บทที่ 9 ไม่มีทางเลือก

EP.9

บีลีฟล้มพับลงไปแต่พายุที่โอบเอวอยู่ก็คว้าเอาไว้ทันเพราะสังเกตอาการเธอมานานแล้ว “หึ ก็ไม่ต่างจากที่คิดเท่าไรนะ”

พายุรีบช้อนตัวเธอขึ้น อุ้มเธอในท่าเจ้าสาวออกไปจากห้องลับนี้และพาไปยังห้องนอนตัวเองในคาสิโน ก่อนที่เขาจะเป็นคนปฐมพยาบาลให้เธอเองและปล่อยให้เธอนอนพักไป

ครืด ครืด 

“…”บีลีฟรู้สึกตัวขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ พยายามลืมตาขึ้นแต่ลืมได้ไม่มาก เธอนวดขมับตัวเองอีกครั้งเมื่อรู้สึกว่าวิงเวียนศรีษะอยู่นิดหน่อย 

เสียงโทรศัพท์ดังอยู่นานจนมันเงียบไป เธอกวาดสายตามองหากระเป๋าสะพายข้างก็พบว่ามันวางอยู่ตรงหัวเตียงเธอจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ามาเปิดดูปรากฏชื่อ วิฬาร์ อาจารที่ปรึกษาของเธอ เธอจึงกดโทรกลับไป รอสายไม่นานปลายสายก็รับ

(“ฮัลโหล บีลีฟว่างอยู่มั้ย สะดวกคุยกับอาจารย์สักครู่มั้ยลูก”)

“สะดวกค่ะ”

(“อาจารย์ได้ยินมาว่าคุณพายุเรียกตัวหนูไปฝึกงานด้วยหรอ อาจารย์จะโทรมาแสดงความยินดีกับหนูอ่ะลูก คือหนูได้ฝึกกับประธานบริษัท เก่งๆอย่างหนูอาจารย์ว่าน่าจะมีโอกาสเข้าทำงานที่นั้น และมันยังเป็นน่าเป็นตาให้มหาลัยอย่างมากเลยนะ เพราะฉะนั้น….”

“หนูขอยกเลิกการฝึกงานได้มั้ยคะ”ยังไม่ทันที่วิฬาร์จะพูดอะไรต่อบีลีฟก็แทรกขึ้นมา ไหนๆก็ได้คุยแล้วตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเสียยังดีกว่าปล่อยไปอย่างนี้ ยอมจบช้าไปนิดหนึ่งดีกว่าทนกับอะไรแบบนี้ทุกวัน

(“ทำไมล่ะลูก”)

“คือหนูรับแรงกดดันไม่ไหวค่ะ”บีลีฟปั้นคำโกหกไป หากพูดความจริงเรื่องวันนี้ที่เธอไปเห็นภาพสยดสยองมา อีกทั้งมันยังคงติดตาเธออยู่ ถ้าพูดออกไปก็คงไม่มีผลดีกับใครเลย

(“อาจารย์ว่าหนูทนหน่อยดีมั้ย เก่งๆอย่างหนูอาจารย์ว่าสามารถผ่านมันไปได้ ถือว่าเห็นแก่ชื่อเสียงมหาลัยเถอะนะ เพราะคุณภาสกรเขามอบทุนการศึกษาให้มหาลัยเราหลายล้านบาทด้วย เป็นผู้มีพระคุณกับนักศึกษาที่ยากจนแก่มหาลัยเรามากเหมือนกัน อีกอย่างคุณพายุเป็นคนเลือกหนูไปฝึกเองหากหนูขอยกเลิก อาจารย์เกรงว่าคุณพายุจะโกรธและมันจะกระทบไปหมด  นะบีลีฟ ทนหน่อยนะลูก”)

“ค่ะ”บีลีฟกัดฟันพูดออกไปในเมื่อพูดอะไรออกไปอีกก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เธอ เธอคงต้องทนต่อไปจริงๆ จึงเสียมารยาทกดตัดสายวิฬาร์ทันที

กรี๊ดดดดดดดดด

บีลีฟปลดปล่อยความอัดอั้นข้างในออกมา สองขาตีกับที่นอนเหมือนกับเด็กโดนขัดใจ หยิบหมอนที่หนุนอยู่ออกมาขย้ำไปมา หงุดหงิดกับทุกอย่างที่ไม่สามารถแก้ไขมันได้ ไม่ว่าอย่างไรเธอก็คงต้องทนเพราะไม่มีทางเลือกอะไรให้เธอเลย 

เมื่อได้ยินเสียงบีลีฟดังลั่นห้อง พายุหยุดทำอาหารเดินออกมาจากห้องครัว เขาเปิดกล่องปฐมพยาบาลที่วางอยู่บนโต๊ะหยิบสำลีมาชุบแอมโมเนีย ก่อนจะเอาไปให้เธอดมแก้วิงเวียน“เธอสลบไปแค่สิบนาทีเองนึกว่าจะนานกว่านี้ ฟื้นมาก็กรี๊ดได้เลยนะแปลว่าไม่ตายง่ายๆ” 

บีลีฟแย่งสำลีในมือพายุมาและสูดดมมันเข้าไปแต่ก็ไม่มีอารมณ์ที่จะตอบอะไรกลับ อีกทั้งใบหน้าของเธอยังบึ้งตึงใส่เขา

พายุมานั่งลงที่เตียงเดียวกันกับเธอจะแย่งสำลีในมือบีลีฟคืนเพื่อที่จะให้เธอนอนเฉยๆและทำให้เธอเอง

“ไม่ต้องยุ่ง ทำเองได้”บีลีฟสะบัดมือทิ้งและลุกขึ้นมาเอียงตัวพิงกับหัวเตียง เอาผ้าห่มที่กองอยู่เท้ามาคลุมตัวไว้

“อวดดีอย่างนี้ น่าจะปล่อยให้ช็อกตายไปเลย นี่ฉันใจดีแล้วนะ จริงๆฉันจะให้เธอไปดูอีกห้องหนึ่ง ยิงกันสมองกระจุยกระจาย เป็นภาพที่เห็นแล้วสยองดีนะ แต่เห็นว่าเธอยังจิตอ่อนอยู่ก็เลยปราณี”

“…”บีลีฟหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นฆ่าเวลา พยายามไม่สนใจในสิ่งที่พายุพูด ครั้นจะเดินออกไปจากห้องก็ยังรู้สึกไม่ดีเท่าไร ยังอยากพักอยู่ก่อน

“ฉันว่าจะส่งเธอไปยิงเรียนยิงปืน  ต่อไปนี้เธอต้องเรียนยิงปืนทุกวัน หลังเลิกงานเพราะนี่ก็เป็นหนึ่งในงาน ทุกอย่างมีผลต่อการประเมินของฉัน”พายุออกคำสั่งออกมาด้วยน้ำเสียงดุดัน หลังจากที่รอคำตอบจากบีลีฟอยู่นานแต่เธอก็ไม่ยอมพูดอะไร

ลำพังแค่เรียนยิงปืนไม่ได้ยากอะไรขนาดนั้น จากที่เธอเคยเรียนเทควันโดมาเพื่อใช้เป็นศิลปะป้องกันตัว หากจะแค่ยิงปืนเพื่อป้องกันตัวเหมือนกันเธอพร้อมจะทำตามคำสั่ง  แต่ใจคอพายุจะให้เธอเกลือกกลั้วกับสิ่งเหล่านั้นให้ได้เชียวหรือ  “ไม่! เป็นบ้าอะไรฟังที่บอกไม่รู้เรื่องหรือไง ฉันไม่ต้องการยุ่งกับสิ่งที่คุณทำ ให้ฉันทำอะไรก็ไม่ที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจสีเทาของคุณ ฉันทำได้หมด เลิกแกล้งฉันได้แล้ว ฉันอยากทำงานในบริษัทคุณจะให้ฉันทำอะไรก็สั่งมาเลย ฉันทำได้ทุกอย่าง”บีลีฟตวาดลั่น

“อย่ามาอวดดีหน่อยเลย”พายุจากที่อารมณ์ดีอยู่ตอนแรกก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาเมื่อหญิงสาวตรงหน้าตะคอกใส่

“ฉันพร้อมเรียนรู้งานจากคุณมากๆแล้ว จะกัดฟันข่มความเกลียดชังไว้แปดชั่วโมงละกัน ถึงฉันจะไม่เก่งเท่าคุณแต่ฉันทำได้ก็แล้วกัน”บีลีฟพูดจบเธอก็ลุกขึ้นจากเตียงจะออกไปจากตรงนี้เพราะทนกับพายุไม่ไหวแล้ว แต่เมื่อเท้าแตะพื้นอาการวิงเวียนก็กลับมา ทำให้เธอต้องนั่งลงบนเตียงช้าๆ ค่อยๆเอนกายนอนลงเหมือนเดิม เอาสำลีที่ผสมแอมมาโมเนียขึ้นมาสูดดมอีกครั้ง

พายุนั่งมองอยู่อย่างนั้นไม่ได้เข้ามาช่วย อีกทั้งเขายังแสยะยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเธอเดินออกไปไม่ได้“หึ อวดดี แถมปากเก่งอีกแล้วนะ อยากรู้จังว่าจะใจกากปากเก่งเหมือนคืนนั้นมั้ย หวังว่าที่พูดมาว่าทำได้เวลาจริงจะไม่กระจอกนะ อยากโดนลงโทษแบบคืนนั้นมั้ยล่ะ” 

บีลีฟที่นอนหันหลังให้คู่สนทนาอยู่รีบลุกขึ้นจากเตียงแล้วหยิบกระเป๋าขึ้นมาคล้องแขนไว้โดยเร็ว ถึงแม้จะยังไม่หายดีแต่ก็ดีกว่าอยู่ตรงนี้“ฉันจะกลับห้องแล้ว”

“ให้ฉันไปส่งมั้ยล่ะ”พายุเดินปรี่เข้ามาหาบีลีฟแต่เธอก็พยายามเดินหนี 

“ไม่ต้อง ฉันหาทางกลับเองได้”

“เดินดีๆล่ะ อย่าเที่ยวไปอ่อยลูกน้องฉันนะ ลูกน้องฉันไม่ใจดีไว้ชีวิตเธอแบบฉันนะบอกไว้ก่อน”

บีลีฟไม่ได้ตอบอะไรกลับไปกับประโยคกระแนะกระแหนของคู่สนทนา เธอรีบเดินออกจากห้อง และปิดประตูอย่างแรงจนเกิดเสียงดังลั่นเพื่อเป็นการบอกว่าเธอไม่พอใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป