บทที่ 16 ขายตัวไหม?
หญิงสาวกัดริมฝีปากล่างพลางยกสองมือขึ้นกอดอกอ ครอบครัวใหม่ช่างสมบูรณ์แบบจนน่าอิจฉาจริงๆ ดูเธอสิโดดเดี่ยวและเป็นส่วนเกิน รู้สึกอายปนความน้อยเนื้อต่ำใจจนไม่กล้าเข้าไป
“เอ้า เข้าไปสิวันนี้วันอาทิตย์คุณน้าและน้องๆเราอยู่ร้านพอดี”
ผู้พ่อพยายามสะกิดแขนซึ่งทำเอาเธอสะดุ้งเพราะไม่คุ้นเคย
“เอ่อ แป๊บนะคะ” เธอรีบย่อตัวลงหยิบยางรัดสีแดงบนพื้นขึ้นมารวบผมให้เรียบร้อยก่อนเดินเข้าไป
“วิลาไหว้คุณน้าเค้าสิ”
“สวัสดีค่ะ” เธอเหลือบมองเจ๊พรรณรายผู้อวบอิ่มแต่ใบหน้านั้นสวยงามเปล่งปลั่งกว่าแต่ก่อนด้วยฝีมือหมอศัลยกรรม และใบหน้านั้นบึ้งตึงหลือเกินคาดว่าคงอัดโบท็อกซ์มาเต็มหน้าสินะ
“แม่ นี่วิลา”
“ออ ก็นึกว่าใครไม่เจอกันนานสบายดีมั้ยล่ะฮื้ม?”
“สบายดีค่ะ”
“โชติช่วงแพรวพรรณลูก ไหว้พี่เค้าสิ”
“หวัดดีฮะ/ดีค่ะ” ลูกแฝดชายหญิงอายุราวๆ15ปี วางแท็ปเล็ตราคาแพงเงยหน้าขึ้นพร้อมยกมือไหว้เธอแทบไม่ถึงสองวินาทีด้วยซ้ำ เธอยิ้มค้างและอึ้งเล็กน้อย แต่ช่างเถอะ เธอไม่สนสายใยเลือดเนื้อห่าเหวอะไรแล้ว สาระสำคัญที่เธอมาในวันนี้คือต้องการเงิน เธอเดือดร้อนจริงๆ และคิดว่าเงินแค่ไม่กี่หมื่นขนหน้าแข้งพ่อคงไม่ร่วงกระมัง แต่ดูท่าเจ๊หน้าบึ้งคงจะเขี้ยวลากดินเธอจึงสะกิดพ่อเพื่อขอคุยกันเพียงลำพัง
โชคชัยพาลูกสาวไปยังห้องครัวด้านหลังร้าน เขาเหลือบมองทางแว้บหนึ่งก่อนเริ่มถามลูกสาว
“ว่าแต่มีเรื่องอะไรจะคุยกับพ่อหรือเปล่าถึงได้ดูร้อนใจมาหาถึงที่ขนาดนี้”
“เรื่องเงินค่ะพ่อ หนูร้อนเงินจริงๆ ต้องจ่ายค่าเทอมค่าห้องพัก ค่ากินค่าอยู่ จิปาถะ หนูไม่เคยเอ่ยปากขอพ่อมาก่อนที่มาวันนี้เพราะเดือดร้อนจริง ๆค่ะพ่อ...”
“เดี๋ยวๆ นั่งรอพ่อก่อนนะ เดี๋ยวพ่อเช็คของให้ลูกค้าก่อนแล้วจะมา รอที่นี่นะ”
เธอนั่งจับเจ่าอยู่ในห้องครัวนานครู่ใหญ่ เริ่มไม่มีอะไรทำแล้วจึงเดินเล่นบริเวณห้องครัวและออกมายังโซนดูทีวี เป็นห้องขนาดโอ่อ่าสวยงามเกินจะบรรยายเหลือเกิน อดคิดไม่ได้เลยจริงๆว่าหากแม่เธอยังอยู่สภาพบ้านเรือนก็คงหรูหราไม่แพ้กัน
“อะไรกัน โผล่มาทีก็มาขอเงินเลยเหรอ!”
แล้วเธอก็ได้ยินเสียงเอะอะของเจ๊พรรณราย ส่วนเสียงอธิบายของพ่อช่างเบาเหลือเกิน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพ่อเกรงกลัวภรรยาแค่ไหน
“อ่ะนี่ เอาให้ลูกสาวพี่”
ริมฝีปากสีพีชเม้มเข้าหากันขณะแอบดูพ่อกำลังแบมือของเงินจากภรรยามาให้เธอ สภาพเหมือนเถ้าแก่กำลังดุด่าลูกน้องไม่มีผิด
..ถึงจะหมั่นใส้ในความร่ำรวย แต่ก็แอบเห็นใจพ่ออยู่เหมือนกัน
รอยยิ้มบนใบหน้าเหี่ยวย่นของผู้พ่อส่งมาให้แต่ไกล พ่อที่ท่าทางเงอะงะรนรานราวกับคนงานในร้านกำลังยื่นแบงค์สีเทาจำนวนหนึ่งใบให้เธอ
“กลับไปก่อนนะ เดี๋ยวอีกสองวันพ่อจะไปหา”
เธอขยำเงินในมือเป็นก้อน โกรธจนมือสั่นปากสั่นเทา ไม่คิดว่าพ่อจะแคร์ครอบครัวใหม่จนเธอรู้สึกว่าเป็นส่วนเกินและกำลังยืนอยู่ผิดที่ รู้ดีว่าอีกสองวันข้างหน้าพ่อคงจะมาหาและแอบเอาเงินที่มากกว่านี้ให้อีก แต่โทษที เธอไม่อยากได้แล้ว
ฟึ่บ
“เอาเงินมันคืนไป ฉันไม่เอา”
“อย่ามาทำนิสัยเสียที่นี่นะ นี่ไม่ใช่บ้านเธอ” เจ๊พรรณรายแหวขึ้นพลางเดินเข้ามาต่อว่าเธอเสียงดัง มืออวบอ้วนที่เต็มไปด้วยแหวนเพชรแหวนทองเอื้อมหยิบธนบัตรก้อนกลมนั้นขึ้นมาคลี่ออก
“มีปัญญาหาเงินได้พันนึงหรือเปล่าล่ะ ถึงได้กล้าขยำเงินเล่นแบบนี้ สันดานเสียเหมือนคนไม่เคยได้รับการอบรม ขอบอกเลยนะว่าบ้านนี้เค้าขยันถึงได้มีกิน พวกรักสบายงอมืองอเท้าก็อย่ามาดูถูกเงินของฉัน ถ้าไม่เอาก็บอกดีๆ”
“เออ ไม่เอาโว้ย”
เธอตะคอกกลับทำเอาพ่อและเจ๊พรรณรายยืนอึ้งอ้าปากค้างไม่คิดว่าเธอจะกล้าต่อปากต่อคำได้ถึงเพียงนี้
"อีลูกไม่มีแม่สั่งสอน"
"อย่าพูดแบบนั้นสิ ฉันก็พ่อมันนะ"
"ช่างสิ ทำไมจะไม่ได้ เห็นมั้ยนิสัยมันเหมือนคนไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน สันดานเสีย"
"นั่นลูกผมนะ"
"ช่างสิ ไม่ใช่ลูกฉัน"
ในขณะที่เดินออกมาเธอได้ยินเสียงพ่อและภรรยาใหม่เถียงกันเรื่องเธอ พร้อมดึงยางรัดผมทิ้งไว้ที่เดิม ตรงหน้าร้าน ไม่คิดจะหยิบเอาสิ่งใดออกไปแม้เพียงเส้นยางหนึ่งเส้นก็ไม่อยากได้
แล้วต่อจากนี้เธอจะเอายังไงกับชีวิตดีล่ะนังลา?
หรือว่า ทางเลือกสุดท้าย
..ขายตัวดีไหมนะ?
“ฮึก..”
เสียงสะอื้นบริเวณด้านขวามือของเขาส่งผลให้ใบหน้าหล่อเหลาชะงักงันก่อนหันไปทางต้นเสียงนั้น
“หืม?”
คิ้วเข้มเหนือดวงตาคมขมวดขึ้นเมื่อพบหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งร้องห่มร้องไห้ที่บริเวณด้านหลังผับ ชารีฟ บินซุฬรฺ อัลฟาริซีย์ ก้าวเท้าตรงไปหาร่างเล็กที่นั่งกอดเข่าในความมืดนั้นก่อนเอื้อมมือไปแตะ
“นี่ เธอโอเคมั้ย?”
ภควรรณวิลารีบปาดน้ำตาลวกๆก่อนเงยหน้าขึ้นมอง
