บทที่ 12 EPISODE.12 ศักดิ์ศรีที่พยายามต่อรอง
ความเงียบที่โรยตัวอยู่ในห้องโดยสารรถสปอร์ตคันหรูนั้นหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ กฎเหล็กสามข้อที่เพิ่งหลุดออกจากปากของอดีตเฮดว้ากเครื่องกล เป็นดั่งโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นรัดพันรอบคอของมิลาจนแทบหายใจไม่ออก ทว่า... สัญชาตญาณการเอาตัวรอดและศักดิ์ศรีของกบฏลานเกียร์ที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดของเธอ ยังคงดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกเหยียบย่ำจนจมดิน
มิลาสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด พยายามสะกดกลั้นความสั่นเทาของร่างกายและก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่ลำคอ นัยน์ตากลมโตที่เคยรื้นไปด้วยน้ำตาแห่งความหวาดกลัว บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยประกายไฟแห่งความดื้อรั้น เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลอันตรายของคินน์อย่างไม่ลดละ
“ในเมื่อฉันยอมถอย... ยอมทำตามกฎบ้า ๆ ของพี่แล้ว...”
มิลาเค้นเสียงพูดออกไปอย่างยากลำบาก พยายามบังคับน้ำเสียงให้หนักแน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
“พี่ก็ต้องรักษาสัญญา ห้ามมายุ่งเกี่ยว หรือทำรุ่มร่ามบ้าบออะไรกับฉันที่คณะเด็ดขาด! และที่สำคัญ... ถ้าฉันเรียนจบ หรือพี่เบื่อฉันแล้ว พี่ต้องลบไฟล์เสียงนั่นทิ้งทันที! นี่คือข้อตกลงของฉัน!”
ความพยายามที่จะงัดข้อและต่อรองเพื่อรักษาเศษเสี้ยวศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ของมิลา ทำให้บรรยากาศในรถหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ...
ก่อนที่เสียงหัวเราะ 'หึ' จะดังลอดออกมาจากลำคอแกร่งของคนตัวโต
มันไม่ใช่เสียงหัวเราะที่แสดงความขบขัน แต่มันคือเสียงหัวเราะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยันและสมเพชในความอวดดีที่ไร้เดียงสาของเธอ คินน์เลิกคิ้วขึ้นสูงแววตานักล่าฉายชัดถึงความอันตรายที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ชายหนุ่มละท่อนแขนจากการพิงเบาะ โน้มตัวข้ามคอนโซลกลางเข้ามาประชิดร่างบางอย่างรวดเร็วจนมิลาผงะถอยหลังไปชนกับประตูรถจนมุม
หมับ!
มือหนาสากระคายเอื้อมมาเชยคางมนของมิลา ล็อกปลายคางของเธอเอาไว้แน่นด้วยนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ออกแรงบีบเค้นจนใบหน้าหวานต้องแหงนหงายขึ้นสบตากับเขาในระยะประชิด ลมหายใจร้อนผ่าวที่เจือจางไปด้วยกลิ่นนิโคตินและน้ำหอมราคาแพงเป่ารดผิวแก้มเนียนที่กำลังซีดเผือด
“มึงเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า... มิลา”
เสียงทุ้มต่ำกดลึกกระซิบชิดริมฝีปากอิ่ม น้ำเสียงของคินน์เย็นเยียบทว่าแฝงความดุดันที่พร้อมจะแผดเผาคนฟังให้มอดไหม้
“ในเกมนี้... มึงไม่มีสิทธิ์ต่อรองอะไรทั้งนั้น”
ดวงตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากที่กำลังสั่นระริกของเหยื่อสาว ก่อนจะพ่นคำพูดร้ายกาจที่บดขยี้ศักดิ์ศรีของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี
“มึงเป็นแค่คนแพ้... เป็นแค่ลูกไก่ในกำมือที่ต้องคลานมารับบทลงทัณฑ์ใต้ร่างกู จำไม่ได้เหรอว่าเมื่อเช้ามึงอ้อนวอนกูท่าไหน? ขย่มอยู่บนตัวกูแล้วร้องครางเสียงหลงจนกูแทบคลั่ง... มึงคิดว่าคนที่ร่านใส่กูขนาดนั้น มีสิทธิ์มาตั้งเงื่อนไขอะไรกับกูงั้นเหรอวะ?”
“อึก... ปล่อยนะ... พี่มันบ้า...”
มิลาพยายามสะบัดหน้าหนี แต่แรงบีบที่ปลายคางกลับเพิ่มขึ้นเพื่อบังคับให้เธอต้องรับฟังสถานะที่แท้จริงของตัวเอง
“หน้าที่ของมึง... คืออ้าขารับคำสั่งกูเท่านั้น”
คินน์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากแทบจะสัมผัสกัน แววตาของเขาต้อนเธอให้จนตรอกอย่างไร้ความปรานี
“เสียงแจ้งเตือนเมื่อตอนกลางวันคงเตือนสติมึงได้ดีนะ ว่ากูทำอะไรได้บ้าง... ทีนี้ พูดสิ... พูดตอบรับคำสั่งของกูว่า 'ค่ะ พี่คินน์' พูดให้กูชื่นใจหน่อยซิ... ยัยเด็กบาป”
เสียงแจ้งเตือนจากนรกที่ดังขึ้นเมื่อตอนกลางวันดังก้องกลับเข้ามาในหัวสมองของมิลาอีกครั้ง ภาพความพินาศของชีวิตนักศึกษา หากไฟล์เสียงครางกระเส่านั้นหลุดรอดออกไป บีบรัดก้อนเนื้อในอกซ้ายจนเจ็บร้าวไปหมด
มิลาหลับตาลงอย่างคนพ่ายแพ้ หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ร่วงเผาะลงมากระทบหลังมือหนาของคินน์ ศักดิ์ศรีที่พยายามกอบกู้ถูกเขาบดขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแหลกละเอียด เธอไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากต้องสวมปลอกคอที่เขายื่นให้
“ค่ะ...”
เสียงหวานสั่นเครือและแหบพร่าเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างยากลำบากราวกับคนขาดใจ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อสะกดกลั้นเสียงสะอื้น
“ค่ะ... พี่คินน์...”
รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนมุมปากหยักลึกของซาตานร้าย คินน์ยอมคลายแรงบีบที่ปลายคาง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นใช้ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มเนียนให้อย่างแผ่วเบา... สัมผัสที่ดูเหมือนจะอ่อนโยน ทว่ามันกลับเป็นเพียงรางวัลปลอบใจที่เจ้านายมอบให้กับสัตว์เลี้ยงที่ยอมศิโรราบใต้ฝ่าเท้าของเขาอย่างสมบูรณ์แบบเท่านั้น
วันต่อมาบรรยากาศ ณ ลานเกียร์ ศูนย์รวมจิตวิญญาณของคณะวิศวกรรมศาสตร์ เต็มไปด้วยความวุ่นวายและเสียงจอแจของเหล่านักศึกษาเฟรชชี่ปีหนึ่งที่ถูกเรียกมารวมพลเช็กชื่อครั้งใหญ่หลังเสร็จสิ้นการสอบมิดเทอม แสงแดดยามบ่ายแผดเผาลงมาจนอากาศร้อนอบอ้าว ทว่าสำหรับมิลาที่ยืนอยู่ท่ามกลางแถวของนักศึกษาสาขาโยธา เธอกลับรู้สึกหนาวเหน็บอยู่ลึก ๆ ในอก
วันนี้เธอยังคงสวมชุดนักศึกษาตัวโคร่งที่ติดกระดุมมิดชิดจนถึงคอ แม้เหงื่อจะซึมตามไรผมและแผ่นหลัง แต่เธอก็ไม่กล้าแม้แต่จะปลดกระดุมออกสักเม็ดเดียวเพื่อระบายความร้อน เพราะรู้ดีว่าภายใต้ร่มผ้าที่ดูเรียบร้อยไร้ที่ตินี้ มีรอยสีกุหลาบช้ำและร่องรอยการตีตราจองจากจอมเผด็จการซุกซ่อนอยู่แทบทุกตารางนิ้วของผิวเนื้อ
“เฮ้ย ๆ พวกมึง เงียบ ๆ หน่อย! แก๊งพี่ว้ากมาแล้วเว้ย!”
เสียงกระซิบเตือนจากเพื่อนร่วมรุ่นแถวหลังดังขึ้น ส่งผลให้เสียงจอแจที่ลานเกียร์เงียบกริบลงราวกับกดปุ่มปิดสวิตช์ คลื่นมนุษย์ในชุดนักศึกษาแหวกทางออกเป็นระเบียบโดยอัตโนมัติ
มิลาใจเต้นตึกตัก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อสายตามองเห็นกลุ่มชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อช็อปสีกรมท่าเดินเรียงหน้ากระดานเข้ามาในลานกิจกรรม และคนที่เดินนำหน้าสุด โดดเด่นและน่าเกรงขามที่สุด... ก็คือ 'คินน์'
ภาพของคินน์ในวันนี้ช่างแตกต่างจากผู้ชายดิบเถื่อนบนเตียงนอน หรือซาตานร้ายในลานจอดรถใต้ดินเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง เสื้อช็อปวิศวะสีกรมท่าที่สวมทับเสื้อยืดสีดำขับเน้นให้ไหล่กว้างและโครงร่างกำยำของเขาดูสง่างามและทรงอำนาจ ใบหน้าหล่อร้ายเรียบนิ่ง ดุดัน และแฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่กดดันจนรุ่นน้องทุกคนพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีใครกล้าสบตากับอดีตเฮดว้ากเครื่องกลผู้เป็นตำนานความโหดของคณะ
คินน์ก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นสแตนด์หน้าแถว สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกวาดมองเหล่านักศึกษาปีหนึ่งทั่วทั้งลาน ก่อนที่เสียงทุ้มกังวานและทรงพลังจะดังกระหึ่มขึ้นผ่านโทรโข่ง
“พวกคุณคิดว่าหลังจากสอบเสร็จแล้วจะได้สบายงั้นเหรอ! การเป็นเฟรชชี่วิศวะฯ มันไม่ได้จบแค่ในห้องเรียน! สิ่งที่พวกคุณต้องตระหนักไว้เสมอคือ 'ระเบียบวินัย' และ 'เกียรติยศ' ของเกียร์ที่ติดอยู่ที่อกพวกคุณ!”
เสียงตวาดกร้าวของคินน์ทำให้เฟรชชี่หลายคนสะดุ้งสุดตัว แต่มิลากลับยืนนิ่งงัน สองมือกำแน่นอยู่ที่ข้างลำตัว คำว่า 'เกียรติยศ' และ 'ระเบียบวินัย' ที่หลุดออกมาจากปากของผู้ชายคนนั้น มันช่างย้อนแย้งและกรีดลึกลงไปในความรู้สึกของเธอจนเจ็บจุก
“คนที่ไม่มีวินัย ไม่รู้จักเคารพกฎเกณฑ์... ก็ไม่สมควรที่จะได้สวมเสื้อช็อปของสถาบันนี้!”
ในจังหวะที่คินน์กำลังเน้นย้ำประโยคนั้นอย่างดุดัน นัยน์ตาคู่คมสีนิลที่เคยกวาดมองไปรอบ ๆ กลับตวัดตรงดิ่งมาล็อกเข้ากับดวงตากลมโตของมิลาที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดอย่างจงใจ!
โลกทั้งใบของมิลาคล้ายจะหยุดหมุนลมหายใจของเธอขาดห้วง ท่ามกลางคนนับร้อยนับพันในลานเกียร์ ท่ามกลางกฎข้อที่สามที่เขาตั้งไว้ว่า 'เราไม่รู้จักกัน' แต่แววตาที่คินน์ใช้มองเธอในวินาทีนี้... มันไม่ใช่แววตาของรุ่นพี่ที่กำลังตำหนิรุ่นน้อง แต่มันคือ 'สายตาซ่อนบาป' ที่ร้อนแรง ดิบเถื่อน และเต็มไปด้วยการทวงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของอย่างโจ่งแจ้ง
มุมปากหยักลึกของอดีตเฮดว้ากหนุ่มกระตุกยิ้มขึ้นเพียงเสี้ยววินาที... เป็นรอยยิ้มร้ายกาจที่มีเพียงเธอและเขาเท่านั้นที่รู้ความหมาย
มิลาตัวสั่นสะท้านอยู่ใต้เสื้อคลุมตัวหนา ใบหน้าหวานร้อนเห่อและแดงก่ำขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ ความรู้สึกเสียววูบวาบแล่นปราดจากกึ่งกลางกายขึ้นมาจนถึงสมอง เมื่อตระหนักได้ถึงความจริงอันแสนวิปริต...
ผู้ชายที่กำลังยืนหน้าขรึม เทศนาเรื่องเกียรติยศและศักดิ์ศรีอย่างน่าเกรงขามอยู่บนแท่น... คือคน ๆ เดียวกับที่ฉีกทึ้งเสื้อผ้าของเธอ กระแทกกระทั้นเรือนร่างของเธออย่างป่าเถื่อน และบังคับให้เธอครางชื่อเขาจนเสียงแหบแห้งเมื่อไม่กี่สิบชั่วโมงที่ผ่านมา
และภายใต้ชุดนักศึกษาที่เนี้ยบระเบียบของเธอในตอนนี้... ก็ถูกปกคลุมไปด้วยรอยคิสมาร์กและร่องรอยแห่งตัณหา ที่รุ่นพี่ผู้ทรงเกียรติคนนี้เป็นคนฝากฝังเอาไว้ด้วยตัวเอง!
