บทที่ 13 EPISODE.13 รอยสัมผัสต้องห้าม
บรรยากาศยามเย็นของคณะวิศวกรรมศาสตร์คลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาที่จับกลุ่มพูดคุยและทำงาน แสงแดดสีส้มอมแดงสาดส่องลอดผ่านกิ่งไม้ใหญ่ลงมาตกกระทบโต๊ะม้าหินอ่อนที่ซุ้มคณะ สาขาโยธาปีหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการทำโปรเจกต์กลุ่มอย่างขะมักเขม้น
มิลาหมกมุ่นอยู่กับการตัดโมเดลและวาดแบบจนหน้าดำคร่ำเครียด ตลอดทั้งบ่ายเธอพยายามเอาตัวเองจมจ่อมอยู่กับงานกองโต เพื่อสลัดภาพนัยน์ตาซ่อนบาปของ 'คินน์' ที่ลานเกียร์ออกไปจากหัว ทว่ายิ่งพยายามลืม ร่างกายของเธอกลับยิ่งประท้วง ทุกครั้งที่ขยับตัวความปวดร้าวระบมตามกล้ามเนื้อและกึ่งกลางกายสาวก็แล่นริ้วขึ้นมาตอกย้ำถึงค่ำคืนและรุ่งเช้าอันแสนป่าเถื่อนที่เธอเพิ่งพานพบ
“พักบ้างเถอะมิลา คิ้วขมวดจนจะผูกเป็นโบว์ได้อยู่แล้วนะแก”
เสียงทุ้มของ 'นนท์' เพื่อนสนิทร่วมแก๊งดังขึ้นเรียกสติ พร้อมกับแก้วน้ำเย็นเจี๊ยบที่ถูกนำมาแนบลงบนแก้มเนียนจนมิลาสะดุ้ง นนท์ทิ้งตัวลงนั่งบนม้าหินอ่อนตัวเดียวกัน ก่อนจะเอื้อมมือมาจับที่ลาดไหล่บอบบางของเธออย่างถือวิสาสะ
“อ๊ะ...”
มิลาเผลอร้องอุทานเบา ๆ ร่างกายเกร็งสะท้านทันทีเมื่อฝ่ามือของนนท์กดทับลงบนรอยคิสมาร์กและรอยช้ำที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อนักศึกษาตัวหนา
“เห้ย เป็นอะไร เจ็บเหรอ?”
นนท์ชะงัก รีบถามด้วยความเป็นห่วง
“ปะ... เปล่า แค่ปวดเมื่อยนิดหน่อยน่ะ นั่งก้มหน้านานไปหน่อย”
มิลาฝืนยิ้มกลบเกลื่อน รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“บอกแล้วไงว่าอย่าหักโหม มา... เดี๋ยวหมอนนท์บริการนวดคลายเส้นให้เอง”
ไม่พูดเปล่า นนท์ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ออกแรงบีบนวดเบา ๆ ที่ลาดไหล่และต้นคอของมิลาด้วยความหวังดี โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าการกระทำอันแสนบริสุทธิ์ใจนั้นกำลังนำพาหายนะมาสู่ตัวเอง ลมเย็น ๆ ยามเย็นพัดโชยมา หอบเอาเศษฝุ่นและใบไม้แห้งใบเล็ก ๆ ปลิวมาติดที่กลุ่มผมสีเข้มของมิลา นนท์ระบายยิ้มบาง ๆ สายตาที่เขามองเพื่อนสนิทสาวคนนี้มักจะแฝงไปด้วยความรู้สึกที่มากกว่าเพื่อนเสมอ ชายหนุ่มเอื้อมมือไปปัดเศษใบไม้ออกจากเส้นผมสลวยให้อย่างอ่อนโยน
“ผมเลอะหมดแล้ว ยัยเพิ้งเอ๊ย”
นนท์แซวเสียงนุ่ม นิ้วเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าของมิลาไปทัดไว้ที่หลังใบหู
ทว่า... ในวินาทีที่ปลายนิ้วของนนท์สัมผัสกับผิวแก้มของมิลา อุณหภูมิรอบบริเวณซุ้มคณะก็คล้ายจะลดฮวบลงอย่างเฉียบพลัน บรรยากาศที่เคยผ่อนคลายถูกแทนที่ด้วยความกดดันอันแสนหนักอึ้งและเย็นเยียบจนน่าขนลุก
มิลาชะงักกึก สัญชาตญาณบางอย่างสั่งให้เธอหันขวับไปมองที่ทางเดินเท้าด้านหลังซุ้ม และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตา ก็ทำเอาหัวใจของกบฏสาวหล่นวูบลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม!
กลุ่มพี่ว้ากวิศวะในชุดเสื้อช็อปสีเทาเข้มกำลังเดินผ่านมาพอดี และคนที่เดินนำหน้าสุด... ร่างสูงใหญ่กำยำที่แผ่รังสีอำมหิตออกมาจนบรรยากาศรอบข้างบิดเบี้ยว... คือ 'คินน์'
ฝีเท้าของอดีตเฮดว้ากเครื่องกลหยุดชะงักลงตรงหน้าซุ้ม นัยน์ตาคมกริบสีนิลที่เคยมองเธอด้วยความหยอกเย้าหรือดุดัน บัดนี้มันวาวโรจน์และลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความหึงหวงและโทสะอย่างปิดไม่มิด สายตาของคินน์ล็อกเป้าหมายไปที่ 'มือ' ของนนท์ที่ยังคงวางอยู่บนศีรษะและลาดไหล่ของเธอ สันกรามแกร่งบดเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดที่ลำคอปูดโปน รังสีความเกรี้ยวกราดที่แผ่ออกมานั้นชัดเจนจนแทบจะจับต้องได้ ราวกับมัจจุราชที่พร้อมจะพุ่งเข้ามาฉีกทึ้งร่างของผู้ชายที่กล้ามาแตะต้อง 'ของของเขา' ให้ขาดเป็นชิ้น ๆ
มิลาเบิกตากว้างด้วยความช็อกสุดขีด เผลอสบตากับดวงตาแห่งเปลวเพลิงนั้นอย่างจัง ความหวาดกลัวแล่นปราดไปทั่วไขสันหลัง เธอรีบปัดมือของนนท์ออกอย่างแรงจนเพื่อนสนิทหน้าเหวอ
“เฮ้ย! อะ... เอ้ย ไม่เป็นไรนนท์ ฉันหายเมื่อยแล้ว! ขอบใจมาก!”
มิลาละล่ำละลักพูดเสียงสั่น เขยิบตัวออกห่างจากนนท์ราวกับถูกของร้อน
“เป็นอะไรของแกวะมิลา สะดุ้งซะเว่อร์เลย”
นนท์ถามอย่างงุนงง ไม่ได้สังเกตถึงรังสีอำมหิตจากทางเดินด้านหลังเลยแม้แต่น้อย
คินน์จ้องมองท่าทีลนลานของมิลาด้วยสายตาที่มืดมิดลงไปอีกขั้น มุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชาที่สยดสยองที่สุดเท่าที่มิลาเคยเห็น ชายหนุ่มไม่ได้โวยวาย ไม่ได้เดินเข้ามาหาเรื่อง เขาเพียงแค่ปรายตามองนนท์ด้วยหางตาประหนึ่งมองเศษขยะ ก่อนจะล้วงมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ พิมพ์อะไรบางอย่างลงไป แล้วเก็บมันกลับเข้าที่ พร้อมกับก้าวเดินนำแก๊งพี่ว้ากจากไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของพายุหมุนลูกใหญ่ที่กำลังจะก่อตัว
ครืด... ครืด...
เพียงเสี้ยววินาทีหลังจากที่แผ่นหลังกว้างของคินน์เดินลับสายตาไป สมาร์ทโฟนในกระเป๋ากระโปรงของมิลาก็สั่นเตือน มือเล็กสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ขณะที่ล้วงมันขึ้นมาเปิดดูหน้าจอ
[Line: Unknown User]
“มึงละเมิดกฎข้อแรก... มาที่ห้องกูเดี๋ยวนี้ ถ้ากูไปถึงแล้วยังไม่เห็นมึง... กูจะกลับไปหักมือไอ้เพื่อนเวรของมึงซะ!”
ตัวอักษรไม่กี่คำบนหน้าจอเปรียบเสมือนประกาศิตจากนรกที่ตัดสินโทษประหารให้เธออย่างเสร็จสรรพ มิลาหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือดลมหายใจติดขัด เธอรู้ดี... เธอรู้ดีกว่าใครว่าผู้ชายดิบเถื่อนอย่างคินน์ไม่ได้แค่ขู่ ถ้าเธอไม่ทำตามที่เขาสั่ง นนท์จะต้องเดือดร้อนและถูกซ้อมจนปางตายแน่ ๆ!
“ฉะ... ฉันลืมไปว่ามีธุระด่วน! ต้องรีบไปแล้ว ฝากเก็บของด้วยนะแก!”
มิลาผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว คว้ากระเป๋าสะพายขึ้นมาคล้องไหล่โดยไม่รอฟังเสียงทักท้วงของนนท์และผิง ร่างบางสับเท้าวิ่งออกไปจากซุ้มคณะด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ปลายทางของเธอไม่ใช่หอพัก... แต่เป็นแดนประหารของซาตานร้ายที่กำลังรอลงทัณฑ์กบฏดื้อรั้นอย่างเธอ!
รถแท็กซี่เบรกเอี๊ยดจอดเทียบหน้าคอนโดหรูใจกลางเมือง มิลาโยนธนบัตรให้คนขับโดยไม่รอเงินทอน ร่างบางรีบเปิดประตูแล้วสับเท้าวิ่งฝ่าล็อบบี้อันหรูหราตรงไปยังลิฟต์โดยสารด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำรัวเร็วและรุนแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สองมือสั่นเทาขณะกดรหัสผ่านที่หน้าประตูห้องสวีตชั้นบนสุด ซึ่งเป็นรหัสที่คินน์ส่งมาให้พร้อมกับข้อความนรกเมื่อครู่นี้
ติ๊ด... แกรก!
ทันทีที่บานประตูไม้เนื้อแข็งถูกผลักเปิดออก บรรยากาศภายในห้องกลับมืดมิดและเงียบสงัด มีเพียงแสงไฟนีออนจากตึกระฟ้าภายนอกที่สาดส่องลอดผ่านกระจกบานใหญ่ริมระเบียงเข้ามาเป็นเงาสลัว มิลาก้าวเท้าเข้าไปในห้องอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ลมหายใจหอบเหนื่อยจากการวิ่งหนีเอาชีวิตรอด (เพื่อชีวิตของเพื่อน) ยังคงดังสะท้อนในความเงียบ
“พะ... พี่คินน์... ฉันมาแล้ว...”
เธอส่งเสียงเรียกออกไปอย่างตะกุกตะกัก
ทว่า ยังไม่ทันที่มือเล็กจะเอื้อมไปกดสวิตช์ไฟข้างผนัง เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากมุมมืดอย่างรวดเร็วราวกับสัตว์ป่าที่ดักซุ่มรอเหยื่อ!
หมับ! ฟึบ!
“ว้าย!”
มิลาหวีดร้องสุดเสียงเมื่อท่อนแขนแกร่งดุจคีมเหล็กคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเธอ ออกแรงกระชากเพียงครั้งเดียว ร่างบางก็ปลิวหวือลอยไปปะทะกับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้ออย่างจัง กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูผสมผสานกับกลิ่นนิโคตินและแอลกอฮอล์จาง ๆ บ่งบอกถึงอารมณ์ดิบเถื่อนที่กำลังพลุ่งพล่านของเจ้าของอ้อมกอด
“พี่คินน์! ฟังฉันก่อน! มันไม่ได้มีอะไรแบบที่พี่คิดนะ!”
มิลาละล่ำละลักอธิบายเสียงสั่นเครือ สองมือเล็กยกขึ้นดันแผงอกแกร่งเพื่อสร้างระยะห่าง แต่กลับพบว่าชายหนุ่มยังคงอยู่ในชุดนักศึกษาที่ปลดกระดุมออกจนหมด ร่างกายของเขาร้อนจัดราวกับมีไฟสุม
“นนท์แค่ช่วยปัดเศษใบไม้... ปัดฝุ่นออกจากผมให้ฉันเท่านั้น! เขาไม่ได้ตั้งใจจะลวนลามหรือแตะต้องอะไรฉันเลย พี่อย่าไปทำอะไรเขานะ!”
“หุบปาก!!”
เสียงตวาดก้องกังวานดุจฟ้าผ่าฟาดลงกลางห้อง คินน์ไม่ฟังคำแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้น สติสัมปชัญญะของเขาถูกความหึงหวงหน้ามืดกัดกินจนไม่เหลือความทะนุถนอม ชายหนุ่มดันร่างบางให้ถอยกรูดไปเบียดกระแทกกับผนังห้องอย่างแรงจนแผ่นหลังของเธอกระแทกเข้ากับปูนเย็นเฉียบ
ปึก!
“อ๊ะ... เจ็บ...”
มิลาเบ้หน้า นิ่วหน้าด้วยความจุก ทว่ายังไม่ทันได้ประท้วง มือหนาสากระคายก็เอื้อมมากำรอบลาดไหล่บอบบางของเธอ... ตรงจุดเดียวกับที่นนท์เพิ่งสัมผัสเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วเป๊ะ!
คินน์ออกแรงบีบขยี้ลาดไหล่เนียนอย่างรุนแรงราวกับต้องการจะบดกระดูกเธอให้แหลกคามือ นัยน์ตาสีนิลที่เคยมืดมิด บัดนี้วาวโรจน์ไปด้วยโทสะและเปลวเพลิงแห่งความหึงหวงอย่างบ้าคลั่ง สันกรามแกร่งบดเข้าหากันจนนูนเด่น ลมหายใจร้อนผ่าวพ่นรดใบหน้าหวานที่กำลังซีดเผือด
“แค่ปัดเศษใบไม้งั้นเหรอ? มึงคิดว่ากูโง่มากหรือไงมิลา! สายตาที่ไอ้เวรนั่นมันมองมึง... มึงคิดว่ากูดูไม่ออกหรือไงว่ามันคิดจะทำอะไร!”
คินน์ตะคอกใส่หน้าเธออย่างเกรี้ยวกราด มืออีกข้างเลื่อนขึ้นมาสอดเข้าใต้กลุ่มผมสลวย รวบกำเส้นผมที่หลังคอของเธอแล้วออกแรงกระตุกเบา ๆ บังคับให้เธอต้องแหงนหน้าขึ้นสบตากับมัจจุราชที่กำลังคลั่ง
“พี่คินน์... ปล่อย... ฉันเจ็บ...”
มิลาพยายามแกะมือของเขาออก น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มรื้นขึ้นมาขอบตา เธอไม่เคยเห็นเขาโกรธจัดและดูอันตรายขนาดนี้มาก่อน
“เจ็บสิจะได้จำ! กูบอกมึงแล้วใช่ไหมมิลา... ว่ากูหวงของ! กฎข้อแรกของกูคืออะไร ห้ามให้หมาตัวไหนมาเข้าใกล้หรือจับต้องตัวมึงเด็ดขาด! แต่พอกูเผลอ มึงก็ระริกระรี้ปล่อยให้มันมาลูบคลำถึงเนื้อถึงตัว! ในเมื่อมึงกล้าฝ่าฝืนกฎ ปล่อยให้คนอื่นมาดอมดมกลิ่นของกู... มึงก็เตรียมตัวรับบทลงโทษให้หลาบจำได้เลยยัยเด็กดื้อ!”
คำประกาศิตของจอมเผด็จการไร้ซึ่งความปรานี คินน์ไม่ได้สนใจหยดน้ำตาที่เริ่มไหลรินอาบแก้มของเหยื่อสาว เขาผลักหน้าเธอหันไปทางระเบียงห้อง สายตาคมกริบจดจ้องมองเรือนร่างภายใต้ชุดนักศึกษาตัวโคร่งราวกับจะฉีกทึ้งมันออกเป็นชิ้น ๆ แดนประหารของซาตานได้เปิดต้อนรับคนบาปอย่างเป็นทางการแล้ว และบทลงทัณฑ์ในค่ำคืนนี้... จะต้องรุนแรงและป่าเถื่อนจนเธอไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต!
