บทที่ 3 ความจำเป็น
ปัง!
“ทำดีมาก เกินความคาดหมาย ไม่คิดว่าเธอจะชนะมันได้ด้วย” เมื่อฉันขึ้นมาบนรถตู้ที่จอดรออยู่ก็พบกับคนที่จ้างวานให้ฉัน มาแข่งแทน
ใช่ ฉันสวมรอยเข้ามาแข่งในครั้งนี้ ก็เพื่อ...
“ไหนล่ะเงิน”
เพื่อเงิน...คือสิ่งที่ฉันต้องการมากที่สุดในตอนนี้ไม่ว่าจะแลกมาด้วยอะไรก็ตาม
ไม่ว่าสิ่งที่ทำจะอันตรายหรือเสี่ยงตายแค่ไหน
ขอแค่ได้เงินมาก็พอ
….
-ย้อนกลับไปเมื่อสองวันก่อน-
เหตุผลที่ฉันต้องทำอย่างนี้ก็เพราะว่า...พ่อฉันเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน และได้รู้สิ่งที่ทำให้ฉันช็อกมากที่สุดในชีวิตก็คือ พบว่าพ่อ...เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน
เป็นอะไรที่ฉันตั้งตัวตั้งรับมันไม่ทัน ในตอนนั้นฉันมืดแปดด้านไปหมด โลกทั้งใบเหมือนพังทลายลงมาในทันที แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นมาทำให้ฉันมีแรงสู้ต่อ ในเมื่อเรามีกันแค่สองคนพ่อลูกฉันจะไม่ปล่อยให้พ่อเป็นอะไรไปเด็ดขาด
แต่ทว่า...สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเงินที่ต้องใช้รักษาพ่อ ลำพังเงินเก็บที่มีก็ไม่เพียงพอ เพราะพ่อต้องผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจให้เร็วที่สุด ฉันต้องหาเงินมารักษาพ่อให้ได้ แต่...ค่ารักษาเฉียดล้านขนาดนั้นฉันจะหาจากที่ไหนได้
และในตอนที่ฉันกำลังนั่งกลุ้มใจอยู่ที่ระเบียงหลังห้องของพ่ออยู่นั้น ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือเพราะโชคช่วยกันแน่ เมื่อหูฉันไปได้ยินคนไข้ห้องข้าง ๆ กำลังพูดถึงเรื่องหาคนมาแข่งรถแทน เพราะคนที่ต้องลงแข่งนั้นประสบอุบัติเหตุกะทันหัน
ในตอนนั้นฉันก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก แค่ฟังไปผ่าน ๆ เพราะเข้าหูมาเอง ความบังเอิญไม่มีอยู่จริงแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี เพราะสนามแข่งที่ใช้แข่งคือสนามที่พ่อฉันทำงาน ก่อนที่จะออกมารักษาตัวเพราะป่วยทำงานต่อไม่ไหว พ่อฉันเป็นช่างประจำสนามที่นั่นและพ่อก็เคยสอนฉันขับรถเล่น ๆ ตอนTest Drive แถมยังเคยสอนเทคนิคต่าง ๆ ในการดริฟเข้าโค้งกับฉันอยู่บ้าง
ฉันเลยคิดว่า ถ้าฉันรับแข่งแทนล่ะ
ใช่! ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งความรู้เหล่านั้นจะได้นำมาใช้จริง แต่เพื่อเอาเงินมารักษาพ่อ ไม่ว่าอะไรฉันก็ยอมทำทั้งนั้น
….
“ลูกพี่กูให้มึงสองเท่าเลย เก่งนี่ เอาชนะมันได้ด้วย” คนตรงหน้ายิ้มอย่างชอบใจที่ฉันชนะมาได้ ก่อนจะยื่นซองสีน้ำตาลให้
“ค่อยคุ้มหน่อย” จากที่ตกลงกันไว้สองแสนฉันได้มาสี่แสนเพราะแข่งชนะ
ฉันก็ไม่คิดว่าตัวเองจะขับชนะคนที่เป็นแชมป์มาได้ เพราะความรู้จากพ่อที่เคยสอนฉันไว้แท้ ๆ ฉันถึงได้เงินเพิ่มมาอีกเท่า ถึงแม้มันยังไม่ถึงครึ่งของค่ารักษาก็ตาม แต่ก็ได้จ่ายก้อนแรกให้พ่อได้ผ่าตัดไปก่อนก็ยังดี
“เปลี่ยนเสื้อผ้ามันในนี้แหละ กูจะลงไปรอ” คนจ้างเอ่ยบอกพร้อมกับทำท่าจะลุกลงจากรถ
“ไม่เป็นไร” ฉันรีบเอ่ยห้ามออกไป
ในตอนนี้แม้แต่หมวกกันน็อกฉันก็ยังไม่ถอดเพราะเซฟตัวเองอยู่ ทั้งเซฟจากคนภายนอกและเซฟตัวเองจากพวกมัน ฉันไม่เคยเผยหน้าจริงให้พวกมันเห็น เพราะทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากันฉันจะใส่เสื้อฮู้ดสวมหมวกและใส่แว่นกันแดดรวมทั้งแมสปิดมิดชิด
ฉันก็แค่…ไม่อยากให้พวกมันรู้ว่าฉันเป็นใครเพราะมันจะเป็นอันตรายต่อตัวฉันในอนาคตก็เป็นได้
“ไม่ได้ มึงลงไปคนเขาก็เห็นสิ”
“ฉันไม่ได้โง่ ที่จะเดินไม่หลบคน”
และก็คงไม่โง่กว่าที่จะเปลี่ยนชุดในรถของพวกมัน พวกมันอาจจะซ่อนกล้องแอบถ่ายไว้แบล็คเมล์ฉันก็ได้ใครจะรู้
“อย่าลืมนะเว้ย ว่ามึงต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ” พร้อมกับกำชับขึ้นมาอีก
“ต้องให้ฉันบอกอีกกี่รอบ ว่าฉันไม่ได้โง่” พูดเสร็จฉันก็สะบัดตัวลงจากรถของพวกมัน เพื่อเดินหาห้องน้ำของสนามที่มีคนใช้น้อยที่สุด ด้วยเพราะฉันมาที่นี่กับพ่อประจำเพราะฉะนั้น รู้ดีว่าโซนไหนค่อนข้างอับผู้คน
ปัง!
เมื่อเข้ามาในห้องน้ำ ฉันรีบจัดการล็อกกลอนประตูและถอดหมวกกันน็อกออกทันที
อันดับแรกคือเช็กเงินในซองว่าครบไหม
แต่…เฮ้อ
“ยังเหลืออีกตั้งครึ่งจะหาจากที่ไหนล่ะมีอา”
