บทที่ 13 Episode13
หนึ่งเดือนต่อมา
หลังจากผ่านเหตุการณ์วันนั้นมาตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาดูเหมือนว่าราชันย์จะอยู่ติดบ้านมากขึ้น กลับมามีเวลาให้มัสยาเหมือนเก่า กลับมาใช้เวลาร่วมกันไม่ว่าจะเป็นการทานข้าว ดูหนัง หรือแม้แต่ไปตามสถานที่ต่าง ๆ ด้วยกัน
ถึงแม้ว่ามัสยาจะไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงว่าเพราะอะไรจึงทำให้ราชันย์กลับมาเป็นแบบเหมือนเดิมได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้เธอมีความสุขมาก โลกของเธอกลับมาเป็นสีชมพูอีกครั้ง หัวใจที่เคยบอบช้ำถูกปลุกให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ชีวิตที่เคยสิ้นหวัง กลับมีความหวังขึ้นมา ทุกอย่างตอนนี้มันดีมาก ดีจนมัสยาอยากหยุดเวลาไว้เพียงเท่านี้ เธอกลัวว่าวันหนึ่งราชันย์จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม เป็นราชันย์ที่คอยแต่ทำให้เธอเสียใจ
“ทำอะไรอยู่หื้ม” เสียงทุ้มด้านหลังทำให้มัสยาที่ยืนทำขนมอยู่หลุดออกจากภวังค์ เธอเบี่ยงหน้าหันไปมองเล็กน้อยก่อนที่เธอจะระบายยิ้มบาง ๆ ให้ราชันย์ที่ยืนกอดอกมองเธออยู่แล้วกวักมือให้เขาเดินเข้ามาใกล้
ฟอด
ราชันย์เดินเข้ามาหาตามคำสั่งของหญิงสาวอย่างง่ายดายพลางจรดริมฝีปากลงบนแก้มนุ่มของเธออย่างรักใคร่ มองมัสยาที่ง่วนอยู่กับการทำขนมอย่างหลงใหล นานมากแล้วเหมือนกันที่เขาไม่ได้มองเธอในมุมแบบนี้ มัสยาคนนี้ยังคงเป็นคนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
ภายนอกดูเหมือนคนเข้มแข็งไม่ยอมใคร แท้จริงแล้วจิตใจเธออ่อนโยนจนยากหาสิ่งใดมาเปรียบเปรย
ราชันย์ยืนมองเสี้ยวหน้าหญิงสาวอยู่อย่างนั้น ก่อนที่คำพูดของวายุจะแทรกเข้ามาในโสตประสาท
‘ก่อนที่กูจะพลาดท่าตาย อาจจะเป็นผู้หญิงของมึงก็ได้ที่ตายก่อน’ คำขู่พวกนั้นไม่เคยมีผลต่อคนอย่างราชันย์ ไม่ว่าคำขู่พวกนั้นจะมาจากใครก็ตาม แต่เพราะว่าคำขู่พวกนั้นมีผู้หญิงตรงหน้าเขาเข้ามาเกี่ยวพันและราชันย์จะไม่มีวันยอมให้มันเป็นอย่างนั้น
วงการมาเฟียมันน่ากลัวกว่าที่ใครหลาย ๆ คนคิด เพียงก้าวเดียวที่พลาดท่านั่นอาจหมายความว่าคุณได้สูญเสียหนึ่งชีวิตหรืออีกหลาย ๆ ชีวิตไป กี่ชีวิตที่สูญเสียก็คงไม่เท่าคนสำคัญ และคนคนนั้นสำหรับราชันย์ก็คือมัสยา
แม้นว่าเขาจะเลวแสนเลว มีผู้หญิงไปเรื่อยเปื่อย ทำให้มัสยาเสียใจนับครั้งไม่ถ้วนแต่เชื่อเถอะว่าไม่มีสักครั้งที่ราชันย์จะไม่รักมัสยาและไม่เคยมีสักครั้งที่ราชันย์อยากให้เธอโดนทำร้าย ดังนั้นคำขู่ของวายุจึงมีผลต่อจิตใจเพราะลึก ๆ แล้วราชันย์ก็กลัว กลัวว่าเขาจะพลาดเข้าสักวัน
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาราชันย์จึงเปลี่ยนแปลงตัวเองกลับมาอยู่กับมัสยาเหมือนเก่าเหมือนอย่างตอนแรก ๆ ที่เราอยู่ด้วยกัน และในตอนนั้นเป็นเพราะเธอกับเขาอยู่ด้วยกันมากเกิดไปนั่นแหละเขาถึงได้รู้สึกเบื่อและเริ่มออกหาเศษหาเลยจากนอกบ้าน เป็นเพราะเขาและเธออยู่ใกล้กันมากเกินไป มากเกินจนเขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเหมือนตอนที่อยากได้เธอมาครอบครอง
“คิดอะไรอยู่คะ” เป็นเสียงของมัสยาทำให้ราชันย์หลุดออกจากภวังค์ เขาสะบัดศีรษะไล่ความคิดเพ้อเจ้อพวกนั้นออกไปก่อนจะหันมาสนใจหญิงสาวตรงหน้าแทน หรี่ตามองเมื่อเธอหยิบขนมที่เพิ่งทำเสร็จหยก ๆ มาจ่อปาก “ชิมให้มัสหน่อยค่ะ ว่าขนมของมัสอร่อยไหม”
“อร่อยอยู่แล้ว” ราชันย์ตอบทั้งทีที่ยังไม่ได้ชิม จึงทำให้มัสยาเบ้หน้าออกมาเล็กน้อย
ราชันย์ระบายยิ้มอย่างนึกเอ็นดูหญิงสาว ยิ่งเห็นอาการแง่งอนของเจ้าหล่อนอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะยื่นมือหยิกแก้มเธอเบา ๆ อย่างมันเขี้ยว
“ชาอ่า มัสเจ็บนะ” มัสยาแหวใส่ราชันย์อย่างไม่จริงจังมากนัก ใบหน้าสวยร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความเขินอาย เขามันบ้าจริง ๆ ทำให้เธอเขินอีกแล้ว
“น่ารัก” ใช่มัสยาน่ารัก ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนหรือเธอจะโตขึ้นเท่าไรมัสยาคนนี้ก็ยังคงน่ารักในสายตาราชันย์คนนี้เสมอ
“คนบ้า” หญิงสาวก่นด่าออกมาเสียงแผ่วเบา ก่อนจะเบนหน้าหนีหลบหลีกความเขินอายที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้า มัสยาไม่อยากให้ราชันย์เห็นว่าตอนนี้หน้าเธอแดงมากขนาดไหน แต่ทว่าการกระทำของเธอก็หลีกหนีสายตาเฉียบคมของเขาไม่พ้นหรอก ราชันย์รู้ว่ามัสยากำลังเขิน แล้วเธอก็เขินมากด้วย
ฟอด
เพราะเห็นว่าเธอเขินหนักราชันย์จึงปลอบประโลมเธอด้วยการหอมแก้มฟอดใหญ่
“ราชันย์” เขาจึงโดนหญิงสาวแหวใส่ด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์ มัสยาแสร้งโมโหกลบเกลื่อนความเขินอายที่มี ยิ่งเขาทำแบบนี้เธอก็ยิ่งเขินหนัก หัวใจเธอเต้นตึกตักคล้ายว่ามันจะทะลุออกมาจากอก
“ว่าไงครับเมีย” ชายหนุ่มยื่นหน้าเข้าใกล้หญิงสาวมากขึ้นจนจมูกของเขาและเธอแทบจะชนกันอยู่รอมร่อ มองกันด้วยแววตาหวานหยดและเป็นมัสยาที่ไม่อาจต้านทานสายตาของราชันย์ได้ เธอจึงเบนหน้าหนีจมูกของราชันย์จึงโดนแก้มเธอเต็ม ๆ
ฟอด
แน่นอนว่ามัสยาโดนราชันย์หอมไปอีกฟอดใหญ่ จนเธอถึงขั้นกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจเมื่อรู้ตัวว่าเธอได้พลาดท่าให้ราชันย์อีกแล้ว
“ร้ายนักนะ” มัสยาจึงยื่นมือบีบจมูกราชันย์เบา ๆ ด้วยความมันเขี้ยว
จุ้บ
ยื่นหน้าเข้าหาเป็นฝ่ายจุ้บปากของราชันย์ก่อนบ้าง
“ปากหวานจัง”
ราชันย์ยิ้มเอ็นดูให้กับคำพูดของหญิงสาว ก่อนที่รอยยิ้มเอ็นดูของเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ยกมือจับล็อกหน้าหญิงสาวไว้ไม่ให้ถอยหนีก่อนจะพาริมฝีปากทามทับริมฝีปากเรียวเล็กของหญิงสาว ดูดดึงเบา ๆ ราวกับต้องการหยอกเย้า ก่อนจะแทรกลิ้นเข้าโพรงปากนุ่มเพื่อควานหาความหอมหวาน สลับกับขบเม้มริมฝีปากบนและล่างของมัสยา ราชันย์ปล่อยหญิงสาวให้เป็นอิสระ ชนหน้าผากเขาเข้ากับหน้าผากของเธอ จ้องตากันหวานฉ่ำ
“ที่เธอทำเมื่อกี้น่ะเขาเรียกว่าจุ้บ ปากแตะปาก แต่ที่ฉันทำน่ะเขาเรียกว่าจูบ ต้องจูบแบบฉันเธอถึงจะรู้ซึ้งความหวาน แล้วเป็นไงปากของฉันหวานถูกใจเธอไหม” ราชันย์พูดอธิบายหญิงสาวแต่ประโยคหลังกลับถามเธอกลับด้วยความเจ้าเล่ห์ซะอย่างนั้น
ดูแววตาของราชันย์สิ ดูสิว่าเขามันร้ายกาจขนาดไหน แล้วทำไมต้องเป็นเธอทุกครั้งที่พ่ายให้คนอย่างเขาอยู่เรื่อยไป
โคตรไม่แฟร์เลย
แต่เมื่อกี้เขาถามเธอว่าอย่างไรนะ ปากเขาหวานไหมอย่างนั้นใช่รึเปล่า
“อืม ปากนายหวานมาก” หวานที่สุดในสามโลกเลย
“คงเหมือนกับปากเธอแหละมั้ง”
เขาและเธอยิ้มให้กัน และเป็นอีกครั้งที่มัสยาอยากหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้
