บทที่ 10 ติดปีกบิน
“เพิร์ล ทำไมกลับมาในสภาพนี้ ไปไหนมาทั้งคืน ฉันโทรไปก็ไม่รับ”
ทันทีที่พราวมุกกลับมาถึงห้อง ซูซี่ที่คอยจดๆจ้องๆ มองหาเพื่อนรักและติดต่อกันไม่ได้ตั้งแต่เมื่อคืน ก็รีบออกจากห้องที่อยู่ข้างเคียงแล้วตรงมาหาเธอทันที
เธอตรงเข้าสวมกอดเพื่อนรัก แล้วละล่ำละลักเล่าเรื่องราวอันน่าอดสูที่เกิดขึ้นกับเธอทันที เพราะเธอทั้งคู่สนิทกันมาก มีอะไรก็จะคอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือกันมาโดยตลอด
“เพิร์ล ฉันขอโทษ ฉันไม่น่าให้เธอไปทำงานนั้นแทนฉันเลย”
ซูซี่รู้ดีว่าเพื่อนรักที่เป็นคนไทยคนนี้ หวงแหนความสาวของตัวเองขนาดไหน มีหนุ่มๆมาขอเดตด้วยมากมาย แต่เธอก็ไม่ยอมใจอ่อนกับใคร
“ฉันผิดเอง ฉันสู้แรงเขาไม่ได้ แล้วฉันก็ดันรู้สึกไปกับเขาด้วยนี่สิ”
“โถ่ เพิร์ล แล้วจะเอายังไงต่อ”
“เขาให้เช็คฉันมาใบนึง ไปขึ้นเงินมาแล้ว คืนนี้ฉันจะกลับไทย ฉันจองตั๋วแล้วด้วย”
“ทำไมเร็วแบบนี้ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด เธอไม่จำเป็นต้องหนีเขานะ”
“ฉันไม่อยากเจอหน้าเขาอีก อีกอย่าง ฉันจะรีบกลับไปหายาย ทิ้งท่านมาสี่ปีแล้วนะ”
“งั้นก็ตามใจเธอนะ ไว้มีโอกาส ฉันจะไปหาเธอที่นั่น”
สองสาวตรงเข้าสวมกอดกันอีกครั้ง ก่อนจะช่วยกันจัดของสำคัญลงกระเป๋า เพื่อที่เธอจะได้รีบเดินทางกลับบ้านเกิดในคืนนี้
“อีกเรื่องนึง ถ้าเขาถามถึงฉัน ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล เธออย่าให้เด็ดขาดนะ เบอร์ที่ใช้ที่นี่ ฉันเลิกใช้มันแล้ว เดี๋ยวกลับถึงไทยจะเมลมาบอกเบอร์ใหม่นะ”
“แล้วถ้าเขาต้องการรับผิดชอบเธอล่ะ”
“ซูซี่ ที่นี่อเมริกา ไม่ใช่ประเทศไทยที่ยังถือเรื่องพวกนี้ เขาไม่มีวันรับผิดชอบฉัน เพราะฉันกับเขาเราไม่ได้รักกัน อีกอย่างเขาให้เช็คค่าตัวฉันมาแล้ว เป็นอันจบความสัมพันธ์ชั่วคืนนั้น”
“เห้อ ฉันรู้สึกผิดจังเลยเพิร์ล ไม่น่าเห็นแก่พี่มารี จนขอให้เธอไปช่วยเลย”
“ช่างมันเถอะซูซี่ เรื่องนี้ก็ทำให้ฉันโตขึ้นด้วย มันคือประสบการณ์ ถึงแม้มันจะไม่น่าจดจำก็ตาม”
แล้วประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำ มันก็ฝังอยู่ในห้วงความคิด ความรู้สึกของเธอมายาวนานถึงสี่ปีเต็ม โดยที่ไม่มีท่าทีว่ามันจะออกไปจากความทรงจำของเธอเลย ก็มันจะเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไร เมื่อหลักฐานชิ้นสำคัญของคืนที่ผิดพลาดคืนนั้น นอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างๆเธอนี่ไง
เช้าแล้วแต่พราวมุกยังไม่ยอมลุกจากที่นอน ยังคงนอนมองใบหน้ากลมจิ้มลิ้มราวตุ๊กตาฝรั่งของลูกสาวตัวน้อย ที่ใบหน้ากระเดียดไปทางคนเป็นพ่อทุกกระเบียดนิ้ว แล้วก็ต้องถอนหายใจยาวๆ เพื่อปลดปล่อยความรู้สึกที่มันอัดแน่นอยู่ในอก
คืนนั้นที่เธอเดินทางกลับมาประเทศไทย เมื่อมาถึงบ้านต่างจังหวัดของยาย กลับพบกับข่าวร้ายของเพื่อนบ้านว่ายายของเธอสิ้นใจไปนานหลายเดือนแล้ว แต่ไม่มีคนกล้าโทรไปบอกเธอ เพราะกลัวว่าเธอจะทิ้งการเรียนที่สู้อุตส่าห์ดิ้นรนจนได้ทุนการศึกษาแบบไม่ต้องชดใช้ทุนคืน แถมยังอดทนปากกัดตีนถีบหาค่าใช้จ่ายต่างๆ ของตัวเองโดยไม่รบกวนเงินของผู้เป็นยายเลย
เพื่อนบ้านที่แสนดีเหล่านั้น ช่วยกันจัดงานศพให้กับยายของเธออย่างสมเกียรติ และช่วยกันดูแลบ้าน ที่ไม่มีคนอยู่มาหลายเดือนให้อย่างดีอีกต่างหาก
พราวมุกตัดสินใจติดต่อกลับไปหาซูซี่หลังจากที่เธอถึงประเทศไทยได้ราวๆหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งซูซี่ก็ยิงคำถามใส่เธอรัวๆด้วยความเป็นห่วง ว่าเธออยู่อย่างไร สบายดีไหม ทำไมเงียบหายไป ทั้งสองพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบกันอยู่นาน ก่อนที่ซูซี่จะบอกกับเธอว่า หลังจากที่เธอขึ้นเครื่องบินกลับไทยไม่กี่ชั่วโมง คนของเขาก็มาตามหาเธอถึงห้อง แต่ก็พบเพียงห้องที่ว่างเปล่า ทั้งยังไปตามหาที่ร้านอาหารที่เธอทั้งสองทำงานร่วมกันทำให้รู้ว่าซูซี่คือเพื่อนสนิทที่สุดที่นี่ จึงโดนซักถามมากมาย ซึ่งซูซี่เองก็ให้เบอร์โทรศัพท์ของเธอไป แต่เป็นเบอร์ที่เธอเลิกใช้ไปแล้ว แถมยังบอกด้วยว่าเธอหายไปเลยตั้งแต่คืนที่ไปทำความสะอาด และไม่สามารถติดต่อกันได้อีก หลังจากนั้น คนของมาเฟียหนุ่มก็ตระเวนหาเธอจนทั่ว แต่ก็ไม่มีร่องรอย จนสุดท้ายได้ข้อมูลว่าเธอเดินทางกลับประเทศไทยไปแล้ว แต่ก็นั่นแหละ พวกเขาแทบไม่มีข้อมูลอะไรของเธอเลย จึงค่อนข้างยากต่อการตามหา และสุดท้าย เขาก็ถอดใจ เลิกตามหาเธอไปโดยปริยาย
เธออยู่บ้านของยายแบบหมดอาลัยตายอยากถึงสองเดือนเต็มๆ คิดไม่ออกว่าชีวิตต้องไปทางไหนต่อ เพราะที่เธออุตส่าห์สู้อดทนฟันฝ่าก็เพื่ออนาคตที่จะมีร่วมกับยายเท่านั้น เมื่อตอนนี้ไม่มีท่าน ก็รู้สึกเคว้งคว้างยากที่จะยอมรับง่ายๆ
แต่แล้วเมื่อเดือนที่สองผ่านพ้นไป เธอกลับมีอาการแปลกๆ คลื่นไส้อาเจียนทุกเช้า จนต้องซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจ ผลก็ปรากฏว่าเธอได้ตั้งครรภ์จริงๆ เมล็ดพันธุ์ที่เขาหว่านเอาไว้ มันงอกและเจริญเติบโตในท้องของเธอแล้ว
ด้วยเหตุนี้ จึงตัดสินใจขายที่ดินทุกแปลงที่เป็นมรดกของเธอ รวมทั้งบ้านของยายด้วย เพื่อที่จะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับลูกสองคน ซึ่งเมื่อรวมกับเงินที่เขาให้เธอมาและเธอหาเองด้วยน้ำพักน้ำแรงมาตลอดสี่ปี ทำให้เธอมีเงินเกือบๆ ยี่สิบล้าน
ยังโชคดีอยู่บ้างที่เธอมีเพื่อนรักที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.6 และยังติดต่อกันเสมอมา เขาช่วยเธอหาซื้อบ้านหลังกะทัดรัดสำหรับสองแม่ลูก และยังแนะนำงานให้ พร้อมทั้งคอยดูแลช่วยเหลือเธอกับลูกตลอดสี่ปีมานี้ เธอจึงไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างเกินไปนัก
