บทที่ 1 EPISODE.1 ลานเกียร์ที่ลุกเป็นไฟ
แสงแดดตอนบ่ายสามโมงตรงที่กำลังแผดเผาลงมาบนลานคอนกรีตกว้างที่ถูกขนานนามว่า 'ลานเกียร์' อย่างไร้ความปรานี ไอร้อนระอุพุ่งสะท้อนขึ้นมาจากพื้นปูนซีเมนต์ ผสมปนเปไปกับกลิ่นอับของเหงื่อและความกดดันที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ บรรยากาศบริเวณลานกว้างอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แต่สิ่งที่ทำให้ลานกว้างแห่งนี้ร้อนระอุยิ่งกว่าคงจะไม่ใช่อุณหภูมิของประเทศไทย แต่มันคือเสียงตะคอกดุดันที่ดังก้องที่ทะลุโทรโข่งออกมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“ก้มหน้าลงไป! ใครสั่งให้พวกคุณเงยหน้าขึ้นมามองผม!”
เสียงตวาดกร้าวของรุ่นพี่ฝ่ายว้ากปีสองดังลั่นจนโทรโข่งแทบแตกเป็นเสี่ยง ๆ เฟรชชี่ปีหนึ่งกว่าร้อยชีวิตที่กำลังนั่งขัดสมาธิเรียงแถวหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบ ต่างพากันสะดุ้งเฮือกและรีบก้มหน้างุดจนคางแทบจะชิดอก บางคนตัวสั่นเทา บางคนถึงกับแอบสะอื้นไห้เพราะทนรับกับความกดดันและบรรยากาศอันน่าหวาดกลัวนี้ไม่ไหว โทษฐานของการถูกลงโทษหมู่ในวันนี้ ช่างไร้สาระสิ้นดีในความรู้สึกของใครบางคน... เพียงเพราะมีเพื่อนในรุ่นจำชื่อเพื่อนสาขาอื่นไม่ได้ตามเป้าที่พวกรุ่นพี่กำหนดไว้
ท่ามกลางแถวของกลุ่มนักศึกษาปีหนึ่ง น้องใหม่ตรงกลางแถวที่สาม 'มิลา' นักศึกษาปีหนึ่ง จากสาขาวิศวกรรมโยธา กำลังนั่งหลังตรงแหน่วอยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนร่วมคณะที่เอาแต่ก้มหน้าตัวสั่น
ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่มักจะประดับด้วยรอยยิ้มมั่นใจ บัดนี้มันแดงก่ำจากความร้อน หยาดเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามกรอบหน้าและไรผม ก่อนจะไหลหยดลงมาตามลำคอระหง ชุดนักศึกษาตัวโคร่งที่สวมใส่มาอย่างถูกระเบียบเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบไปกับแผ่นหลัง แต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ได้แสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย
มิลาพ่นลมหายใจร้อน ๆ ออกมาทางจมูกอย่างหงุดหงิด นัยน์ตากลมโตคู่สวยไม่ได้ก้มมองปลายรองเท้าผ้าใบของตัวเองเหมือนคนอื่น ๆ แต่กลับช้อนขึ้นมองตรงไปยังกลุ่มรุ่นพี่ปีสอง ที่กำลังเดินทำตัวกร่างไปมาอยู่หน้าแถวของกลุ่มรุ่นน้อง ด้วยสายตาที่แข็งกร้าวและเต็มไปด้วยคำถาม
ระบบบ้าบออะไรเนี่ย... เธอสบถด่าในใจเป็นรอบที่ร้อยของวัน การมายืนตะคอกใส่หน้าคนอื่นมันคือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพและบังคับให้ทำตามคำสั่งอย่างไร้เหตุผล การกระทำแบบนี้มันทำให้เด็กรุ่นใหม่รักคณะขึ้นมาจริง ๆ หรือไง?
สำหรับมิลาเด็กผู้หญิงที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีแต่พี่ชายสายลุย วิ่งเล่นเตะต่อยคลุกฝุ่นมาตั้งแต่เด็กอย่างมิลา เธอไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเสียงตวาดพวกนี้เลยสักนิดในสายตาของเธอ ผู้ชายที่กำลังสวมวิญญาณมาเฟียคุมลานเกียร์อยู่ตอนนี้ ก็เป็นแค่ 'เด็กโข่ง' ที่หลงระเริงในอำนาจสมมติที่พวกรุ่นพี่ส่งทอดกันมาก็เท่านั้นเอง
“มิลา...”
เสียงกระซิบสั่นเครือดังมาจาก 'ผิง' เพื่อนสนิทไซส์มินิที่นั่งก้มหน้าอยู่ข้าง ๆ มือเล็กที่ชื้นไปด้วยเหงื่อของผิงแอบเอื้อมมาดึงชายเสื้อนักศึกษาของมิลาเบา ๆ เป็นเชิงเตือนสติ
“ก้มหน้าลงเถอะมิลา... เดี๋ยวพวกพี่เขาก็หาเรื่องเอาหรอก”
ผิงพูดลอดไรฟันโดยที่ตายังคงจ้องมองพื้นคอนกรีตของลานกว้าง น้ำเสียงของเพื่อนบ่งบอกชัดเจนว่ากำลังหวาดกลัวขั้นสุด
แต่มิลาไม่ทำตาม เธอเพียงแค่แบมือไปตบลงบนหลังมือของผิงเบา ๆ สองสามทีเพื่อเป็นการปลอบประโลม ก่อนจะดึงมือของเพื่อนออกอย่างนุ่มนวลก่อนที่ใบหน้าสวยจะเชิดขึ้นสูงกว่าเดิม
“ปล่อยให้หาเรื่องไปสิ ฉันอยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเขาจะเอาข้อหาอะไรมาลงโทษพวกเราอีก”
มิลาตอบกลับด้วยระดับเสียงที่ไม่ได้เบาลงเลยสักนิด
ความดื้อรั้นและท่าทีแข็งขืนของเธอ สะดุดตารุ่นพี่ปีสอง คนหนึ่งที่กำลังเดินตรวจแถวเข้าอย่างจริงจัง รองเท้าคอมแบทหนังสีดำหยุดชะงักอยู่ตรงหน้าแถวของมิลา และสายตาดุดันภายใต้หมวกแก๊ปสีดำตวัดจ้องมองมาที่เฟรชชี่สาวทันทีราวกับจับตัวกบฏของคณะได้
“น้องคนนั้นน่ะ! ทำไมไม่ก้มหน้าลง! พี่สั่งให้ก้มหน้าไม่ได้ยินหรือไง!”
เสียงตวาดพุ่งเป้ามาที่เธอโดยตรง ทำให้พวกเด็กปีหนึ่ง ที่นั่งอยู่รอบ ๆ ตัวมิลาพากันขยับตัวหนีด้วยความกลัว แต่มิลากลับนั่งนิ่งนัยน์ตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรุ่นพี่คนนั้นอย่างไม่ลดละ ไม่มีแววตาของการอ้อนวอน ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงความท้าทายที่พร้อมจะพุ่งชนอย่างไม่เกรงใจใคร
กบฏตัวน้อยแห่งสาขาโยธากำลังรอเวลาปะทุ และเธอก็พร้อมแล้วที่จะฉีกหน้ากากจอมปลอมของระบบบ้า ๆ นี่ทิ้งเสียที ท่ามกลางลานเกียร์ที่กำลังจะลุกเป็นไฟ... สงครามขนาดย่อมกำลังจะเริ่มต้นขึ้น โดยที่มิลาไม่รู้ตัวเลยว่า การกระทำที่แสนจะอวดดีของเธอในวินาทีนี้ กำลังตกอยู่ในสายตาของ 'ใครบางคน' ที่อันตรายกว่ารุ่นพี่ตรงหน้าเป็นร้อยเท่า
