บทที่ 7 .

“ฉันชื่อลลิส” เมื่อเขาถามมาฉันก็แค่ตอบ หากทำตัวหยิ่งก็เกรงว่าจะไม่มีใครคบ ซึ่งการเรียนมหา’ลัยยังไงสังคมเพื่อนก็สำคัญ เพราะมีหลายงานที่ต้องทำด้วยกันเป็นกลุ่ม

เป็นมิตรกับเพื่อนร่วมคลาสก็ยังดีกว่าสร้างศัตรูเป็นไหนๆ อีกอย่างฉันคงทำรายงานแบบฉายเดี่ยวไม่ได้หรอก ไม่ได้ขยันอะไรขนาดนั้น และไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไรมากมายด้วย เพราะงั้นไม่ขอโซโล่ดีกว่า

“ฉันขอถามได้มั้ยว่าทำไมเธอถึงทำกับคนหล่อแบบนั้น” พอชลลี่เอ่ยถามขึ้นมาสองคนที่เหลือก็รีบชะโงกหน้าเข้ามาใกล้เพื่อรอฟัง

“ไม่ได้ตั้งใจสาดใส่เขา แต่จงใจสาดใส่อีกคนต่างหาก”

“คนนั้นคงทำให้เธอโกรธมากใช่มั้ยล่ะ ฉันจะไม่ถามหรอกนะว่าสาเหตุเกิดจากอะไร แต่ถ้าฉันเป็นเธอล่ะก็...ฉันจะฉุดผู้ชายสองคนนั้นไปปล้ำให้สาสม!” อะตอมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น โดยไม่สนใจความเป็นกุลสตรีของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว

“ก็แกมันแรดไง ตุ๊ดอย่างฉันสองคนยังอายเลย แม่ชะนีน้อย” ฟิ้งค์พูดเหน็บอย่างมีจริตจะกร้าน พร้อมกับหันไปแท็กมือกับชลลี่

ฉันว่ากลุ่มนี้ก็น่าคบค้าสมาคมด้วยอยู่นะ ถึงจะดูแปลกๆ ไปหน่อยก็เถอะ

“นักศึกษา! รบกวนนั่งประจำที่กันให้เรียบร้อยด้วยค่ะ”

ยังไม่ทันที่อะตอมจะได้อ้าปากเถียง เสียงของอาจารย์วัยกลางคนท่านหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาพร้อมการปรากฏตัวของท่าน นักศึกษาร่วมคลาสพากันรีบหาที่นั่งอย่างลนลาน

“ดีมาก งั้นเรามาเริ่มแนะนำตัวกันเลยดีกว่า...”

หลังจากนั้นอาจารย์ก็เริ่มพูดแนะนำตัวเอง พร้อมกับแจ้งเกณฑ์การให้คะแนนประจำวิชาที่ตัวเองสอน ก่อนที่จะเริ่มอธิบายเนื้อหาคร่าวๆ ให้นักศึกษาในคลาสฟัง

ทุกอย่างที่ฟังแล้วคิดว่าจำเป็นฉันก็จะจดเล็กเชอร์ไว้เผื่อกันลืม

วันนี้เป็นวันแรกที่เจอกัน อาจารย์ก็เลยปล่อยนักศึกษาให้เลิกคลาสก่อนหมดชั่วโมงตั้งสิบนาที

อืม...ต้องเรียกว่าแค่สิบนาทีถึงจะถูก เพราะกว่าจะเลิกก็หมดไปหนึ่งชั่วโมงกับอีกห้าสิบนาทีแล้ว

และวันนี้ฉันก็มีเวลาพักสองชั่วโมง ก่อนที่จะมีเรียนต่ออีกหนึ่งวิชาในช่วงบ่าย

“ลลิสไปทานข้าวกับพวกเรามั้ย” ชลลี่หันมาถามฉันในระหว่างที่กำลังลุกจากเก้าอี้ ส่วนอาจารย์นั้นเดินออกจากห้องไปก่อนแล้ว นักศึกษาจึงทยอยพากันเดินออกไป

“อืม ไปสิ” ฉันตอบรับ พร้อมกับพยักหน้ารับช้าๆ

เมื่อตกลงกันได้แล้ว เราทั้งสี่คนก็พากันเดินออกมาจากห้องแล้วตรงไปที่โรงอาหาร

การไปกันเป็นกลุ่มก็ยังดีกว่าโผล่ไปที่นั่นคนเดียว วีรกรรมของฉันเมื่อเช้านี้ยังไม่มีใครลืมหรอกเชื่อสิ เผลอๆ ป่านนี้อาจจะเม้าท์กันจนโรงอาหารแทบระเบิดเลยก็ได้

ทว่าเมื่อเท้าเหยียบเข้าไปในโรงอาหารสายตาทุกคู่ก็หันมามองฉัน และตามมาด้วยเสียงซุบซิบนินทาที่ดังขึ้นมาอย่างเซ็งแซ่

เป็นไปตามที่ฉันคิดเอาไว้เลย...

“แก ฉันลืมรูดซิปกางเกงเหรอวะ ทำไมนังชะนีพวกนั้นถึงมอง” ฟิ้งค์ที่อยู่ด้านหน้าสุดขมวดคิ้วมุ่นแล้วหันมาถามพวกฉัน

“คงจะเป็นเพราะฉันมากกว่า ถ้าทำให้อึดอัดก็ขอโทษทีนะ เราแยกกันทานข้าวก็ได้” ฉันยอมรับออกไปตรงๆ

“ไม่เป็นไรๆ ช่างหัวยัยชะนีพวกนั้นเถอะ เราไปหาที่นั่งกันดีกว่า” ฟิ้งค์รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน

เมื่อเห็นว่าพวกเธอโอเคที่จะต้องตกเป็นเป้าสายตาฉันจึงไม่ได้แย้งอะไรอีก ได้แต่เดินไปหาที่นั่งด้วยกัน ซึ่งไม่นานก็เจอ

“เธอนั่งอยู่ตรงนี้ก็ได้นะลลิส เดี๋ยวพวกฉันไปซื้อข้าวมาให้” อะตอมพูดขึ้นมายิ้มๆ แม้ว่าท่าทางเธอจะดูเป็นคนแรงๆ ทว่าแววตาที่มองมานั้นกลับดูเป็นมิตร

“มันจะดีเหรอ นี่พวกเธอก็อึดอัดเพราะฉันด้วย”

“ไม่ต้องคิดมาก เราโอเค ตกลงตามนี้นะเดี๋ยวพวกเราไปซื้อข้าวกับน้ำมาให้” ชลลี่เอื้อมมือมาตบไหล่ฉันเบาๆ พลางยกมือขึ้นทำท่าโอเค

เมื่อฉันพยักหน้ารับและบอกเมนูที่ต้องการเรียบร้อย พวกเธอทั้งสามคนก็พากันเดินแยกออกไปจากโต๊ะเพื่อตรงไปยังร้านอาหาร ไม่นานก็กลับมา

พวกเรานั่งทานข้าวและพูดคุยถามไถ่เกี่ยวกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งฉันก็เป็นบุคคลที่ถูกซักถามมากที่สุด

หลังจากทานข้าวเสร็จชลลี่ก็พาเราไปนั่งที่โต๊ะม้าหินอ่อนตรงสวนย่อมหลังคณะ เพื่อรอเข้าเรียนในช่วงบ่าย...

“น้องๆ คะ อย่าเพิ่งรีบกลับนะ รบกวนไปรวมตัวกันที่โรงยิมหลังคณะด้วยค่ะ” หลังจากที่อาจารย์เดินออกจากห้องไปเพียงไม่นาน ก็มีกลุ่มรุ่นพี่ประมาณห้าคนเดินเข้ามาแจ้ง

“ไม่อยากเข้าเลยว่ะ ฉันเบื่อกิจกรรมนี้ นี่ก็ไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง” ฟิ้งค์พูดกระซิบกระซาบอยู่ด้านหลังเพื่อไม่ให้รุ่นพี่ได้ยินประโยคนั้น

“ฉันรู้อย่างเดียวคือถ้าใครว้ากใส่ฉันมากๆ จะจับทำผัวให้หมดเลย” คราวนี้เป็นชลลี่ที่ออกตัวแรงที่สุด แววตาของเธอแน่วแน่ซะจนฉันนึกสงสารเหยื่อ

“ความคิดดีหนิชลลี่ แบ่งให้ฉันบ้างนะเว้ย”

ฉันหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าอะตอมก็เป็นไปด้วย

เท่าที่คุยกันมาพวกเธอก็ดูเป็นคนดีเหมือนกัน ออกแนวแรงๆ แต่จริงใจอะไรแบบนี้ แถมยังมีความกวน และขี้เล่นเป็นบางเวลา การอยู่กับพวกเธอก็ถือว่ามีสีสันและสนุกดี

“เรื่องอะไรล่ะยะ!” ชลลี่กระแทกเสียงใส่อย่างไม่ยอม พลางสะบัดหน้าหนีจนศีรษะแทบหลุดออกจากบ่า

“ฉันว่าเรารีบเดินออกจากห้องดีกว่า พี่เขาหันมามองพวกเราหลายรอบแล้ว” ก็เมื่อสักครู่นี้สายตาฉันหันไปเห็นพอดี ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มนั้นกำลังมองจ้องมาที่พวกเรา แต่ดูท่าว่าจุดสนใจของเธอน่าจะเป็นฉันมากกว่า และตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นก็ยังไม่หยุดมองเลยด้วยซ้ำ

“มองอะไรของนาง ไม่เคยเห็นคนสวยหรือไง” อะตอมบ่นอุบ ก่อนที่พวกเราจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินกันออกมาจากห้อง

ซึ่งพวกเราเป็นกลุ่มสุดท้าย ดังนั้นคนที่เดินตามหลังมาก็คือกลุ่มรุ่นพี่พวกนั้น

เดินคุมขนาดนี้ให้อารมณ์เหมือนนักโทษถูกคุมตัวมากกว่าเป็นนักศึกษาซะอีก

“มาถึงก็รีบนั่งกันด้วยนะครับ อย่าให้พูดเยอะ เดี๋ยวเจ็บคอ”

เมื่อเราเข้ามาในโรงยิมก็เห็นว่านักศึกษาปีหนึ่งคนอื่นๆ นั่งเข้าแถวกันแล้วเรียบร้อย โดยมีรุ่นพี่ยืนรายล้อมอยู่ล้อมๆ บริเวณ บ้างก็นั่งอยู่บนอัศจรรย์

“พวกพี่เป็นพี่ระเบียบนะ เดี๋ยววันนี้พี่จะพาน้องๆ มาทำความรู้จักกับรุ่นพี่คนอื่นๆ ก่อน แล้วพรุ่งนี้เราค่อยเริ่มรับน้องกัน อยู่กับพี่ก็ไม่ต้องซีเรียสมาก แค่เชื่อฟังและเป็นระเบียบก็พอ เพราะคนที่น้องจะต้องกลัวไม่ใช่พวกพี่”

บอกว่าไม่ต้องซีเรียส แต่ท้ายประโยคกลับขู่แบบนี้ คืออะไร?....

บทก่อนหน้า
บทถัดไป