุกคนนะยะ มีเงินเก็บเป็นแสนเป็นล้านเชียว” เมื่อคนฟังเงยหน้าชะงักอ้าปากค้างดวงตาเป็นประกายเขาจึงเริ่มขยับเข้าใกล้เพื่อรุกแม่ค้าปากมอมแต่หน้าสวยคนนี้ต่อ
“ไง สนใจล่ะสิ”
“ใช่ สนใจ สนใจมาก” วิลายัดเงินเป็นแบงก์ยี่สิบแทนเหรียญ “ฉันลดให้ แต่ต้องแลกกับอะไรอย่างนึงนะ เพราะเกิดมาฉันไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนที่ทำให้ฉันตาค้างได้ขนาดนี้เลย”
“หืม อะไรนะชะนี สรุปคือหล่อนไม่ได้ฟังที่ฉันเล่า?”
“เถอะน่า เร็วๆช่วยหน่อยฉันแถมเสื้อกล้ามให้ตัวนึงเลยเอาถ้าเธอขอเบอร์หรือไลน์คนนั้นได้”
“แหม ชะนีปากตลาดแต่มาตายน้ำตื้นเพราะผู้หล่อ” เธอยืนเท้าสะเอวพลางบ่นแต่ในใจรู้สึกอยากได้เสื้อกล้ามตัวนั้น “ไหนคนไหน?”
“นั่นไง เสื้อขาวผมสกินเฮดเร็วเข้า!”
พอเดินไปได้สองก้าวจึงหยุดถาม “เดี๋ยวนะ เราสนิทกันตอนไหน?”
