บทที่ 10 บทที่10
ไอ้คนโดนด่าว่าเป็นหัวขโมยแทบร้องไห้ เด็กชายผอมเกร็งพยายามดิ้นรนจากมือหนาใหญ่ของคนอายุมากกว่า
“เปล่า อั๊วไม่ได้เอาไป เจ่เจ้จินจินเชื่ออั้วนะ”
“ไอ้เด็กเหลือขอนี้ ยังจะโกหกอีก!!”เจ้าของบ้านฟาดหลังเข้าให้เต็มแรงไปหนึ่งที เรียกเสียงร้องเจ็บปวดของเด็กชายได้ทันที
“ฉันบอกให้หยุดไง!! งั้นเรามาพิสูจน์กันมั้ยละว่าเด็กคนนี้ขโมยเงินไปจริงมั้ย”น้ำเสียงหวานใสเจือดุเริ่มโมโห เธอเกลียดความรุนแรงในเด็กมากที่สุด
"พิสูจน์ ลื้อจะพิสูจน์ยังไง?"
ร่างบอบบางไม่ตอบ เธอเพียงแต่เดินไปหาชายหนุ่มรุ่นเดียวกัน ผู้ที่กำลังนั่งจิบชาไปด้วย เสพเหตุการณ์ตรงหน้าไปด้วยอย่างคนอารมณ์ดี..ดวงตาชั้นเดียวมองพฤติกรรมของยัยตัวร้ายหน้าสวยแห่งตรอกหมายเลขแปดด้วยความสนใจ ซึ่งหญิงสาวเองแทบจะไม่ชายตามองคนตรงหน้าเลยด้วยซ้ำ
จินเยว่จัดการหงายถ้วยน้ำชาที่ยังไม่ใช้ทั้งสองถ้วยขึ้น พร้อมรินน้ำชาใส่ถ้วย นิ้วเรียวสวยกระดิกเรียกเด็กชายที่มีอายุมากสุด อาจเพราะดวงตาหวานดำขลับเจือดุ...บุคลิกเต็มไปด้วยอำนาจ ร่างอวบอ้วนของเด็กชายวัยสิบสองจึงเดินเข้ามาอย่างเสียไม่ได้
“เหรียญที่เด็กนั่นขโมยคือเหรียญที่นายถือถูกมั้ย?”เสียงอาเจ้สุดสวยเรียบเรื่อย ร่างอวบอ้วนพยักหน้ารับหงึกหงัก เด็กชายเกร็งโดยไม่รู้ตัว
“งั้นนายเอาเหรียญนั่นใส่ถ้วยใบนี้..ส่วนนายมานี้ซิ”จินเยว่สั่ง และหันไปเรียกไอ้ต้าวที่ถูกเรียกว่าน้องชายให้เดินเข้ามาหา พร้อมหยิบเหรียญอีกอันจากกระเป๋ากางเกงยื่นให้เด็กชายตัวเล็ก
การกระทำของหญิงสาวคนสวยสร้างความแปลกใจกับทุกคนได้ไม่น้อย แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าอาเจ้สุดสวยจะมาไม้ไหน...เด็กชายคู่กรณีจึงหย่อนเหรียญในมือลงถ้วยชา..ในขณะที่คนมีฐานะเป็นน้องชายผู้กำลังกำเหรียญแน่นก็หย่อนเหรียญลงอีกถ้วย
เจ้าของบ้านวัยกลางคนนามว่าเหมยรีบเข้ามาดูด้วยความสนใจ ก่อนที่เจ้าหล่อนจะเบิกตากว้าง เหตุเพราะถ้วยของลูกชายเธอนั่นปกติดี แต่ถ้วยของเด็กชายที่ถูกกล่าหาว่าขี้ขโมยกับมีน้ำมันใสๆ ลอยขึ้นมา
“นี้..คืออะไร อั้วไม่เข้าใจ”ซ้อเหมยตั้งคำถามขึ้นทันที
“แบมือให้อาซ้อแกดูซิ”ยัยตัวแสบหันไปสั่งคนเป็นน้องชาย เด็กชายเองก็ตกใจไม่น้อย..ก่อนจะรีบปฎิบัติตาม...ภาพตรงหน้าที่ผู้สูงวัยเห็นคือมือเล็กๆ หยาบด้านแวววาวเต็มไปด้วยน้ำมัน
“หยิบปาท่องโก๋ที่อยู่ในกระเป๋าให้อาซ้อดูด้วย”เธอยังคงสั่งต่อ และอีกเช่นเคยเด็กชายยังคงปฎิบัติตาม ดวงตาคมคู่สวยมีเสน่ห์หรี่มองเย็นชา ริมฝีปากรูปกระจับบิดขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าเด็กคนนี้ขโมยเงินซ้อจริง เหรียญต้องมีน้ำมันเคลือบ เพราะอีพึ่งกินปาท่องโก๋ไป..ทีนี้คงรู้ตัวหัวขโมยตัวจริงแล้วใช่มั้ย?”น้ำเสียงหยามเยาะ เล่นเอาใบหน้าผู้สูงวัยกว่าขึ้นสีด้วยความอับอาย ก่อนร่างอวบอ้วนจะกระโจนเข้าหาคนเป็นลูกพร้อมบิดหูของเจ้าหัวขโมยตัวจริง
“ไป..เข้าบ้านกับอั้ว อายุแค่นี้ริอาจขโมย อั้วจะตีลื้อให้ขาหักเลยคอยดู!!”
“โอ้ยยยย อั้วเจ็บ ม๊าเบาๆ หน่อย”เสียงร้องโอดโอยของเด็กชายนิสัยไม่ดีลั่นไปทั้งตรอกเล็กๆ แห่งนั้น ดวงตาคู่สวยแต่คมกริบกับมองสองแม่ลูกด้วยความสมเพช..ร่างเพรียวระหงรั้นแขนผู้สูงวัยไว้ก่อนที่เจ้าหล่อนจะพาลูกชายเข้าบ้าน...ใบหน้าอวบอ้วนเต็มไปด้วยริ้วรอยมองกลับด้วยความสงสัย
“เดี๋ยว...หยุดก่อน”
“...”
“เมื่อกี้ซ้อตีอาตี๋ของอั้วไปหนึ่งที”ทันทีที่เสียงเย็นชาของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญพูดจบ กลับกลายเป็นเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นในความเงียบ...มือเรียวยาวราวลำเทียนสะบัดเล็กน้อย เพราะคำว่าออมมือไม่มีอยู่ในสารบทของเธอ...ในขณะที่รอยแดงบนแก้มของเด็กชายตัวโตเป็นรอยฝ่ามือขึ้นสีทันทีเช่นกัน พฤติกรรมดุร้ายของหญิงสาวทำคนบริเวณรอบๆ เงียบงัน
“นี้..ลื้อ..ลื้อกล้าตบหน้าลูกอั้ว”
“อื่อ ทำไมอั้วจะไม่กล้า..ทีลื้อยังตีเด็กคนหนึ่งโดยไม่หาข้อเท็จจริงเลย..เพราะฉะนั้นเราก็หายกันแล้วอะเนอะ”น้ำเสียงคนตัวเล็กกว่าเหี้ยมเกรียมเอาจริง ดวงตาคมหวานแสนดุส่งผลให้คนอายุมากกว่าพูดไม่ออก และกว่าจะรู้ตัวหญิงสาวก็ลากน้องชายกลับไปแล้ว
กลางตรอกร่างเพรียวระหงที่ดูบอบบางกำลังลากคอเด็กชายผอมเกร็งมาตามทาง...ไอ้ต้าวน้องชายที่เธอเองยังจำไม่ได้ ร้องโวยวายมาตามทาง บัดเดี๋ยวอ้อนวอน บัดเดี๋ยวขอร้อง...สักพักก็เริ่มข่มขู่
