บทที่ 14 EPISODE.14 บทลงทัณฑ์ริมระเบียง (NC20+)
“ถอดมันออก...”
น้ำเสียงเยียบเย็นทว่าทรงอำนาจดังลอดไรฟัน คินน์ผละกายออกจากร่างบางยืนกอดอกพิงผนังด้วยท่วงท่าของจอมเผด็จการ นัยน์ตาสีนิลจับจ้องไปที่เหยื่อสาวราวกับราชสีห์ที่กำลังรอตะปบกวางน้อย
“กูสั่งให้ถอดเสื้อผ้าของมึงออกให้หมด... ทีละชิ้น... ด้วยมือของมึงเอง มิลา”
“พะ... พี่คินน์... ขอร้อง...”
มิลาสะอื้น นัยน์ตากลมโตเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความอัปยศ การบังคับให้เธอเปลื้องผ้าต่อหน้าเขาในขณะที่เขาใช้สายตาจับจ้องมองทุกสัดส่วน มันคือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของกบฏสาวให้จมดินอย่างเลือดเย็นที่สุด
“อย่าให้กูต้องพูดซ้ำ”
สายตาของคินน์วาวโรจน์ขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กกว่ายังคงยืนนิ่งไม่ทำตามที่เขาบอก
“หรือจะให้กูเป็นคนกระชากมันออกเอง แต่บอกไว้ก่อนนะ... ว่ากูจะไม่ปรานีเหมือนครั้งที่แล้วแน่”
เมื่อไร้ซึ่งหนทางหนี มิลาจำใจต้องยกมือที่สั่นเทาขึ้นมาปลดกระดุมเสื้อนักศึกษาด้วยความเชื่องช้า นิ้วเรียวสั่นระริกจนแทบจะจับกระดุมไม่อยู่ เสื้อตัวโคร่งร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น ตามด้วยกระโปรงทรงเอและชุดชั้นในลูกไม้สีอ่อน จนกระทั่งเรือนร่างขาวผ่องเปลือยเปล่าปรากฏแก่สายตา ผิวเนียนที่เต็มไปด้วยรอยรักสีกุหลาบช้ำจากการกระทำของเขาสั่นสะท้านเมื่อปะทะกับแอร์เย็นเฉียบในห้อง
ทันทีที่ปราการชิ้นสุดท้ายหลุดพ้นตัวคินน์ก็ไม่รอช้า ชายหนุ่มสาวเท้าเข้าไปคว้าข้อมือเล็ก กระชากร่างเปลือยเปล่าให้ปลิวตามแรงดึง ตรงดิ่งไปยังกระจกใสบานใหญ่สูงจรดเพดานริมระเบียงห้อง ซึ่งเผยให้เห็นวิวแสงไฟจากตึกสูงระฟ้าของเมืองหลวงยามค่ำคืน แต่ฟิล์มกรองแสงชนิดพิเศษทำให้คนภายนอกไม่สามารถมองทะลุเข้ามาเห็นกิจกรรมบาปภายในได้
“อ๊ะ! พี่คินน์ จะพาไปไหน... ปล่อย!”
คินน์เหวี่ยงร่างของมิลาให้หันหน้าเข้าหากระจกบานใส มือหนาคว้าทิชชู่เปียกจากโต๊ะเตี้ยใกล้มือขึ้นมา ก่อนจะกดไหล่บางไว้แน่นแล้วลงมือเช็ดถูบริเวณลาดไหล่และต้นคอ ตรงจุดที่นนท์เพิ่งสัมผัสอย่างบ้าคลั่งและรุนแรง
“รอยมลทินของไอ้เวรนั่น... กูจะลบมันออกให้หมด!”
ชายหนุ่มถูไถผิวเนื้อเนียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนผิวขาวจัดขึ้นสีแดงเถือก มิลาเบ้หน้าด้วยความแสบและเจ็บปวดน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม เมื่อทิชชู่เปียกถูกโยนทิ้งไป คินน์ก็ทาบทับแผ่นหลังเนียนด้วยแผงอกแกร่งที่ร้อนระอุของเขา ขาแกร่งแทรกเข้าไประหว่างเรียวขาเพรียว บังคับให้อ้าออกกว้าง มือหนารวบสะโพกมนให้ยกสูงขึ้นรับกับความตื่นตัวของความเป็นชายที่แข็งขึงเต็มพิกัด
โดยไม่มีการเล้าโลม หรือเตรียมความพร้อมใดๆ ทั้งสิ้น...
สวบ!!
“กรี๊ดดด! อ๊าาา!”
มิลาหวีดร้องสุดเสียง แผ่นหลังบางแอ่นโค้งด้วยความเจ็บจุกและเสียวซ่านที่แล่นปราดดั่งกระแสไฟฟ้า ความแกร่งกร้าวร้อนผ่าวสอดแทรกเข้าไปในช่องทางรักที่คับแคบและแห้งผากอย่างดุดันและป่าเถื่อนรวดเดียวจนสุดความยาว สองมือเล็กต้องรีบยกขึ้นยันกระจกบานเย็นเฉียบตรงหน้าไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองล้มพับลงไป
“ซี๊ดดด... แม่ง... โคตรแน่น...”
คินน์สบถคำหยาบออกมาอย่างลืมตัว ความคับรัดที่บีบรัดตัวตนของเขาแทบจะทำให้เขาคลุ้มคลั่ง ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเริ่มขยับสะโพกสอบ ถอนกายออกและกระแทกกระทั้นเข้าใส่อย่างหนักหน่วงและรุนแรงราวกับพายุทอร์นาโด
พั่บ! พั่บ! พั่บ!
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องแข่งกับเสียงหอบหายใจ ร่างของมิลาคลอนแคลนไปตามแรงส่งอันมหาศาล หน้าอกอวบอิ่มบดเบียดกับกระจกใสจนเสียทรง ลมหายใจร้อน ๆ ของเธอรดกระจกจนเกิดเป็นฝ้าจาง ๆ ความเจ็บปวดในคราแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเสียวซ่านล้ำลึกที่ตีรวนขึ้นมาจนสมองขาวโพลน ร่างกายทรยศตอบรับจังหวะดิบเถื่อนของเขาอย่างห้ามไม่อยู่
คินน์เลื่อนมือข้างหนึ่งขึ้นมาล็อกปลายคางของมิลา บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นมองภาพสะท้อนในกระจก
“ลืมตา... มองดูตัวเองในกระจกซะมิลา”
เสียงแหบพร่ากระซิบชิดใบหู ขณะที่ท่อนล่างยังคงซอยกระหน่ำไม่ยั้งจนร่างขาวอมชมพูสั่นคลอนกระแทกกับกระจกใสบานใหญ่อย่างหนักหน่วง
“มองดูว่าตอนนี้มึงกำลังโดนกูกระแทกท่าไหน และร่างกายของมึงมันตอบรับกูดีแค่ไหน”
ภาพในกระจกสะท้อนร่างของกบฏสาวที่กำลังถูกครอบครองโดยอดีตเฮดว้ากเครื่องกลผู้ป่าเถื่อน ใบหน้าของเธอแดงก่ำ ริมฝีปากเผยอครางอย่างสุขสม ไร้ซึ่งคราบของคนเก่งที่เคยต่อปากต่อคำกับเขา
“ครางออกมา! ครางชื่อกูดัง ๆ มิลา! เรียกชื่อผัวของมึงให้เต็มปาก เพื่อลบสัมผัสของไอ้หมาจรกระจอกนั่นให้หมด... ให้มันรู้ไปว่าข้างในตัวมึง มีแค่ความใหญ่โตของกูคนเดียวที่เข้าไปได้!”
“อ๊ะ... อ๊า... พะ... พี่คินน์... อื้ออ... ลึกไป... มิลาเสียว...”
มิลาหลุดเสียงครางหวานหูออกมาอย่างสิ้นท่า น้ำตาแห่งความสุขสมหยดแหมะลงบนพื้น ความดุดันที่คินน์ยัดเยียดให้แผดเผาทุกสัมผัสของชายอื่นจนมอดไหม้ เหลือเพียงความเร่าร้อนของซาตานร้ายที่ตราตรึงฝังลึกลงไปในทุกอณูเนื้อของเธออย่างไม่มีวันลบเลือน
พายุราคะแห่งการลงทัณฑ์ที่เต็มไปด้วยความหึงหวงและดิบเถื่อนดำเนินไปอย่างยาวนานและเร่าร้อนจนแทบจะเผาผลาญอากาศในห้องให้หมดสิ้น เสียงหอบหายใจสลับกับเสียงครางหวานหูที่ถูกบังคับให้เรียกชื่อ 'พี่คินน์' ซ้ำแล้วซ้ำเล่าดังก้องแข่งกับเสียงเนื้อกระทบเนื้อ จังหวะการสอดแทรกกระแทกกระทั้นทวีความหนักหน่วงและรัวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ตามแรงอารมณ์ที่พุ่งทะยานจนถึงขีดสุด
“อ๊ะ... อ๊าา! พี่คินน์... มิลา... ไม่ไหวแล้ว...”
ร่างบางเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง นิ้วเรียวจิกเกร็งลงบนกระจกใสบานใหญ่ คลื่นความสุขสมที่รุนแรงจนสมองขาวโพลนถาโถมเข้าใส่จนเธอสำลักความเสียวซ่าน ในขณะเดียวกัน คินน์ก็คำรามเสียงต่ำในลำคอ ซอยสะโพกอัดความแกร่งกร้าวเข้าใส่ร่างบางเน้น ๆ อีกสามสี่ครั้ง ก่อนจะปลดปล่อยหยาดน้ำขุ่นข้นแห่งความปรารถนาฉีดพล่านเข้าไปในช่องทางรักที่ตอดรัดเขาแน่นจนหยดสุดท้าย
เมื่อพายุสงบลง ขาเรียวของมิลาที่สั่นเทาก็หมดเรี่ยวแรงที่จะยืนหยัด ร่างบางทรุดฮวบลง ทว่ากลับไม่ได้ร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น เมื่อท่อนแขนแกร่งดุจคีมเหล็กของคินน์ตวัดรัดรอบเอวบางเอาไว้แน่น ชายหนุ่มทิ้งน้ำหนักตัวลงมาทาบทับ แผ่นหลังเนียนที่ชื้นไปด้วยเหงื่อแนบสนิทไปกับแผงอกกว้างที่กำลังหอบกระเพื่อมอย่างหนัก
มิลาฟุบหน้าผากลงกับกระจกบานเย็นเฉียบ หยาดน้ำตาแห่งความอัปยศและความเหนื่อยล้าไหลรินเป็นทางยาว เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังลอดออกมาอย่างน่าสงสาร ร่างกายของเธอบอบช้ำและไร้เรี่ยวแรงราวกับตุ๊กตาผ้าที่ถูกฉีกทึ้งจนขาดวิ่น
แม้ปากจะพร่ำด่าและลงโทษเธออย่างร้ายกาจ แต่ในเวลานี้... วงแขนแกร่งกลับโอบกอดร่างเปลือยเปล่าของเธอเอาไว้แน่นจากด้านหลัง แน่นเสียจนแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากตัวเขาขัดแย้งกับการกระทำอันป่าเถื่อนเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง คินน์ซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่เนียน สูตดมกลิ่นหอมประจำตัวของกบฏสาวเข้าปอดลึก ๆ ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปปัดปอยผมที่ชื้นเหงื่อซึ่งปรกระต้นคอของมิลาออกอย่างเชื่องช้า
นัยน์ตาคมกริบสีนิลจดจ้องไปยังบริเวณลาดไหล่และต้นคอขาวผ่อง... ตรงตำแหน่งที่ 'ไอ้เพื่อนเวร' ของเธอเพิ่งเอื้อมมือมาสัมผัส
รังสีความหวงแหนพาดผ่านดวงตาของมัจจุราช คินน์ไม่รอช้า เขาก้มหน้าลงไปหาผิวเนื้อบริเวณนั้น เผยอริมฝีปากออกแล้วขบกัดฝังเขี้ยวลงบนเส้นเลือดอ่อนที่ซอกคอและลาดไหล่ของมิลาอย่างแรง!
“โอ๊ย! อึก... เจ็บ... พี่คินน์...”
มิลาสะดุ้งสุดตัว นิ่วหน้าด้วยความเจ็บแปลบจนต้องหลุดเสียงร้องออกมา มือเล็กพยายามจะดันแผงอกเขาออก แต่คินน์กลับยิ่งรัดเอวเธอแน่นขึ้น ชายหนุ่มออกแรงดูดเม้มและขบกัดย้ำ ๆ อย่างบ้าคลั่ง สลับกับใช้ปลายลิ้นร้อนเลียชิมรสชาติคาวเลือดจาง ๆ ที่ซึมออกมาจากการฝังรอยเขี้ยว
เขาจงใจประทับตราฝังรอยจูบนี้ให้สูงปริ่มคอเสื้อนักศึกษา เป็นตำแหน่งที่ต่อให้มิลาจะติดกระดุมเม็ดบนสุด ก็ไม่อาจปกปิดรอยคิสมาร์กสีแดงช้ำจัดราวกับสีกุหลาบอาบยาพิษนี้ได้มิดชิด มันคือการประกาศกร้าวให้หมาตัวอื่นรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีเจ้าของแล้ว และเจ้าของของเธอก็หวงแหนเธออย่างร้ายกาจที่สุด
เมื่อพอใจกับผลงานศิลปะบนเรือนร่างของเหยื่อสาว คินน์ก็ผละริมฝีปากออกช้า ๆ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดใบหูเล็กที่กำลังแดงก่ำ น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากระซิบถ้อยคำที่เปรียบเสมือนโซ่ตรวนเส้นหนาที่พันธนาการชีวิตเธอไว้อย่างถาวร
“จำใส่หัวมึงไว้ให้ดีมิลา... นี่คือตราประทับของกู ร่างกายนี้เป็นของกูคนเดียว... ถ้าคราวหน้ามึงยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องตัวมึงอีก ไม่ใช่แค่มันที่จะโดนดี... แต่กูจะไม่เอาไว้ทั้งมันและมึงแน่”
สิ้นเสียงกระซิบอันตราย คินน์ก็กดจูบหนัก ๆ ลงบนขมับของเธอเป็นการปิดท้ายบทลงทัณฑ์
มิลาหลับตาลงปล่อยให้น้ำตาไหลรินอย่างสิ้นหวัง ความเจ็บแปลบที่ซอกคอประกอบกับอ้อมกอดที่รัดแน่นจนกระดูกแทบแหลก ทำให้กบฏสาวแห่งลานเกียร์ตระหนักรู้ซึ้งถึงความจริงข้อหนึ่ง...
ผู้ชายที่กำลังสวมกอดเธออยู่ด้านหลัง ไม่ใช่แค่รุ่นพี่จอมเผด็จการที่บ้าอำนาจ หรือผู้ชายมักมากที่ใช้คลิปเสียงมาแบล็กเมล์เพื่อระบายความใคร่เท่านั้น แต่มันคือจอมมารร้ายที่ 'คลั่งรักและหวงแหน' เธออย่างวิปริตและบิดเบี้ยวที่สุด รอยตีตราสีเลือดบนลำคอในค่ำคืนนี้ เป็นหลักฐานชั้นดีว่าเธอได้ตกลงไปในขุมนรกของเขาอย่างสมบูรณ์ และไม่มีวันที่จะปีนป่ายหนีรอดออกมาได้อีกตลอดกาล
