บทที่ 8 (หยุมหัว )
จากที่เคยอยู่บ้านราคาหกหลักพื้นที่กว้างขวางรองรับเพื่อนเธอกลุ่มใหญ่ที่เขาซื้อไว้ให้ ตอนนี้มันถูกเปลี่ยนมือเป็นเจ้าของคนใหม่แล้ว เธอจะไม่มีทางให้เขาหัวเราะเยาะชีวิตที่อับจนของเธออย่างเด็ดขาด
“ทำไม ถ้าฉันไปส่งกลัวผัวที่บ้านเห็นเหรอ”
“ใช่ จะทำไม”
“เธอนี่มันเลวสุดๆไปเลย”
“ก็แล้วไง” เธอทุบตีอกแกร่งหนุบหนับเพื่ออยากหลุดพันธการจากวงแขน
ทั้งสองยื้อยุดกันได้ไม่นานก็มีฮัสมินเข้ามาไกล่เกลี่ยให้ชนิดที่ทั้งสองไม่เต็มใจหรือต้องการเลยสักนิด
“เฮ้ๆใจเย็นนะ มีอะไรหรือเปล่า เอาล่ะ ถึงคิวฉันแล้วใช่มั้ย?”
ไม่ทันที่ชารีฟจะอ้าปากพูดอะไรหล่อนก็รับเอ่ยขึ้นทันควัน
“ใช่ค่ะ ถึงคิวคุณแล้ว”
หัวใจดวงน้อยๆพร่าสั่น ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่ ปล่อยให้เป็นไปตามสิ่งที่คิดเลยก็แล้วกัน
“อย่า” เขาเค้นเสียงเน้นหนักพร้อมส่งแววตาดุดันขู่เธอทว่าสองมือนั้นอ่อนล้า ..เหมือนหัวใจ
“ไปถอดเสื้อรอฉันตรงนั้นเลยค่ะ เดี๋ยวฉันตามไป” เธอเอื้อมมือไปลูบไล้แผงอกของฮัสมินก่อนผลักออกเบาๆ
ชารีฟมองเพื่อน และมองผู้หญิงตรงหน้าแล้วแทบจะขยี้เธอให้แหลกคามือ เหมือนโลกทั้งใบมันหยุดหมุน ทุกสิ่งอย่างเงียบงันทั้งที่ความจริงนั้นตรงกันข้าม
“สภาพนี้จะปรนเปรอใครได้ ห๊า” เขามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ยืนก็แทบไม่ไหวแถมยังผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักจนตาบวมอีก
“มาสิคนสวย มาหาฉัน ซี้ดดด”
ฮัสมินนั่งรออยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้ามกับกลุ่มสวิงกิ้ง เขากำลังสาวรูดท่อนลำเขื่องของตนเองอย่างเดียวดายเพื่อรอเธอ
เธอรีบปิดตาหันกลับมามองหน้าเขาที่ยืนจ้องเธอเหมือนกำลังท้าทาย
ได้ ในเมื่อเขาคิดว่าเธอมันร่าน
‘กูจะร่านให้ดู’
ร่างเพรียวเดินนวยนาดตรงไปหาชายที่นั่งช่วยตัวเองรอเธออยู่ด้วยแววตาหวานเยิ้ม เธอยวบกายลงนั่งแล้วค่อยๆคลานเข่าตรงเข้าไปหาชายคนนั้นพลางแค่นขำให้กับชีวิตอันน่าบัดซบของตนเอง
ใช่ งานนี้มันต่ำต้อย ถูกมองเหมารวมว่าเป็นแบบนั้นอยู่แล้วนี่
“เข้ามาเร็วๆ”
ฮัสมินกระดิกนิ้วเรียก
“เอ่อ ถ้าแค่ออรัลให้เท่าไหร่คะ?”
มือเรียวแตะปลายหัวถอกนั้นยังไม่ถึงสามวิ
ฟึ่บ!
“โอ๊ย”
เธอถูกมือใหญ่กระชากผมไปด้านหลังจนหน้าหงาย เขาลากดึงเธอออกมาอย่างไม่ปราณีราวกับสัตว์ตัวหนึ่ง หนังศีรษะเจ็บร้าวไปหมดเหมือนใกล้จะหลุดออกจากหัวอยู่รอมร่อ เธอได้ยินเสียงร้องตกใจของผู้คนขณะที่เธอถูกดึงลากผ่าน แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างดับวูบลง
“โอ๊ะโอ..”
การิมอุทานแล้วกรอกตามองบนทันทีเมื่อเพื่อนไม่ได้มาคนเดียวแต่ยังอุ้มลัยลาฮ์มายังชั้นล็อบบี้ สิ่งที่ตนเองคาดเดานั้นช่างแม่นเสียนี่กระไร สุดท้ายชารีฟก็กลับมาติดพันผู้หญิงคนนี้อีกจนได้
เขารีบเดินตามเพื่อนสนิทเข้าไปในลิฟต์ด้วยกันเพื่อขึ้นไปยังห้องพักที่เจ้าบ่าวจองไว้รองรับแขกที่มาร่วมงาน
“เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงได้เป็นแบบนี้” เขาเอ่ยถามชารีฟ
“เดี๋ยวค่อยคุยกันในห้องฉัน”
ถึงจะใจร้อนอยากทราบเหตุผลมันตรงนี้ว่าทำไมเพื่อนจึงไม่รู้จักหลาบจำ ก็ต้อง “โอเค”
ระหว่างที่ชารีฟบรรจงวางเธอไว้บนโซฟา เขาหันหลังและเดินเอื่อยไปชงกาแฟดื่มสักหน่อยเพราะคิดว่าคืนนี้คงได้นั่งจับเข่าคุยกันยาว
การิมจิบกาแฟยังไม่ถึงครึ่งชารีฟก็เดินตรงมาทางเขาด้วยสีหน้าและท่าทางฉุนเฉียว
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมนายถึงได้อุ้มพาเธอเข้ามาในสภาพนี้ แล้วเธอเต็มใจหรือเปล่า?”
“ก็ไม่ เธอเมาไม่รู้เรื่องฉันเลยลากคอมานี่ไง”
“เฮ้ย นายจะทำตามอำเภอใจไม่ได้นะชารีฟ” เขาเค้นเสียงขึ้นถามเพราะไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่
“แล้วถ้าเผื่อว่ามีคนเฝ้ารอเธอกลับบ้านอยู่ล่ะ?”
“ถ้าไม่ลากมาคิดว่าจะเกิดอะไรให้ทาย?” เขาโต้แย้งเสียงดังขึ้นตามอารมณ์ที่เดือดปุดเมื่อนึกถึงภาพที่เธอกำลังคลานเข่าไปหาเพื่อนของเขา
“แม่นี่น่ะเกือบจะขายตัวให้พวกนั้นแล้ว ฉันเลยต้องลากคอมันออกมานี่ไง!”
มือใหญ่ชี้ไปด้านหลังที่ซึ่งมีเธอหลับปุ๋ยในท่านอนตะแคงหันมาทางพวกเขาทว่าผมสีบลอนด์อันยุ่งเหยิงนั้นบดบังใบหน้า เรียกได้ว่าหมดสภาพขั้นสุด
“เห้อ นั่นก็เรื่องของเธอน่ะชารีฟ” เขาพยายามอธิบายอย่างใจเย็น
“มันเห็นแล้วรู้สึกโกรธปนสมเพชว่ะ นายไม่เข้าใจหรอกนายไม่ใช่ฉัน นั่นก็กลุ่มเพื่อน และนี่ก็..” เขาชะงักริมฝีปาก ผ่อนลมหายใจออกเชื่องช้า “หล่อนก็เคยเป็นของฉันมาก่อน”
“ฉันนึกไว้แล้วเชียวว่านายต้องไม่มีทางที่จะเดินออกมาเฉยๆโดยไม่ได้สนใจเธอ”
“ก็แน่นอน” เขายกยิ้มมุมปาก “รำลึกความหลังกันพอหอมปากหอมคอแล้ว”
“อุ๊บ..”
ร่างเพรียวลุกขึ้นนั่งฉับพลันราวกับเส้นกระตุก
“อ้วก”
เธอโก่งคออาเจียนออกมามากมายทำเอาเขาต้องกรอกตามองบนเพดานยกฝ่ามือขึ้นโปะหน้าผาก
ส่วนการิมนั้นหรี่มองด้วยสีหน้าแหยๆ “แล้ว นี่นายจะทำอย่างไรกับเธอต่อ?”
“ก็ต้องพาไปล้างเนื้อตัวสิ”
“ไม่ นายรู้ว่าฉันกำลังหมายถึงอะไร” การิมถามย้ำเพื่อรอคำตอบจากใจจริงว่าตกลงเขาจะเอาอย่างไรกับชีวิตตนเองต่อ
