บทที่ 15 ความหวังสุดท้าย คือพ่อ

“ไม่เอาหรอก” เธอย่นจมูก

“งั้นก็เชิญทำงานของหล่อนต่อ แล้วหาทางคิดด้วยนะว่าจะเอาไงกับค่าเทอมหล่อนน่ะ ไหนจะมือถือที่ดูท่าว่าจะโดนยึดถาวรแล้วแน่ๆ แกเตรียมหาเงินซื้อใหม่เถอะย่ะนังชะนีสมองน้อยรู้ไม่เท่าทันเด็กมัธยม”

“เออน่า เดี๋ยวอาทิตย์หน้ากูรับล้างรถในงานมอเตอร์โชว์แป๊บเดียวก็ได้เครื่องใหม่แล้ว”

“แหม ทำเป็นสายเปย์ สภาพ” ดิวลดามองเธอแล้วกลั้นขำ “แล้วมึงดูนี่พวกนี้ค่าเทอมเป็นแสนๆย่ะ ไม่เดือดไม่ร้อน มีเงินใช้ไม่ขาดมือ แล้วทีนี้มึงก็คิดเอานะว่าจะทนคบเด็กต่อมั้ย?”

“เอ้า วิลาหาเงินค่าเทอมเหรอ?”

“ยืมพวกเราก่อนมั้ยเพื่อน”

..แหม ทำเป็นเอ่ยเสียงดัง เป็นความหวังดีที่แอบเกทับผสมถ่มถุยอยากให้ผู้คนได้รู้ว่าตนเองทั้งรวยและใจดีสินะ ฮึ่ม อย่าให้นังวิลามันมีบ้างก็แล้วกัน!

“ออ ไม่เอาจ๊ะ เราไม่ชอบยืมตังค์ใคร” เธอรีบปฏิเสธเสียงดังอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน

หลังจากมื้อค่ำที่แสนหรูหรา การถ่ายรูปของกินอวดโซเชียลและตบท้ายด้วยการถ่ายภาพกลุ่มแก๊งค์สาวสวยนั่งหลังตรงแอ่นอกอวดความสวยตนเองเป็นอันเสร็จสิ้น ดิวลดาจึงอาสาขับรถมาส่งเธอและระหว่างที่นั่งในรถเก๋งสัญชาติญี่ปุ่นด้วยอาการกรึ่มเมาเล็กๆนั้นเธอยังโดนดิวบ่นว่าโง่ตลอดทาง

“อีโง่ แล้วทำไมมึงไม่ประจบพวกนั้นวะ มันยิ่งบ้ายอนะถ้ามึงหวานใส่ เผลอๆพวกนั้นยื่นเงินให้มึงยืมคนละหมื่นละแสนเชียวมึง เป็นกูหน่อยละไม่ได้กูจะเลียประจบประแจงจนมันทนไม่ไหวควักตังค์มายัดใส่มือกูเชียว”

“ก็กูอายคน อีพวกนั้นเล่นพูดซะเสียงดังขนาดนั้นถ้ามันเจตนาดีมันก็ต้องถามกูเบาๆไม่ก็แชทถามกูดิ ไม่ใช่ตั้งใจหักหน้ากูอย่างนี้”

“เห้อ มึงนี่สวยที่สุดในกลุ่มเลยนะมึงรู้ไหม ภาษาก็เก่งแต่น่าเสียดายที่มึงใจไม่กล้าพอ ไม่งั้นมึงมีเงินใช้แถมได้เรียนมหาลัยเอกชนค่าเทอมแพงๆแบบไม่น้อยหน้าพวกนั้นเชียว”

“นั่นไง มึงพยายามกล่อมกูเข้าเรื่องนี้จนได้ แต่ขอบอกเลยนะถ้าตราบใดที่ลูกค้าไม่หล่อเหมือนโอห์มกูไม่มีทางขายตัวให้หรอก”

“แหมอีนี้พูดโง่ๆเนาะ ผู้ชายหล่อๆที่ไหนเค้าจะมาหาซื้อกินล่ะ แค่หล่อผู้หญิงก็วิ่งตบเท้าเข้ามาอ้าขาให้ฟรีแล้วป่ะ?  ออ แต่จะว่าไม่มีเลยก็ไม่เชิงนะมึง นานน้านทีมันจะมีมา แบบสายฝอหล่อๆที่อยากลองคนเอเชียน่ะ”

“เหอะ ไม่เอาหรอกใหญ่ไปเดี๋ยวกีกูฉีก” เธอพูดติดตลกราวกับตัวเองเป็นสาวกร้านโลกีย์

“ชะนีลาทำเป็นพูดดีเข้า มึงกล้าเอากับแฟนเด็กให้ได้ก่อนเหอะ”

“นั่นไงตายยากจริง” เธอชูมือถือที่กำลังมีสายเข้า “มึง ไปส่งกูที่หอไอ้โอห์มที กูจะเปิดซิงคืนนี้แหละ”

เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนรับสาย

“ว่าไงโอห์ม พี่ว่าจะไปหา..”  

‘ฮึก..ฮือ’

“ตัวเองร้องไห้ทำไม? ..หา อะไรนะ!?”

ดิวลดาชะงักหน้า หันมองเพื่อนสาว เขาคาดเดาในใจว่าไอ้หมอนี่ต้องคุยเรื่องเงินแน่ๆ

“มึง กูเปลี่ยนใจกลับหอดีกว่า หมดอารมณ์ละ”

ดิวลดายกมือซ้ายขึ้นชี้หน้าหล่อน “มันโทรมาขอเงินมึงใช่มั้ย?”

“เออสิ รอบนี้ขอหนักด้วยมันสารภาพว่ามันหายไปเล่นเกมส์จนเพลินเงินที่แม่ให้ไปจ่ายค่าเทอมหมดเกลี้ยง”

“ช่วยพัก” ดิวลดายกมือปราม “มึงเอาตัวเองให้รอดก่อน”

“ก็กูรักไปแล้วนี่จะทำไง จะปล่อยให้มันเผชิญปัญหาคนเดียวก็ดูใจร้ายเกินไปมั้ยวะ”

“เห้อ มึงนี่น้า ..แล้วมึงจะหาเงินที่ไหนได้ไวขนาดนั้น”

“กูมีทางของกูก็แล้วกัน”

เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจแต่นัยน์ตากลมโตคู่สวยนั้นเปี่ยมไว้ด้วยความหวัง

พ่อ คือความหวังเดียวและหวังสุดท้ายของเธอ

แดดเปรี้ยงในตอนบ่ายกระทบผิวขาวผ่องและผมยาวสีบลอนด์ของหญิงสาวหุ่นเพรียวที่กำลังยืนเงอะงะอยู่หน้าร้านค้าปลีก-ส่งตึกใหญ่สองชั้นจำนวนหกคูหาที่ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักมีเสียงรถสวนกันไม่ขาดสาย เธอแหงนหน้าขึ้นอ่านป้ายหน้าร้านขนาดใหญ่

“โชติช่วงแพรวพรรณราย”

คิ้วสีน้ำตาลอ่อนขมวดขึ้นอย่างสงสัย เพราะแต่ก่อนชื่อร้านว่า โชคชัยการค้า ซึ่งเป็นชื่อพ่อเธอ หรือว่ามาผิดที่ แต่สามล้อที่มาส่งก็ดูจะมั่นใจดิบดีนี่นาว่านี่คือร้านของเฮียโชคชัย สุวรรณมายา

“เอ้า ไปไงมาไงล่ะลูกทำไมมาถึงไม่บอกกันก่อน”

เธอรีบหันไปไหว้พ่อที่กำลังถือลังขนาดใหญ่ออกมานอกร้านพอดี

“นี่ร้านพ่อ?”

“ใช่ เปลี่ยนชื่อใหม่น่ะ มาเข้ามาข้างในก่อนสิเดี๋ยวพ่อขนของขึ้นรถลูกค้าก่อนนะ” เธอมองดูพ่อที่แต่งตัวมอซอเสื้อยืดของแถมจากสินค้าราศีความเป็นเถ้าแก่แทบจะไม่มี ส่วนเธอนั้นสวมชุดเซ็ตกางเกงกับเสื้อครอปตัวสั้นสีส้มสดใสบวกกับสีผมสว่างจ้าแต่สถานภาพการเงินกลับแตกต่างจากผู้พ่ออย่างสิ้นเชิง

เมื่อลองทบทวนอ่านชื่อป้ายนี้แล้วจึงนึกออกได้ว่าเป็นการรวมกันของชื่อภรรยาใหม่ พรรณราย ผสมกับชื่อลูกแฝดคู่ชายหญิงของพ่อที่ชื่อว่า โชติช่วง และ แพรวพรรณ

แล้วเธอล่ะ?

บทก่อนหน้า
บทถัดไป