บทที่ 4 EPISODE.4 หมายหัว
ความเงียบงันปะทุขึ้นมาอีกระลอกใหญ่หลังจากสิ้นเสียงคำประกาศกร้าวของมิลาสิ้นสุดลง ลานเกียร์ที่เคยร้อนระอุด้วยพิษแดดยามบ่าย พลันเปลี่ยนเป็นสมรภูมิขนาดย่อม ๆ ที่มีกระแสไฟแห่งความขัดแย้งแล่นพล่านจนเนื้อตัวสั่น คินน์ยังคงยืนนิ่งที่เดิมในระยะห่างที่ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มถอยร่น ทว่าเขากลับขยับรอยยิ้มหยันที่มุมปากกว้างขึ้น ดวงตาคมกริบสีนิลคู่นั้นกวาดมองใบหน้าสวยที่แฝงแววอวดดีอย่างพึงพอใจในความดื้อรั้นนี้ของเธอ... นานเหลือเกินแล้วที่ไม่เคยมีใครกล้าลุกขึ้นมาตบหน้าเขาด้วยสายตาแบบนี้
“ดี... อวดดีให้ได้ตลอดแล้วกัน”
คินน์พูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบชวนให้ขนลุก ก่อนที่คนตัวสูงจะหมุนตัวหันหลังกลับอย่างสง่างาม เสื้อช็อปวิศวะสีเทาเข้มสะบัดพริ้วตามแรงขยับกาย ชายหนุ่มเดินล้วงกระเป๋ากลับไปยืนที่หน้าแถวรุ่นน้องปีหนึ่งตามเดิม ก่อนจะคว้าโทรโข่งจากมือรุ่นน้องปีสองขึ้นมาถือไว้ แล้วยกมันขึ้นจ่อริมฝีปากหยัก
“ปีหนึ่งทั้งหมด... ฟัง!”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจสั่งการดังผ่านโทรโข่ง
“ในเมื่อเพื่อนพวกคุณลุกขึ้นมาใช้สิทธิ์ทวงคืนความยุติธรรม และบอกว่าสิ่งที่ผมสั่งมันเกินกว่าเหตุ... ผมจะเมตตาพวกคุณสักครั้ง”
คำว่า 'เมตตา' จากปากราชสีห์เครื่องกลในคราบซาตานเผด็จการ ทำให้เหล่าเฟรชชี่หลายคนลอบถอนหายใจอย่างมีความหวัง คงจะมีเพียงมิลาเท่านั้นที่ไม่ได้คิดเช่นนั้น เธอรู้ดีว่าผู้ชายอย่างคินน์ไม่มีวันยอมปล่อยพวกเธอไปง่าย ๆ แน่นอน
“คำสั่งวิ่ง 50 รอบหมู่... ยกเลิก”
คินน์เว้นจังหวะ สายตาคมปลาบตวัดกลับมาล็อกเป้าหมายที่ร่างบางของมิลาทันที
“พวกคุณทั้งหมดแยกย้ายกันกลับได้... ยกเว้น 'กบฏโยธา' คนเมื่อกี้”
คำสั่งเอ่ยชื่อเฉพาะเจาะจงทำให้อุณหภูมิในร่างกายของมิลาพุ่งสูงปรี๊ดด้วยความโกรธ
“ข้อหาปีนเกลียวและขัดคำสั่งเฮดว้าก... วิ่งรอบลานเกียร์คนเดียว 20 รอบ ตอนนี้! ปฏิบัติ!”
“พี่คินน์! แบบนี้มันแกล้งกันชัด ๆ!”
มิลาตะโกนสวนขึ้นมาทันควัน พร้อมกับกำปั้นทุบลงข้างลำตัวด้วยความอัดอั้น
คินน์ลดโทรโข่งลง สายตาที่มองมามันเต็มไปด้วยความกดดันอันหนักหน่วงจนบีบอัดให้อากาศรอบตัวของมิลาอึดอัดขึ้นยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก
“ผมไม่ได้แกล้ง... ผมกำลังสอนให้คุณรู้ว่าความอวดดีของคุณที่กำลังแสดงออกมามันมีราคาที่ต้องจ่าย และนี่คือราคาของคุณครับ ถ้าคุณไม่วิ่ง... ก็ให้เพื่อนทั้งรุ่นนั่งตากแดดอยู่ที่นี่ต่อ คุณก็เลือกเอาแล้วกัน”
มิลาหันไปมองรอบตัวเพื่อน ๆ ปีหนึ่งต่างพากันส่งสายตาวิงวอนและเหนื่อยล้ามาให้เธอ บางคนแทบจะเป็นลมแดดอยู่รำไร ยิ่งเห็นอย่างนั้น ความรับผิดชอบในฐานะเพื่อนมนุษย์ก็ค้ำคอเธอจนหนีไม่ได้ มิลากัดริมฝีปากล่างจนมันห้อเลือด นัยน์ตาคู่สวยวาวโรจน์ไปด้วยความอาฆาตแค้นคนตัวสูงตรงหน้า เธอจ้องมองจอมบงการที่ยืนคุมเกมอยู่ด้านหน้าอย่างไม่วางตา
“ก็ได้ค่ะ... หนูวิ่ง!”
สุดท้ายมิลาก็เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาก่อนที่เธอกระชากป้ายชื่อเฟรชชี่ที่ห้อยคออยู่ออกแล้วโยนให้ผิงที่นั่งหน้าซีดอยู่ ก่อนจะก้าวเท้าออกจากแถวแล้วเดินมุ่งตรงไปยังเส้นขอบลานเกียร์ ท่ามกลางสายตาเวทนาของเพื่อนร่วมรุ่นและสายตาสะใจของพวกรุ่นพี่ปีสอง มิลาเริ่มออกตัววิ่งฝ่าไอร้อนระอุของแดดตอนบ่ายสาม ทุกก้าวที่ลงน้ำหนักเท้า เธอจินตนาการว่ากำลังเหยียบย่ำลงบนหน้าหล่อ ๆ ของผู้ชายเผด็จการคนนั้นอย่างบ้าคลั่ง
ขณะเดียวกัน แก๊งพี่ว้ากปีสามเริ่มสั่งปล่อยแถวปีหนึ่งให้แยกย้าย ลานเกียร์ที่เคยออไปด้วยผู้คนเริ่มโล่งตา เหลือเพียงร่างเพรียวระหงของเด็กสาวโยธาที่ยังคงวิ่งรอบสนามอย่างไม่ยอมแพ้ แม้เหงื่อจะท่วมกายจนเสื้อนักศึกษาแนบเนื้อไปกับลำตัวแล้วก็ตาม
“ใจเด็ดสุด ๆ เลยว่ะไอ้คินน์... กูบอกแล้วว่าเด็กโยธาปีนี้ไม่ธรรมดา”
'พายุ' เดินล้วงกระเป๋าเข้ามาทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ข้างลานเกียร์ข้าง ๆ คินน์ มือหนาหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบพลางผิวปากชื่นชม แต่ทว่าสายตาคมกริบของเพื่อนสนิทที่ยังคงทอดมองตามแผ่นหลังบางของมิลาไม่วางตา
“ตัวก็เล็กแค่นั้นแต่ดื้อฉิบหาย มึงไปสั่งเขาวิ่งยี่สิบรอบ แดดเปรี้ยงขนาดนี้ไม่กลัวเขาสลบคาสนามเหรอวะ?”
คินน์ไม่ได้ตอบคำถามของพายุในทันที ชายหนุ่มเพียงแค่ดึงบุหรี่ในมือของเพื่อนมาคาบไว้เอง สูดกลิ่นนิโคตินเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะพ่นควันสีขาวหม่นลอยฟุ้งไปในอากาศ ดวงตาคมกริบหรี่ลงมองร่างของมิลาที่กำลังวิ่งผ่านมุมตึกไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
หน้าอกอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจที่รวยรินและเหนื่อยหอบ เสื้อนักศึกษาเปียกชุ่มจนเผยให้เห็นสัดส่วนเว้าโค้งของทรวดทรงองค์เอว และใบหน้าสวยเฉี่ยวที่ตวัดมามองเขาด้วยสายตาเครียดแค้นทุกครั้งที่วิ่งผ่าน... ทุกอย่างในตัวเด็กดื้อคนนี้มันช่างกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในกายของเขาให้ตื่นตัวได้อย่างน่าประหลาด
“สลบก็ช่างสิ... ปากดีแบบนั้น มันก็ต้องโดนปราบให้เข็ด”
คินน์เอ่ยเสียงเรียบพร้อมมุมปากกระตุกยิ้มอันตรายที่ทำเอาพายุถึงกับเสียวสันหลังวาบ
“กูว่ามึงไม่ได้อยากปราบให้น้องมันเข็ดหรอก... แววตามึงตอนมองน้องเขา เหมือนเสือเจอเนื้อหวานมากกว่าว่ะ”
พายุหัวเราะร่วนในลำคอ ก่อนจะเอ่ยปากแซวเพื่อนอย่างรู้ทัน
“ระวังเถอะไปเล่นกับไฟ... ระวังไฟจะลุกท่วมตัวมึงเอง”
“ไฟงั้นเหรอ?”
คินน์ทวนคำพูดของพายุด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ดวงตาสีนิลวาววับขึ้นในความมืดสลัวใต้ร่มไม้ เขาขยี้ปลายบุหรี่ลงกับพนักม้าหินอ่อนจนดับสนิท สายตาจับจ้องไปยังใบหน้าหวานของมิลาที่ตอนนี้น้ำตาเริ่มคลอหน่วยด้วยความเหนื่อยและแค้นใจ
“กูก็อยากจะรู้เหมือนกัน... ว่าไฟกองนี้มันจะทนมือทนเท้ากูได้สักกี่น้ำกัน”
