บทที่ 11 EPISODE.11 หน้ากากในโลกความจริง และเสียงแจ้งเตือนจากนรก

แสงแดดยามสายของวันใหม่สาดส่องลงมาอาบไล้ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทว่าสำหรับมิลาแล้ว โลกทั้งใบของเธอกลับมืดมนและหนาวเหน็บราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในห้องมืดใต้ดิน หญิงสาวก้าวลงจากรถสองแถวหน้ามหาวิทยาลัย ทุกย่างก้าวที่ขยับเดินเต็มไปด้วยความยากลำบากและทรมาน ความเจ็บแปลบและร้าวระบมที่กึ่งกลางกายสาวแล่นริ้วขึ้นมาตอกย้ำถึง 'ความป่าเถื่อน' ที่เธอเพิ่งเผชิญมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน

           หลังจากถูกปล่อยตัวกลับมาที่หอพักพร้อมเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งของคินน์ มิลาใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานนับชั่วโมงเพื่อขัดถูร่องรอยคราบคาวและรอยสัมผัสของซาตานร้ายออกไปจากร่างกาย ทว่ารอยรักสีกุหลาบช้ำที่กระจายอยู่ทั่วลำคอ เนินอก และแผ่นหลัง กลับฝังลึกจนไม่อาจลบเลือน วันนี้เธอจึงจำใจต้องหยิบเสื้อนักศึกษาตัวที่ใหญ่และหนาที่สุดมาใส่ ติดกระดุมคอจนถึงเม็ดบนสุดอย่างรัดกุม เพื่อซ่อนเร้นความอัปยศเหล่านั้นให้มิดชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้

มิลาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หน้ากระจกเงา พยายามปั้นหน้ายิ้มแย้มและสวม 'หน้ากาก' ของเฟรชชี่สาวโยธาผู้แสนเย่อหยิ่งและแข็งแกร่งคนเดิม ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในใต้ถุนตึกคณะที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายของนักศึกษาของคณะวิศวะกรรมศาสตร์

           “เฮ้ย! ยัยกบฏลานเกียร์! ทางนี้เว้ย!”

           เสียงตะโกนเรียกคุ้นหูดังขึ้นจากโต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ 'นนท์' และ 'ผิง' แก๊งเพื่อนสนิทสาขาโยธากำลังโบกไม้โบกมือเรียกเธออย่างเริงร่า มิลากระพริบตาไล่ความหม่นหมองในแววตาออกไป รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเดินเข้าไปหาเพื่อน ๆ

“เป็นไงบ้างวะแม่คนเก่ง! เมื่อคืนซัดแบล็กแมมบ้าเพียว ๆ ไปสามช็อต ภาพตัดเลยดิ!”

           นนท์เอ่ยแซวทันทีที่มิลาหย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ ผิง ซึ่งการนั่งลงบนม้าหินอ่อนแข็ง ๆ ก็ทำให้มิลาต้องแอบนิ่วหน้าเล็กน้อยด้วยความเจ็บร้าวที่แกนกลางลำตัว

           “แกหายไปไหนมาเนี่ยมิลา เมื่อคืนพวกฉันตามหาแกทั่วร้านเลย ไปถามพี่พายุเพื่อนพี่คินน์ มันก็บอกว่าแกกลับไปแล้ว ฉันโทรหาแกก็ไม่ติด โคตรเป็นห่วงเลยรู้ไหม!”

           ผิงรุมซักไซ้ด้วยสีหน้ากังวลพลางจับแขนเพื่อนเขย่าเบา ๆ มิลาฝืนหัวเราะกลบเกลื่อน พยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่น

           “โอ๊ย... ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันอ้วกแตกหมดสภาพเลยแก เวียนหัวจนบ้านหมุน เลยแอบโบกแท็กซี่หนีกลับหอไปนอนซมคนเดียวน่ะสิ โทรศัพท์ก็แบตหมดเพิ่งจะชาร์จเมื่อเช้านี้เอง... โทษทีนะที่ทำให้เป็นห่วง”

           เธอจำใจต้องปั้นน้ำเป็นตัวโกหกคำโต กลืนความจริงอันแสนเลวร้ายลงไปในลำคออย่างยากลำบาก

“เออ รอดกลับหอไปได้ก็ดีแล้ว คราวหลังอย่าไปบ้าจี้รับคำท้าไอ้พวกเครื่องกลมันอีกนะเว้ย เล่นแรงฉิบหาย”

           นนท์บ่นอุบอิบ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยไปเรื่องการรับน้องและการสอบที่เพิ่งผ่านพ้นไป มิลาระบายยิ้มบาง ๆ ออกมา ลมหายใจที่กลั้นไว้ถูกพ่นออกมาอย่างโล่งอกที่เพื่อน ๆ หลงเชื่อคำโกหกของเธออย่างสนิทใจ ดูเหมือนหน้ากากที่เธอสวมไว้จะยังทำงานได้ดี... ทว่า ความโล่งใจนั้นอยู่กับเธอได้เพียงไม่กี่วินาที

ครืด... ครืด...

           แรงสั่นสะเทือนจากสมาร์ทโฟนในกระเป๋ากระโปรงทรงเอทำเอามิลาสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต หัวใจกระตุกวูบหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม สัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือนว่าภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ มือเล็กสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่ล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ

[Line Notification]

Unknown User ส่งข้อความถึงคุณ

มิลาปลีกตัวลุกขึ้นยืน อ้างกับเพื่อนว่าจะไปซื้อน้ำ ก่อนจะเดินเลี่ยงออกมามุมเสาที่ลับตาคน นิ้วเรียวที่สั่นระริกกดปลดล็อกหน้าจอแล้วเปิดเข้าไปในแชตปริศนาที่ไม่ได้ถูกบันทึกชื่อไว้ แต่รูปโปรไฟล์ที่เป็นภาพแก้วเหล้าบลูลาเบลวางอยู่บนคอนโซลรถสปอร์ต ก็เพียงพอที่จะทำให้มิลารู้ได้ทันทีว่าผู้ชายที่อยู่อีกฝั่งของหน้าจอคือใคร

           ข้อความสั้น ๆ ถูกส่งมาพร้อมกับไฟล์เสียงหนึ่งไฟล์

“สี่โมงเย็น... มาเจอกูที่ลานจอดรถใต้ดินโซน VIP คอนโดเดิม ถ้าช้าเกินห้านาที... มึงรู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

           มิลาเบิกตากว้าง ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นกระหน่ำรัวเร็วด้วยความหวาดผวา เธอกลั้นใจกดแนบโทรศัพท์เข้าที่ริมหูแล้วเปิดไฟล์เสียงความยาวเพียงแค่ 2 วินาทีนั้น...

           “อ๊ะ... อ๊า... พี่คินน์...”

           เสียงครางกระเส่าหวานหยดของตัวเธอเองที่กำลังเรียกชื่อซาตานร้ายดังก้องเข้ามาในโสตประสาท แม้จะเบาหวิวแต่มันกลับกรีดลึกลงไปในศักดิ์ศรีจนขาดสะบั้น มิลาช็อกจนหน้าถอดสีซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก มือที่กำโทรศัพท์เย็นเฉียบและอ่อนแรงจนแทบจะปล่อยเครื่องมือสื่อสารราคาแพงร่วงลงไปกองกับพื้

           เสียงแจ้งเตือนจากนรกดึงเธอกลับลงสู่ขุมนรกอีกครั้งอย่างโหดร้าย มันเป็นการตอกย้ำเตือนสติว่า ฝันร้ายของเธอไม่ได้จบลงแค่เมื่อเช้า แต่มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหาก... และพันธนาการไร้โซ่ที่จอมเผด็จการคนนั้นสวมคอเธอเอาไว้ มันแน่นหนาเกินกว่าที่เธอจะดิ้นหลุดได้ตลอดกาล

เข็มนาฬิกาบนหน้าปัดบอกเวลาสี่โมงเย็นตรงเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่วินาทีเดียว

           ลานจอดรถใต้ดินโซน VIP ของคอนโดหรูใจกลางเมืองเงียบสงัดและเย็นเยียบ แสงไฟนีออนสลัว ๆ ส่องกระทบกับพื้นคอนกรีตขัดมัน บรรยากาศอึดอัดชวนให้อึดอัดใจราวกับกำลังเดินลึกเข้าไปในถ้ำของสัตว์ร้าย มิลาพาพาร่างกายที่ยังคงปวดร้าวระบมของตัวเองมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้ารถสปอร์ตสีดำด้านคันคุ้นตา ขาเรียวใต้กระโปรงทรงเอสั่นเทาเล็กน้อย ทั้งจากความเจ็บปวดทางกายและความหวาดหวั่นในใจที่ต้องกลับมาเผชิญหน้ากับซาตานร้ายอีกครั้ง

ฟิล์มกรองแสงสีดำสนิทของตัวรถทำให้เธอมองไม่เห็นความเคลื่อนไหวภายใน ทว่าเพียงเสี้ยววินาที กระจกฝั่งผู้โดยสารก็ค่อย ๆ เลื่อนลดระดับลงมาเผยให้เห็นชายหนุ่มที่นั่งประจำที่คนขับ

'คินน์' อยู่ในชุดนักศึกษาชายที่ดูหลุดลุ่ยตามสไตล์คนเถื่อน เสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมบนออกสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกแกร่งและรอยสักรูปไม้กางเขนที่ลำคอ ชายหนุ่มพิงพนักเบาะอย่างเกียจคร้าน มือข้างหนึ่งคีบบุหรี่ที่เพิ่งจุดสูบ นัยน์ตาคมกริบสีนิลกวาดมองร่างบางในชุดนักศึกษาที่ติดกระดุมเรียบร้อยมิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาประเมินและคุมเกม สายตาคู่นั้นร้อนแรงจนมิลาแทบจะรู้สึกเหมือนถูกปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกทีละชิ้น

“ขึ้นมา”

           คินน์ออกคำสั่งสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงอำนาจ

กริ๊ก...

เสียงปลดล็อกประตูรถดังขึ้นราวกับเสียงเปิดกรงขัง มิลาเม้มริมฝีปากแน่น สูตลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกความกล้า ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถและแทรกตัวเข้าไปนั่งบนเบาะหนังสีแดงเข้ม ทันทีที่ประตูปิดลง บรรยากาศภายในห้องโดยสารก็ถูกบีบอัดจนแทบไม่มีอากาศหายใจ กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูผสมกับกลิ่นนิโคตินจาง ๆ และความทรงจำเร่าร้อนเมื่อคืนที่เกิดขึ้นบนเบาะรถคันนี้ ตีรวนขึ้นมาจนหน้าผากมนมีเหงื่อซึมผุดขึ้นมา

คินน์อัดควันบุหรี่เข้าปอดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะดับมันลงในที่เขี่ยบุหรี่ในรถ ชายหนุ่มขยับตัวหันหน้าเข้าหาคนตัวเล็กที่นั่งตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้น ท่อนแขนแกร่งพาดไปตามพนักพิงเบาะด้านหลังของมิลา เป็นการกักขังเธอไว้ในอาณาเขตของเขาอย่างแนบเนียน

           “มาตรงเวลาดีนี่... นึกว่าจะลองดีปล่อยให้คลิปเสียงนั่นเด้งเข้ากลุ่มไลน์คณะซะแล้ว”

           คินน์เอ่ยทำลายความเงียบ รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปาก

           “ฉันมาตามที่พี่สั่งแล้ว พี่ยังต้องการอะไรอีก”

           มิลาเค้นเสียงถาม นัยน์ตาคู่สวยตวัดมองเขาด้วยความคับแค้นใจ

           “แค่เมื่อเช้ามันยังไม่สาแก่ใจพี่หรือไง!”

“เมื่อเช้ามันก็แค่การ 'ชิมลาง' ยัยเด็กดื้อ”

           คินน์สวนกลับทันควัน ปลายนิ้วสากไล้ไปตามเส้นผมที่ปรกแก้มเนียนของมิลาช้า ๆ จงใจให้เธอขนลุกซู่

           “ในเมื่อมึงตกลงรับข้อเสนอของกูแล้ว กูจะบอกกติกาให้มึงรู้เอาไว้... เพื่อที่มึงจะได้ไม่ทำตัวล้ำเส้น”

           คินน์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกโด่งแทบจะชนกับแก้มของเธอ แววตาของจอมเผด็จการแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจัง ขรึมลึก และเต็มไปด้วยความแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอย่างโจ่งแจ้ง น้ำเสียงทุ้มต่ำเอื้อนเอ่ยข้อตกลงสามข้อที่เปรียบเสมือนโซ่ตรวนรัดคอกบฏสาวให้สิ้นฤทธิ์

“ข้อแรก ห้ามให้ผู้ชายหน้าไหนเข้าใกล้หรือจับต้องตัวมึงเด็ดขาด แม้แต่ไอ้เพื่อนสนิทของมึงก็ห้าม... จำไว้ว่าตอนนี้ร่างกายมึงเป็นของกู กูหวงของ และกูไม่ชอบใช้ของร่วมกับใคร”

           “ข้อที่สอง กูเรียกเมื่อไหร่ มึงต้องมาทันที ไม่มีข้ออ้าง ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ หน้าที่ของมึงคือถ่างขารับบทลงทัณฑ์ทุกครั้งที่กูต้องการ”

           “ข้อสุดท้าย ... เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นที่คณะ... เราไม่รู้จักกัน มึงเป็นแค่เฟรชชี่ปีหนึ่ง ส่วนกูเป็นรุ่นพี่ที่มึงต้องก้มหัวเคารพ ห้ามแสดงอาการปีนเกลียวหรือทำตัวสนิทสนมเด็ดขาด... จำใส่หัวเอาไว้ให้ดี”

ทุกถ้อยคำที่หลุดออกจากปากของคินน์ราวกับใบมีดที่กรีดลงบนศักดิ์ศรีของมิลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กฎบ้าบอพวกนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับการประกาศว่าเธอเป็น 'ทาสบำเรอกาม' ของเขาโดยสมบูรณ์แบบ เป็นของเล่นในมุมมืดที่ไร้สิทธิ์ไร้เสียง และไม่มีตัวตนในโลกความเป็นจริง

มิลาเม้มริมฝีปากแน่นจนกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ คละคลุ้งในปาก มือเล็กที่วางอยู่บนตักกำเข้าหากันจนข้อนิ้วขาวซีด เธอกำลังถูกต้อนให้จนตรอกในเกมที่เขาเป็นคนสร้างกติกา ความโกรธแค้นและความอัปยศอดสูตีตื้นขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว แต่เธอจะร้องไห้ให้ผู้ชายสารเลวคนนี้เห็นความอ่อนแอไม่ได้เด็ดขาด!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป