บทที่ 14 งานวีฯ สนไหม?
หญิงสาวในชุดเดรสตัวเดิมของเมื่อคืนผุดลุกขึ้นนั่งในตอนตะวันโด่งเมื่อของเหลวที่เธอกรอกมันลงคอตั้งแต่เมื่อคืนกำลังดันขึ้นมาเตรียมปะทุออกมาจากปากในชั่วพริบตานี้ เธอรีบวิ่งลงจากเตียงทั้งที่ไม่ได้ลืมตามองทางจนเท้าเตะโต๊ะและเก้าอี้วุ่นวายไปหมด
“เห้อ ..อ้วกก..”
ปลดปล่อยอาเจียนออกมาเสียงดังก้องทั่วห้องน้ำที่เธอไม่ได้ปิดประตู
“เห้อ ทรมานชิบ!” ร่างเพรียวผอมเดินโงนเงนหัวฟูฟ่องสภาพราวกับศพเดินได้พร้อมพ่นสบถหยาบตามปรกติ
แต่ทว่าตอนนี้ ในห้องไม่ได้มีเพียงแค่เธอและสายธารสองคนด้วยสิ!
หญิงสาวขยี้เปลือกตาเพื่อเพ่งมองภาพตรงหน้า
“เอ่อ มาทานข้าวด้วยกันมั้ยลูก” คุณแม่ของสายธารเอ่ยเรียกเธอด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ส่วนพ่อผู้หน้าดุของเพื่อนนั้นเงียบขรึมขมวดคิ้วขึ้นสูงมองสภาพเธออย่างตำหนิในใจ
“...!”
น่าอายจริงๆที่เธอดันลืมไปว่าวันนี้พ่อแม่สายธารจะมาเยี่ยมลูกสาว และครอบครัวสุขสันต์พ่อแม่ลูกนั้นกำลังนั่งพื้นปูเสื่อทานมื้อเที่ยงกันที่กลางห้อง แต่เธอดันทำให้บรรยากาศเปลี่ยน
“เอ่อ สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่” เธอย่อตัวเล็กน้อยพนมมือแนบอก มือรีบดึงชายกระโปรงทรงสอบที่สั้นจนแทบจะโชว์ขอบกางเกงชั้นในอยู่แล้ว
“แกไปนอนต่อเหอะ” สายธารรีบเอ่ยเพื่อไม่ให้เพื่อนสาวเคอะเขินไปมากกว่านี้
และทุกคนก็รีบสลัดศีรษะลืมๆเหตุการณ์เมื่อครู่แล้วพูดคุยถามไถ่กันปรกติ แต่ตัวขายขี้หน้าอย่างเธอนั้นกลับมาทิ้งตัวลงนอนต่อ แค่จะนั่งยังทำไม่ได้เลยเพราะเมื่อคืนเล่นดื่มกับลูกค้าหนักเพื่อเงินตัวเดียวเลยจริงๆ
แต่ไม่ว่าเธอจะเจอกับลูกค้าในรูปแบบไหน คนอย่างภควรรณวิลาไม่เคยเสียท่าให้ผู้ชายเลยแม้สักครั้งเดียว
แต่จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นแหละที่เธอยอมมากมายเสียเหลือเกิน จะเป็นใครเสียที่ไหนล่ะ ถ้าไม่ใช่พ่อโอฬารเด็กหนุ่มหน้าหวานของเธอ
หลังจากที่ให้ยืมสมาร์ทโฟนราคาแพงพ่อตัวดีก็ไม่ยอมโผล่หัวมาเลยด้วยสิ ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วที่เธอต้องใช้มือถือหลักพันของเขาด้วยท่าทีหลบๆซ่อนๆเพราะอายเพื่อนฝูง
ครืดดดด
นั่นไงเล่า มันดันมีคนโทรมาตอนนี้แล้วไง!
“เสียงมือถือใครเหรอ?”
เธอนั่งยิ้มแห้งอยู่อย่างนั้น เมื่อมีสายเข้ามาแต่ไม่กล้าหยิบมันออกมาจากกระเป๋าก๊อปแบรนด์เกรดพรีเมี่ยม ก็ตอนนี้เธอกำลังอยู่กับกลุ่มเพื่อนสาวไฮโซที่เลี้ยงมื้อค่ำในภัตตาคารหรูและบทสนทนานั้นก็มีแต่เรื่องกระเป๋าใบใหม่ที่วางอวดกันบนโต๊ะ เธออ้าปากมองตาแทบหลุดจากเบ้าแต่ในใจกำลังบ่นอย่างหนัก
‘นี่ก็ขยันซื้อคอลเลคชันใหม่มาอวดกันจัง กูเหนื่อยดิ้นรนตามโว้ย!’
แล้วดูเหมือนว่ากลุ่มโต๊ะพวกเธอนั้นเป็นจุดสนใจให้แก่สายตาผู้คนมากมายทั้งชายหญิงที่มองมาอ้าปากค้างตะลึงกับความสวยและชุดอวดเนื้อหนังสะดุดสายตาพาลเอาน้ำลายหยด ส่วนผู้หญิงด้วยกันก็มองมาอย่างอิจฉา เธอไม่ได้คิดไปเองหรอกนะ ว่ากลุ่มผู้หญิงโต๊ะข้างๆนั้นมองมาที่เธอเหมือนกับหมั่นใส้ในความสวยเปล่งปลั่ง และไม่อยากจะคุยหรอก ว่ารสนิยมสาวๆกลุ่มนั้นน่ะเดินตามหลังเธออยู่หนึ่งสเต็ป ก็ชุดที่พวกหล่อนสวมอยู่เธอเองก็เคยใส่ก่อนตั้งเกือบเดือนแน่ะ เมื่อรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าจึงนั่งเชิดหน้าสะบัดผมใส่ตั้งหลายระรอก
‘แต่จะมาขายหน้าเพราะมือถือง่อยๆนี้ไม่ได้นะนังลา!’
“เอ๊า รับสิอีนี่!”
นังดิวเพื่อนตัวดีดันเขย่าแขนเธอให้รีบรับสาย ชิ หูดีจริงๆเลย!
“เออๆ”
แล้วเหมือนทุกคนที่ห้องล้อมรอบกายดูจะสนใจและคาดหวังว่าเธอจะใช้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวานสินะ
‘แหม จับจ้องกูจังอิเวร!’ เธอก่นด่าทุกคนในใจเมื่อบรรยากาศดูเหมือนว่าร้อนอบอ้าวขึ้นทันควัน เหงื่อแตกตามไรผม ค่อยๆหยิบมือถือขึ้นมารับสาย เป็นเบอร์สายธารที่ดันโทรมาได้ถูกเวลา
“อืม ว่าไง”
‘แก เรื่องรายงานที่แกยืมฉันไปลอกตอนนี้แกเอาไปไว้ไหน?’
“เออยุ่งอยู่เดี๋ยวโทรกลับนะ” เธอรีบตัดสายสนทนาและยืดหลังตรงเชิดคอขึ้นด้วยสีหน้าลอกแลก
“ว้ายชะนีลา มือถืออะไรของแกเนี่ย กูนึกว่าเศษเหล็ก”
นั่นไง นังดิวลดาตัวดีร้องทักเธอเสียงดังให้อับอายจนได้ นอกจากอีพวกกลุ่มข้างๆที่ซุบซิบและป้องปากขำกันเบาๆแล้วนั้นเพื่อนในกลุ่มเองก็ยังทำหน้าเหม็นบูดใส่เธออีก
“อีนี่อย่าเสียงได้มั้ยวะกูอุตส่าห์นั่งเก๊กเป็นไฮโซตั้งนาน” เธอกัดฟันเอ่ยกับดิวลดา
“กูเดาเลยว่าต้องเป็นไอ้เด็กนั่นแน่ๆที่เอาของมึงไปใช้แล้วทิ้งเศษเหล็กโง่ๆนี่ให้มึงดูต่างหน้า”
“เออ” เธอตอบเสียงสะบัดอยากให้มันเปลี่ยนเรื่องคุยสักทีเหอะ
“ชะนีโง่ สมชื่อลาจริงๆมึงนี่” ดิวลดาจิ้มนิ้วชี้ลงกลางหน้าผากพลางผลักเบาๆ
“เลิกเซ้าซี้กูเหอะน่า ว่าแต่เอกสารบนตักที่มึงจัดเรียงอยู่คืออะไร?” เธอถามพลางเหล่ตามองเห็นใบตารางงานวีไอพี
“จะทำไมล่ะ” เธอหรี่ตามองคนที่ตอบปัดๆ “มึงล่ะสนมั้ย?” ดิวลดากระซิบกระซาบใส่หู
