บทที่ 15 ปะทะคารม
EP.15
บีลีฟเช็ดน้ำตาที่ไหลเปียกเปื้อนออกไป เธอหงุดหงิดที่ทำอะไรกับพายุไม่ได้ อีกทั้งยังจ้องหน้าพายุเขม็ง เธอไม่อยากจะอยู่ตรงนี้ต่อแล้วเพราะรับความพ่ายแพ้ไม่ไหว เธอผลักตัวพายุออกเพื่อจะเดินออกไปแต่พายุก็คว้าแขนเธอไว้
“เธอยังไปไหนไม่ได้ เธอต้องทำงานต่อและเคลียร์กับฉันก่อน เรื่องการแต่งตัวของเธอวันนี้ พรุ่งนี้อย่าให้เห็นแบบนี้อีก เห็นแก่หน้าฉันบ้างมั้ย ไม่เคารพกันก็ควรไว้หน้ามหาลัยเธอบ้าง ไม่งั้นฉันจะเขียนรายงานพฤติกรรมเธอให้อาจารย์เธอรู้”
“พรุ่งนี้ฉันก็จะแต่งแบบนี้มา มีปัญหาอะไรป่ะล่ะ คุณนี่แก่กะโหลกกะลาจริงๆ มีแต่คนโง่เง่าเต่าล้านปีเท่านั้นแหละที่คิดว่าการแต่งตัวแบบนี้ สีผมแบบนี้มันมีผลต่อการทำงาน ทำไมหรอฉันแต่งตัวแบบนี้แล้วทำงานไม่ได้หรอ ความเก่งฉันก็ยังอยู่เท่าเดิมนะ”
“หรอ แต่นี่จะเป็นเคสแรกของโลกเลยมั้งที่สีผมและการแต่งตัวทำให้โง่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเพราะว่าวันนี้เธอทำอะไรปัญญาอ่อนไปแล้วหลายอย่างเลย”นิ้วชี้เรียวยาวชี้ไปที่หน้าผากของหญิงสาวกดมันย้ำๆ เพื่อเป็นการว่ากล่าวตักเตือนเธอ
การกระทำดังกล่าวของพายุสร้างความไม่พอใจให้บีลีฟ เธอสะบัดมันออกไปด้วยความโกรธเคืองที่ถูกต่อว่า
“ก็ได้ งั้นพรุ่งนี้คุณจะไม่เห็นแบบนี้แน่นอนเพราะฉันจะไม่มาทำงาน”บีลีฟพยายามสะบัดแขนที่ถูกเกาะกุมอยู่แต่ก็สะบัดออกไปไม่ได้
“ไม่มาก็แค่ไม่ผ่าน”
บีลีฟถอนหายใจออกมาด้วยความเอือมระอาและปั้นหน้ายิ้มกวนประสาทใส่พายุไป“แต่ฉันเป็นผู้หญิงของคุณนะ คุณจะยอมให้ผู้หญิงของคุณไม่ผ่านฝึกงานเชียวหรอ ลืมไปป่ะว่าสุดท้ายคุณก็จะเอาฉันมาทำงานที่นี่อยู่แล้ว คุณบังคับฉันอย่างงั้นแล้วนี่แปลว่าฉันสามารถทำอะไรก็ได้ใช่มั้ย จะมาๆ ขาดๆ ก็ได้เพราะสุดท้ายคุณก็ต้องให้ฉันทำงานที่นี่อยู่ดี ใช่ป่ะ”
“ได้ ถ้าเธออยากผ่านฝึกงานโดยไม่ต้องทำงาน เธอเอาตัวมาแลกลายเซ็นฉันไหวมั้ยล่ะ”
สายตาเจ้าเล่ห์ที่แฝงไปด้วยความหื่นกระหายของพายุมันทำให้บีลีฟรีบสะบัดแขนออกอีกครั้งแต่เธอก็ถูกผลักให้ติดกำแพง สองแขนถูกพันธนาการไว้เหนือศรีษะก่อนที่พายุจะโน้มใบหน้าเข้าหาแล้วช่วงชิงลมหายใจเธอ
“อื้ออออ”บีลีฟครางประท้วงในลำคอเมื่ออีกฝ่ายบดขยี้ริมฝีปากจูบอย่างหนักหน่วงจนเธอดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวด
“ไอ้พายุ!”ภาสกรตวาดลั่นเมื่อเปิดประตูเข้าห้องทำงานพายุมาเขาก็เห็นภาพที่ไม่ควรเห็น
พายุผละจูบออกมา เขาตกใจเล็กน้อยที่ได้ยินเสียงพ่อตัวเองดังมาจากทางด้านหลัง หยุดการกระทำนั้นลง หันมาสบตากับผู้เป็นพ่อที่กำลังมองมาด้วยสายตาดุดัน แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับ
“เธออย่าเพิ่งไปไหน อยู่คุยกันก่อน”
บีลีฟที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระเช็ดริมฝีปากที่เชียกชุ่มไปด้วยน้ำลายและจะเดินออกไปแต่เธอก็ถูกภาสกรรั้งไว้ ทำให้เธอต้องอยู่ในห้องนี้ต่อด้วยความไม่เต็มใจ
“นี่มันอะไรกัน เด็กคนนี้เป็นใคร แล้วเรื่องเมื่อเช้า หมายความว่าไง”
“นี่บีลีฟเป็นเด็กฝึกงานของผม”
เมื่อพายุแนะนำบีลีฟให้ภาสกรรู้จัก บีลีฟจึงยกมือไหว้ผู้ใหญ่ตรงหน้าด้วยความเคารพ
“เรื่องเมื่อเช้าไม่มีอะไรครับ เข้าใจผิดกันนิดหน่อย พอดีหลายวันที่ผ่านมานี้ผมสั่งงานน้องบีลีฟเยอะไป บังคับให้น้องทำงานจนดึกจนดื่น น้องเลยเครียด เบื้องหลังที่น้องพูดถึงคือจริงๆผมชอบดุน้องเวลาน้องทำงานไม่ได้เรื่อง คนเพอร์เฟคอย่างผมก็อยากให้งานที่ทำออกมาเพอร์เฟคตามต้องการ มันก็เลยไม่เหมือนเบื้องหน้าที่น้องเห็นเวลาผมใจดีกับคนอื่น เรามีปัญหากันนิดหน่อย ทุกอย่างเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด”พายุแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆเพราะไม่อยากให้ภาสกรหรือแม้แต่ใครก็ตามเชื่อที่บีลีฟพูดออกไป
การแก้ตัวของพายุมันก็ทำให้บีลีฟไม่พอใจและแสดงออกมาทางสีหน้าชัดเจน
“แล้วภาพที่ฉันเห็นเมื้อกี้ฉันหวังว่ามันไม่ใช่การลงโทษเด็กฝึกงานในแบบของแกใช่มั้ยพายุ อย่ามาทำอะไรแบบนี้ในบริษัทฉันอีก ถ้าคนที่เข้ามาเห็นไม่ใช่ฉันมันจะเป็นยังไง แล้วเรื่องวันนี้แกไปเคลียร์ให้เรียบร้อยด้วย อย่าให้ภาพแกที่ออกไปสู่สายตาสาธารณชนออกไปไม่ดี เข้าใจมั้ย”ภาสกรเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด เขาไม่ได้เชื่อที่พายุพูดแต่ก็ปล่อยมันไปเพราะเป็นห่วงภาพลักษณ์บริษัทมากกว่า
“…”พายุไม่ได้ตอบอะไรกลับ ใบหน้าของเขาเรียบเฉย
เมื่อคุยกับพายุเสร็จ ภาสกรหันมามองหญิงสาวในชุดนักศึกษาที่ยืนอยู่ตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า“เด็กสมัยนี้จริงๆแล้วมันก็ไม่ค่อยมีความอดทนกันทั้งนั้นแหละ ถ้าเรื่องงานมันเป็นจริงอย่างที่พายุบอก เธอก็ต้องพัฒนาตามให้ทันพายุ แต่ขอพูดไอ้เรื่องการแต่งตัวบ้าๆบอๆของเธอหน่อย ถ้าเธอไม่ให้เกียรติสถานที่ ก็ให้เกียรติมหาลัยเธอบ้างนะ มหาลัยเขาไม่ได้บอกหรอว่าควรแต่งตัวยังไงอ่ะ พายุแกก็อบรมสั่งสอนเด็กของแกบ้างว่าอะไรควรไม่ควร”
“การทำงานที่นี่ จริงๆผมไม่ถือเรื่องการแต่งตัวนะครับ แต่เด็กมันไม่รู้กาละเทศะ จริงๆมันเป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้ว่าควรทำอย่างไร ไม่ต้องมานั่งบอกกันหรอกครับเรื่องแบบนี้ แต่เด็กคนนี้ไร้ซึ่งสามัญสำนึกครับ เธอก็เลยไม่รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร”
บีลีฟหันไปมองพายุตาขวางกับคำด่าทอของพายุ ก่อนจะหันมามองภาสกรและส่งยิ้มให้เขาไป“คือพอดีมีคนยัดเยียดให้หนูเป็นผู้หญิงของเขาน่ะค่ะ หนูก็เลยคิดว่า การเป็นผู้หญิงของประธานบริษัทเนี่ย มันสามารถทำได้ทุกอย่าง หนูก็นึกว่าสามารถอยู่เหนือทุกกฏได้ นี่ไม่ใช่ความผิดหนูนะคะ ก็เขาไม่บอกให้ชัดเจนเอง”บีลีฟแกล้งทำเป็นไขสือ
“หมายความว่าเธอเป็นแฟนพายุจริงๆหรอ”
“เปล่าค่ะหนูไม่ได้เป็นแฟนเขา หนูบอกแล้วไงคะว่าหนูไม่เต็มใจ หนูมีเทสดีกว่านี้ค่ะไม่เอาคนแบบนี้ทำแฟน แล้วหนูขอรบกวนคุณภาสกรหน่อยนะคะถ้ามีเวลาช่วยอบรมสั่งสอนลูกชายด้วยนะคะว่าทำตัวให้ดีกว่านี้หน่อย เพราะเดี๋ยวคนอื่นจะว่าเอาได้ว่าพ่อไม่สั่งสอน”
“บีลีฟ!”พายุตวาดลั่นที่บีลีฟพูดจาไม่งามใส่ภาสกร แต่บีลีฟก็หันกลับมาแสยะยิ้มให้และทำหน้าทะเล้นใส่
“หนูขอโทษด้วยนะคะที่หนูพูดความจริงไป”เมื่อหันกลับมาเห็นหน้าภาสกรดูเหมือนจะไม่พอใจบีลีฟจึงยกมือขึ้นไหว้ขอโทษ แม้ในใจจะไม่ได้รู้สึกอะไรก็ตาม
“แกเคลียร์กับเด็กไร้มารยาทของแกด้วยนะ ฉันกลับล่ะ”ภาสกรทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วเดินออกไป
“ฉันก็กลับแล้วเหมือนกัน ลาครึ่งวัน พรุ่งนี้จะมาก็ได้แต่จะมาแบบนี้แหละ”
บีลีฟตั้งใจเดินชนไหล่พายุอย่างจังแล้วรีบเดินไปจากห้องทำงาน เมื่อออกมาหน้าห้องก็พบเพื่อนของเธอ และอีกหลายคนอยู่แถวนั้นเหมือนว่ากำลังมาแอบฟังคนข้างในคุยกัน
“ลีฟเรื่องมันเป็นไงอ่ะ เขาจับแกปล้ำแล้วแกไม่เต็มใจหรอ ถ้าแกไม่เต็มใจ ให้พวกฉันไปแทนได้นะ”ปลายฝนเข้ามาขนาบข้าง แสตมป์รีบเข้ามาคล้องแขนบีลีฟ และถามไถ่เธอด้วยความสนใจ หยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
“ไม่ใช่เรื่องของเด็ก”บีลีฟปฏิเสธออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง อีกทั้งเธอยังอารมณ์เสียและสะบัดแขนแสตมป์ออก
“เล่าหน่อยนะ คืนนี้ฉันไปนอนด้วยดิ ไม่อยากให้แกคิดมากอ่ะ”
‘ใครๆก็อยากขึ้นเตียงกับบอสทั้งนั้นแหละ นางได้ทำงานกับบอสก็คงอยากมีตัวตน หิวแสง พอบอสไม่เล่นด้วยก็คงกุเรื่องมาแฉบอสแหละ ฉันว่านะยัยนี้มันร้ายนะ ดูทรงแล้วเหมือนสก๊อยอัพเกรดอ่ะ’
‘ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฉันก็ว่างั้นแหละ สก๊อย’
บีลีฟไม่ได้สนใจคำพูดแสตมป์ เธอเดินมาหยุดหน้าลิฟต์เมื่อได้ยินเสียงคนซุบซิบนินทา ทั้งสามคนหันไปมองพร้อมกัน คนพวกนั้นก็ส่งสายตามาเหยียดบีลีฟ
“เสือก ไม่รู้อะไรก็หุบปากไปนะอีป้า เก็บปากที่นินทาฉันไปอมเหรียญตอนตายเถอะ อีแก่”
บีลีฟตวาดลั่นด้วยความไม่พอใจ เมื่อประตูลิฟต์เปิดเธอจึงขึ้นลิฟต์ไปโดยไม่สนใจคนพวกนั้นว่าจะว่ายังไงต่อ
“เดี๋ยวฉันตามไปหาที่ห้องนะ”แสตมป์โบกมือลาบีลีฟ บีลีฟพยักหน้าให้เธอก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลง และเธอกับปลายฝนก็แยกย้ายไปทำงานต่อ
