บทที่ 11 .
“นี่ไม่คิดจะสนใจอีกหลายร้อยชีวิตที่เหลือหน่อยหรือไง” ดวงตาคมมองจ้องฉันเขม็ง ท่าทางเหมือนคนที่กำลังพยายามระงับอารมณ์ของตัวเองอย่างเต็มที่
“แล้วฉันต้องสนใจด้วยเหรอ? ถ้าสงสารนักก็ไม่ต้องทำโทษดิ เรื่องแค่นี้คิดเองไม่เป็นหรือไง” ดวงตากลมโตมองขวางไปยังร่างสูงข้างกาย
“ปากเธอนี่มัน!!” นิ้วเรียวยาวถูกยกขึ้นชี้หน้าฉัน จนแทบจะทิ่มเข้าไปในลูกกะตา สรรพนามที่ใช้เรียกก็แปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์
“หมอก! พอๆ เดี๋ยวกูคุยกับน้องเอง...พี่ชื่อไฟนะ อยู่ฝ่ายพยาบาล จริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพี่โดยตรงหรอก แต่ว่าพี่อยากให้น้องเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องจริงๆ ถึงแม้ว่ามันอาจจะดูไม่มีอะไรมากมาย แต่ถ้าเข้าร่วมไปนานๆ จนกระทั่งกิจกรรมสิ้นสุดลง น้องก็จะได้รู้ว่ามันให้อะไรมากกว่าที่น้องคิด บางทีอาจจะเป็นสิ่งที่น้องไม่เคยคาดคิดเอาไว้ก็ได้...นะครับ ถือซะว่าพี่ขอร้องอีกคนก็ได้” พี่เขาแนะนำตัวคร่าวๆ ก่อนจะเอ่ยพูดออกมาอย่างยาวเหยียด
ดวงตากลมโตมองร่างสูงทั้งสองคนสลับกัน ขณะที่ในหัวก็กำลังครุ่นคิดไปด้วย
“ก็ได้ค่ะ” ฉันตอบรับอย่างว่าง่าย และนั่นก็ทำให้ร่างสูงที่ปะทะกับฉันเมื่อครู่นี้ชะงัก แตกต่างจากพี่ไฟที่เผยรอยยิ้มดีใจออกมาเสียยกใหญ่
เขาจะได้รู้บ้าง ว่าอะไรที่มันคือคำขอร้องจริงๆ ไม่ใช่การข่มขู่ และที่ฉันยอมพี่ไฟง่ายๆ แบบนี้ก็เพราะว่าหมั่นไส้เขาล้วนๆ เลย
และก็จะไม่เรียกเขาว่าพี่ด้วย เพราะไม่อยากนับถือ เป็นเฮดว้ากแล้วไง คิดว่าจะบังคับใครก็ได้งั้นสิ?
“นี่เธอตั้งใจจะกวนประสาทฉันใช่มั้ย” เขากดเสียงต่ำ มือหนาถูกวางท้าวลงบนโต๊ะ ขณะที่ใบหน้าหล่อคมคายก็ชะโงกเข้ามาใกล้
“สำคัญขนาดนั้นเลย?” ฉันเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างตั้งคำถาม แกมบอกเป็นนัยแก่เขาว่าอย่าสำคัญตัวเองผิดไป
“จะเอางี้? ได้! เธอไม่รอดแน่ยัยเด็กเตี้ยปากหมา!” พอพูดจบร่างสูงก็สะบัดตัวเดินหนีออกไปอย่างไม่สบอารมณ์
ถ้าเขาว่าฉันปากหมา ตัวเขาเองก็ไม่ต่างกันนักหรอก
“อย่าถือสาเลย หมอกมันก็เป็นแบบนี้แหละ แต่ถ้าทำตัวดีๆ ใส่นิดหน่อยเดี๋ยวก็ยอมอ่อนข้อให้ หมอกมันชอบใจง่ายกับผู้หญิง” ร่างสูงที่ยังยืนอยู่ที่เดิมเอ่ยพูดด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
ถ้าจะให้ฉันทำตัวดีๆ ใส่ผู้ชายคนนั้นมันคงไม่มีวันเกิดขึ้นหรอก เลิกฝันไปได้เลย
“ไม่ทำหรอกค่ะ” ฉันบอกเสียงนิ่ง มือบางเอื้อมไปหยิบขวดน้ำยกขึ้นดื่ม
“ว่าแต่...น้องชื่ออะไรเหรอครับ”
“ลลิสค่ะ” ฉันตอบคำถามของพี่เขาอย่างว่าง่าย
“น้องลลิส อืม...น่ารักแม้กระทั่งชื่อเลยนะ”
“...” ฉันถึงกับเงียบไปอึดใจหนึ่ง เมื่อพี่เขาโพล่งขึ้นมาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว
“พี่ขอตัวก่อนละกัน หวังว่าเราจะได้เจอกันตอนที่น้องเข้าร่วมกิจกรรมนะ” พี่ไฟโปรยรอยยิ้มส่งท้ายให้ฉัน ก่อนที่ร่างสูงจะเดินปลีกตัวออกไป
บอกตรงๆ เลยว่าพี่เขาใช้รอยยิ้มได้สิ้นเปลืองมากเลยจริงๆ
แต่ก็ถือว่าหล่อ...
ความซวยของฉันมันไม่ได้มีแค่เมื่อวานเท่านั้น ทว่าวันนี้ดูเหมือนจะหนักกว่านั้นหลายล้านเท่า อันที่จริงเวลานี้ฉันควรจะต้องไปนั่งเรียนอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ แล้วด้วยซ้ำ แต่ปรากฏว่าอาจารย์ยกคลาส และพี่ระเบียบก็แลดูเหมือนจะว่างมาก จึงพากันต้อนพวกฉันให้เข้าไปรวมตัวกันในโรงยิมก่อนเวลานัด
พี่เขาบอกเอาไว้ว่า วันนี้พวกฉันต้องเริ่มล่าลายเซ็นกันได้แล้ว ซึ่งจะให้รุ่นพี่คนไหนเซ็นให้ก็ได้ แต่ว่าต้องเป็นรุ่นพี่ที่อยู่สาขาเดียวกัน และต้องล่าลายเซ็นให้ได้หนึ่งร้อยขึ้นไป แถมยังมีรางวัลสุดพิเศษให้สำหรับคนที่ล่าลายเซ็นเฮดว้ากและพี่ว้ากมาได้อีกด้วย
ถ้าถามว่าใครมันจะบ้าจี้ทำตาม แน่นอนว่ามี...และหนึ่งในนั้นก็คือฟิ้งค์เพื่อนฉันเอง
ปากฟิ้งค์บอกว่าเบื่อ แต่พอเห็นหน้ากลุ่มพี่ว้ากชัดๆ ใจของเธอมันก็เริ่มเขว
“แก ฉันเห็นกลุ่มพี่ว้ากนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ตรงโต๊ะม้าหินหน้าสามแยกอะ ฉันคิดว่าเราควรจะไปจุดนั้นก่อนนะ” น้ำเสียงของฟิ้งค์แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและดี๊ด๊าอย่างชัดเจน หลังจากที่พี่ระเบียบปล่อยตัวพวกเราให้ไปออกล่าลายเซ็น
จริงๆ พวกเราไม่จำเป็นต้องไปล่าลายเซ็นอย่างเป็นจริงเป็นจังอะไรขนาดนั้นก็ได้ เพราะบทลงโทษก็แค่บำเพ็ญประโยชน์ก็แค่นั้น ซึ่งมันเป็นอะไรที่ฉันทำได้อยู่แล้ว แม้จะไม่รู้ว่าต้องไปบำเพ็ญประโยชน์ที่ไหนก็ตามเถอะ
“นี่แกไม่อยากไปบำเพ็ญประโยชน์หรือว่าอยากได้รางวัลสุดพิเศษอะไรนั่นกันแน่” ชลลี่ถามได้จี้จุดจริงๆ เพราะหลังจากที่เอ่ยออกไปฟิ้งค์ก็เกิดอาการเลิ่กลั่กทันที
“ทำไมรู้” ฟิ้งค์ย้อนถามอย่างมีจริต
“บางทีรางวัลสุดพิเศษอะไรนั่นอาจจะเป็นปากกาหนึ่งด้ามก็ได้นะ” ฉันพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด และเพื่อนอีกสองคนที่เหลือก็หลุดขำพรืด เว้นแค่ฟิ้งค์คนเดียวที่หน้าสลดลงอย่างเศร้าสร้อย
“เธอไม่น่าตัดความหวังฉันอย่างนี้เลยลลิส มันอาจจะเป็นบัตรวีไอพีนอนฟรีกับเฮกว้ากหนึ่งคืนก็ได้”
“ฉันว่านั่นน่ะ น่าจะเป็นบัตรเปิดโอกาสให้แกข่มขืนเขามากกว่า ใครจะเอารางวัลแบบนั้นมาห๊ะ!” อะตอมจิ้มนิ้วไปที่หน้าผากของฟิ้งค์ย้ำๆ
“แต่ก็น่าสนุกนะ ถือซะว่าให้พี่ว้ากเปิดซิงสมุดล่าลายเซ็นของเรา”
ฉันไม่คาดคิดเลยว่าชลลี่จะกล้าออกความเห็นที่ชวนขนลุกขนาดนั้น และดูเหมือนทุกคนจะเห็นด้วย
“เธอว่าไงลลิส ไปกับพวกเราเถอะนะ แค่แป๊บเดียว” ฟิ้งค์คะยั้นคะยออย่างรู้หน้าที่ สายตาของเพื่อนๆ ที่มองมานี่ไม่กดดันฉันเลยจริงจริ๊ง
“ฉันจะไม่ตายใช่มั้ย”
เพื่อนทั้งสามส่ายหน้า และนั่นก็เป็นอะไรที่บ่งบอกชัดเจนแล้วว่ายังไงฉันก็ต้องเดินไปกับพวกเธอ
จนกระทั่งพวกเราเดินเข้าใกล้รัศมีตรงบริเวณที่กลุ่มพี่ว้ากนั่งกันอยู่ ฉันก็ยิ่งอยากหมุนตัวหันหลังแล้ววิ่งหนีออกไปซะให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าแลดูเหมือนจะไม่ทัน
“มาขอลายเซ็นเหรอครับปีหนึ่ง เดินเข้ามาเลย!” น้ำเสียงดุดันของพี่ว้ากหนึ่งในนั้นตะโกนขึ้นมา
ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้ว ว่านี่คือการเชิญชวนให้เข้าไปขอลายเซ็น หรือชวนเข้าไปเพื่อหาเรื่องกันแน่ ถ้าบอกว่า ‘เดินเข้ามาให้พี่กระทืบเลยน้อง’ ประโยคนี้น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า
“พี่ว้ากสุดหล่อคะ รบกวนลงลายเซ็นเจิมบนสมุดให้พวกหนูหน่อยค่ะ” ในฐานะที่ฟิ้งค์เป็นคนเริ่มเรื่อง ดังนั้นเธอจึงต้องเป็นฝ่ายเดินนำพวกฉันเข้าไปหากลุ่มพี่ว้าก ที่ยังคงทำหน้าไม่รับแขกได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
“ขอกันง่ายๆ งี้เลยเหรอ?”
พี่ว้ากนี่กวนตีนแทบทุกคนเลยสินะ...
“แล้วจะให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างพวกหนูทำอะไรล่ะคะพี่” พอเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี อะตอมจึงใช้มารยาของผู้หญิงเข้าจัดการ
“หมอก! ให้ปีหนึ่งทำอะไรดี” พี่ว้ากอีกคนมองข้ามหัวพวกฉันไป เพื่อตะโกนถามใครอีกคนที่อยู่ด้านหลัง
และบุคคลนั้นก็ดันเป็นคนที่ฉันเกลียดขี้หน้าเข้ากระดูกดำ...
