บทที่ 10 .

ฉันไม่ได้ออกจากห้องตั้งแต่เมื่อเย็นวานนี้ และแม่เองก็ไม่ได้มาสนใจอะไรฉันด้วย ไม่มีการมาเคาะประตูถามไถ่กันสักนิด ว่าทำไมถึงไม่ลงไปทานข้าว

แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงพูดอะไรไปแม่ก็คงจะเข้าข้างแต่ผู้ชายใหม่ของตัวเองอยู่ดี

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ฉันตื่นแต่เช้าเพื่อรีบไปมหา’ลัย เพราะไม่อยากเจอหน้าไอ้เฒ่าหัวงู พอแต่งตัวเรียบร้อยฉันก็ย่องลงมาจากบันไดบ้านราวกับโจรย่องเบาก็ไม่ปาน

เมื่อพ้นขอบประตูบ้านออกมาได้แล้ว ฉันก็ถอยรถมอเตอร์ไซค์ออกมานอกรั้ว และรีบบึ่งไปมหา’ลัยทันที

กระนั้นความเร็วที่ฉันใช้ก็ไม่ได้อยู่ในระดับเร็วแรงแซงนรกอะไรขนาดนั้น เรียกได้ว่าขับไปชิลล์ๆ เสียมากกว่า

ใช้เวลาไม่นานฉันก็ขับรถมาถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ รองเท้าผ้าใบเหยียบย่ำไปตามทางเดินหินกรวดเพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารของคณะ

สำหรับเรื่องเมื่อวานฉันลืมไปหมดแล้ว ปล่อยอดีตวางไว้ตรงนั้นแหละ เพราะฉันจะอยู่กับปัจจุบันและอนาคต ต่อให้เดินเข้าไปในโรงอาหารแล้วมีคนมองชะนีเกินเบอร์คนนี้ ฉันก็จะด้อนท์แคร์ให้หมด

ทว่าพอย่างก้าวเข้าไปภายในโรงอาหารมันกลับเกินคาดกว่าที่ฉันคิดเอาไว้ เวลานี้แทบจะไม่มีนักศึกษาอยู่เลยด้วยซ้ำ เมื่อเป็นดังนั้นฉันจึงเดินไปสั่งข้าวอย่างสบายใจ ร้านที่เลือกก็คือร้านที่เกิดเหตุเมื่อวานนั่นแหละ

หวังว่าเช้านี้ไอ้บ้านั่นคงไม่มาแซงคิวฉันอีกหรอกนะ

“อ้าวหนู วันนี้เอาเหมือนเดิมหรือเปล่า เมื่อวานป้ายังไม่ทันได้ผัดข้าวให้เลย หนูก็เดินหนีไปซะแล้ว” พอป้าเจ้าของร้านเห็นหน้าฉันก็รีบร้องทักขึ้นมาทันที ดูท่าแล้วป้าคงจะจำฉันได้อย่างแม่นยำ

แหงสิ เล่นสาดพริกน้ำปลาร้านป้าหมดถ้วยซะขนาดนั้น แถมยังมีเรื่องกับหลานของป้าเขาอีก ถ้าจำไม่ได้สิแปลก

“เหมือนเดิมค่ะ หนูต้องขอโทษด้วยนะที่เมื่อวานทำให้ร้านป้าต้องเลอะเทอะ” ฉันยกมือขึ้นพนมไหว้ป้าเจ้าของร้านอย่างขอโทษขอโพย เมนูที่สั่งวันนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม เพราะมันคือเมนูสิ้นคิดของฉันเอง

“ไม่เป็นไรๆ แต่ถ้าจะให้ดีนะหนูต้องไปฝึกวิธีสาดมาให้แม่นๆ จะได้โดนหลานป้าเต็มๆ ไปเลย ป้าล่ะหมั่นไส้มันเหลือเกิ๊น” ป้าพูดบอกเสียงสูงอย่างออกรสชาติ นอกจากจะไม่ถือโทษโกรธฉันแล้วป้าเขาก็ยังสนับสนุนเต็มที่ และระหว่างพูดกับฉันท่านก็ลงมือผัดข้าวไปด้วย

“แล้วนี่หนูอยู่ปีหนึ่งเหรอ” ป้าชวนคุย โดยที่สายตาก็กำลังจดจ่ออยู่กับการผัดข้าว ลักษณะท่วงท่านั้นราวกับเชฟมืออาชีพก็ไม่ปาน

“ใช่ค่ะ”

“แล้วเรียนสาขาไหนล่ะ” ป้าถามต่อ

“สาขาสถาปัตยกรรมภายในค่ะ”

เพล้ง!

สิ้นประโยคนั้น ตะหลิวของป้าก็ถูกเคาะลงบนกระทะเสียงดังลั่น จนข้าวที่กำลังถูกผัดอยู่ในนั้นสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว

นี่ฉันเผลอพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า แล้วป้าจะเอาตะหลิวฟาดเคาะหัวฉันแบบนั้นไหม?

“ซวยแล้วมั้ยล่ะนังหนู หลานป้ามันก็เรียนสาขานั้น แถมยังเป็นพี่ว้ากห่าเหวอะไรของมันด้วย และที่สำคัญนะ...คนที่โดนลูกหลงไปเมื่อวานน่ะมันเป็นเฮดว้ากเชียวนะ” ป้าเอื้อมมือไปปิดเตาแก๊ส ก่อนจะชะโงกหน้ามาพูดกับฉันพลางเว้นจังหวะให้ลุ้นระทึก

เรื่องแรกน่ะฉันรู้แล้วว่าไอ้แซงคิวนั่นเป็นพี่ว้าก แต่เรื่องที่สองนี่สิ ไม่คิดว่าคนที่ชื่อสายหมอกจะอยู่ในหน้าที่ที่โหดขนาดนั้น แล้วฉันก็ดันปีนเกลียวจนแทบจะเหยียบไปบนหัวเขาเลยด้วย

โอ้โหชีวิต ทำไมมันบันเทิงตุ้งแช่อะไรขนาดนี้วะเนี่ย!

“ยิ่งกว่าซวยอีกค่ะป้า เพราะเมื่อวานหนูโดนเล่นจนต้องเดินหนีออกมา และวันนี้หนูก็คงไม่เข้าไปร่วมกิจกรรมรับน้องอะไรนั่นแล้วล่ะ” พอพูดออกไปแบบนั้น ป้าร้านอาหารตามสั่งก็มองฉันอย่างสงสารจับใจ

แต่ตอนนี้ฉันอยากให้ป้าสงสารพยาธิในท้องฉันมากกว่า ว่าเมื่อไหร่ป้าจะเทข้าวใส่จานแล้วส่งให้ฉันสักที...

“อดทนนะหนู อีกไม่กี่ปีก็เรียนจบแล้ว แต่ถ้าหลานป้ามันทำอะไรหนูนะ ก็มาบอกได้เลยไม่ต้องเกรงใจ” ป้าพูดอย่างเป็นกันเอง แต่ว่าอีกไม่กี่ปีก็เรียนจบของป้าเนี่ย มันก็ถือว่านานอยู่นะ ฉันคงไม่เป็นโรคประสาทตายก่อนเรียนจบหรอกใช่ไหม?

“ค่าข้าวกี่บาทคะ” ฉันเอ่ยถาม ขณะที่ป้ากำลังยื่นจานข้าวผัดที่ส่งกลิ่นหอมฉุยชวนน้ำลายสอมาตรงหน้า

“ไม่เป็นไรๆ ถือว่าวันนี้ป้าเลี้ยง ไถ่โทษที่หลานป้ามันทำตัวไม่ดีใส่หนู” ป้าโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน พอฉันจะอ้าปากแย้ง ป้าก็รีบยกมือขึ้นห้าม

“ขอบคุณนะคะ” เมื่อสถานการณ์เป็นดังนั้นฉันจึงต้องปล่อยเลยตามเลยอย่างเสียไม่ได้

ถือซะว่านี่เป็นการรักษาน้ำใจผู้ใหญ่ก็แล้วกัน...

ฉันเดินไปซื้อน้ำเปล่าตรงร้านที่อยู่ติดกับร้านป้า ก่อนจะเดินไปหาที่นั่งเพื่อทานข้าว

ทว่าระหว่างที่นั่งทานอยู่นั้นหูก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นดังเข้ามาใกล้ และปลายรองเท้าผ้าใบคอนเวิร์สของใครสักคนก็เดินมาหยุดอยู่ข้างๆ ฉัน

“ผมขอคุยดัวยหน่อย” พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าเป็นผู้ชายที่ชื่อสายหมอกคนนั้น แถมเขายังเดินมากับใครอีกคนซึ่งฉันจำได้ดีว่าเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตของฉันเอาไว้ถึงสองครั้งด้วยกัน

ร่างสูงที่ยืนอยู่ทางด้านหลังส่งยิ้มมาให้ฉันอย่างเป็นมิตร ทว่าคนที่ยืนชิดฉันกลับทำหน้าตึงราวกับเพิ่งไปฉีดโบท็อกซ์มาหมาดๆ

บุคลิกที่ต่างกันลิบลับชักทำให้ฉันสงสัยแล้วล่ะ ว่าเขามาเป็นเพื่อนกันได้ยังไง

“กินข้าวอยู่” ฉันพูดเสียงห้วนตอบกลับไป แล้วก้มหน้าก้มตาทานข้าวต่อ

แต่ลิ้นคงรับรสความอร่อยได้ไม่มากแล้ว เพราะความรู้สึกภายในของฉันมันกำลังอึดอัดกับสายตาของเขาที่มองมา

“วันนี้ตอนเย็นคุณต้องเข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง ไม่งั้นผมจะทำโทษปีหนึ่งทุกคน ถือซะว่านี่คือคำขอร้องจากผมก็ได้”

เขากล้าพูดออกมาได้ยังไงว่ามันคือคำขอร้อง นี่มันเรียกว่าการข่มขู่และบังคับกันชัดๆ เลย

“ไม่ไป” ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาเขา พลางให้คำตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและท้าทาย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป