บทที่ 4 แค่ทักทาย
EP.4
“มาแล้วจ้า ขอโทษที วันนี้มาช้าไปนิดเดียว” ณาลัลน์เข้ามากอดคอเพื่อนรักอย่างพิมมี่ ดึงแก้มของหล่อนให้ยิ้มออกมาเมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงเพราะรอเธอนาน วันนี้หล่อนอุตส่าห์ตามมาเที่ยวด้วย
“แม่คนธุระเยอะ แม่คนฮอต”
“ก็นิดหนึ่งอ่ะ อย่าประชดสิ”
“ไหนเล่าให้พี่ฟังซิว่าวันนี้ไปเจออะไรมา” พอร์ชลูบศีรษะของณาลัลน์ด้วยความเอ็นดู ทำให้พิมมี่น้องสาวแท้ๆของพอร์ชเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้
“สองมาตรฐานเว่อร์ ทีวันไหนพิมมาช้าเนี่ยด่าพิมอย่างกับไปฆ่าใครตาย”
“เงียบปากไปเถอะ พี่จะฟังลัลน์เล่า”
ณาลัลน์หัวเราะเบาๆ สองพี่น้องตีกันเป็นปกติจนเธอคุ้นชิน เธอหันมามองพอร์ชผู้เป็นรุ่นพี่และเป็นคนที่ให้งานเธอทำจนเธอมีเงินใช้ทุกวันนี้เขาคือประธานบริษัทของบริษัทที่เธอทำงานอยู่
“คืองี้ลัลน์ขายคอร์สให้กับผู้ดีอ่ะ เขาเอ็นดูลัลน์มาก ทีนี้คุยไปคุยมาเขาก็เลยจ้างลัลน์ไปเลี้ยงหลานเขาด้วยเลย น่าจะต้องย้ายไปประจำการที่บ้านเขาเลยมั้ง”
“ดวงดีว่ะขายหนึ่งได้ถึงสองงาน อย่างงี้พี่ว่างานเล่นดนตรีที่ผับเนี่ย ยกเลิกไปเถอะ”
“อ้าว ทำไมล่ะ ลัลน์อยากทำทุกอย่างมันได้เงินเยอะนะ”
“เชื่อเถอะว่าเราไม่ไหว แล้วก็งานกลางคืนมันอันตราย สถานที่แบบนี้ไม่เหมาะกับลัลน์ พี่ถึงได้มาเฝ้าทุกครั้งเนี่ย”
“แหลลลลลล” พิมมี่ตัดบทพี่ชายอย่างรู้ทัน “ว่าแต่หลานเขาน่ารักเท่าเด็กคนเมื่อเย็นป่ะ”
“ไม่รู้อ่ะ เขายังไม่ส่งใบสมัครมา แค่โทรมาจองตัวฉัน แล้วให้ไปเจอกันหน้างาน”
“ยัยลัลน์ ไว้ใจได้ป่ะเนี่ย” ความรู้สึกบางอย่างของพิมมี่บอกว่ามันผิดปกติ
“ไว้ใจได้ ฉันเห็นประวัติคร่าวๆของคุณหญิงมาแล้ว”
“คุณหญิงเลยเหรอ”
“ใช่ระดับคุณหญิงเลย ไงล่ะลัลน์ดวงดีไหม”
“อย่าไว้ใจใครง่ายยัยลัลน์ เดี๋ยวนี้มันปลอมประวัติกันง่ายมาก”
“เดี๋ยวให้พี่พอร์ชช่วยสืบให้ แต่ตอนนี้วงจะขึ้นแล้วไปเตรียมตัวก่อนนะ” ณาลัลน์โบกมือลาทั้งสองคนแล้วเดินไปเตรียมตัวหน้าเวทีทักทายสมาชิกสองสามประโยคก่อนขึ้นเล่น
เป็นธรรมดาเวลาที่ณาลัลน์เล่นกีตาร์ก็จะมีบรรดาชายตัณหามากมาเกาะแกะหน้าเวที ยื่นเครื่องดื่มมาให้แต่เธอไม่เคยรับมาเพราะไม่ชอบเรื่องพวกนี้และระวังตัวเป็นอย่างดี
จนกระทั่งการแสดงสิ้นสุดลง เธอรับเงินค่าจ้างจากผู้ว่าจ้างมาจำนวนหนึ่ง ในระหว่างทางที่เดินกลับไปหาพิมมี่และพอร์ชเธอก็นับเงินสดที่เธอได้มาด้วยไปพลางๆ
“ว้าย!”ณาลัลน์อุทานเสียงดัง เธอเห็นหางตาว่าแถวนี้คนไม่เยอะแต่ทำไมเธอถึงเดินชนคนได้ และชนเข้าอย่างจังของเหลวบางอย่างมันสาดมาเปียกเนินอกอวบอิ่มและเกาะอกได้ยังไงก็ไม่รู้ เธอรีบเงยหน้าขึ้นมาเพื่อขอโทษ มันเป็นเธอเองที่ผิดเดินไม่ดูตาม้าตาเรือ
“พะ….พี่” ยังไม่ทันข้ามวันเธอก็เจอกับชายคนเดิมอีกแล้ว แต่เขาแตกต่างจากเมื่อเย็นคือตอนนี้เหมือนเขาจะเมา เธอเก็บเงินใส่กระเป๋าและจะปลีกตัวเดินเลี่ยงไปอีกทางหลีกเลี่ยงการปะทะจะดีเสียกว่า
“แค่มาทักทาย” เขาวางแก้วเปล่าไว้ที่โต๊ะและเดินมาขวางข้างหน้า
“หนูขอโทษค่ะ” ทั้งที่เธอเปียกแต่เธอรีบขอโทษเพื่อตัดปัญหา เดี๋ยวเขาจะโกรธเธออีกเพราะดูเหมือนว่าเขาจงใจหาเรื่อง เธอเดินถอยหลังหนีในตอนที่เขาหยิบทิชชู่เปียกในกระเป๋ากางเกงออกมาแล้วเช็ดเนินอกของเธอให้ แต่เขาก็เดินตามมาเช็ดให้จนได้
“มะ…ไม่ต้องค่ะ เดี๋ยวหนูเช็ดเองค่ะ มันเป็นอุบัติเหตุ”
“ตอนกลางวันขายคอร์สตอนกลางคืนขายอะไร” มาเฟียหนุ่มมองด้วยสายตาดูถูก เขาไม่เชื่อทุกคำพูดของจารุณีสักคำเรื่องของผู้หญิงคนนี้ มันต้องผ่านการปรุงแต่งมาแล้วแน่นอน แบบทุกครั้งที่จารุณีตั้งใจจะทำแบบนี้ แค่เป็นคนที่แม่เลือกให้ความรู้สึกก็ติดลบ มีแต่อคติ
“หนูมีศักดิ์ศรีค่ะ หนูไม่ทำอย่างนั้นหรอก” คนโดนกระแนะกระแหนกำหมัดแน่น เธอปัดมือหนาออกจากหน้าอกทันที “ช่วยพูดจาให้เกียรติคนอื่นด้วยนะคะ”
“อย่างงั้นเหรอ” เด็กสาวเอือมระอาที่เขาจับข้อมือเธอไว้แน่นเพราะเธอจะเดินหนี “ไม่คิดจะรับผิดชอบค่าเหล้าที่มันหกใส่นมเธอเหรอ”
“ถ้าพี่ขอโทษหนูที่พี่เข้าใจหนูผิดเรื่องเมื่อเย็นหนูก็จะจ่ายค่าเหล้าค่ะ จะซื้อให้ดื่มอีกลังเลยด้วยค่ะ”
“เธอมาแกล้งลูกฉัน”
“ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่พี่เข้าใจหนูผิดค่ะ พูดคำว่าขอโทษไม่เป็นใช่ไหมคะ มันคงเสียศักดิ์ศรีมากสินะ”
“เอาค่าเหล้ามา”
“ลดความเป็นมาเฟียเพิ่มความเป็นคนหน่อยก็ดีนะคะ” ไม่รู้เธอจะโดนเขาทำร้ายอีกไหมที่พูดไปแบบนี้ ตรงนี้มีคนอยู่ หากเขาทำอะไรเธอก็คงมีคนถ่ายคลิปไว้แน่นอน แต่เธอรู้สึกผิดเล็กน้อยที่พูดแรงไป นี่คงเป็นคำด่าที่แรงที่สุดในชีวิตของเธอแล้ว เธอจึงตีปากตัวเองเบาๆ
“ปากร้ายดีนิ แอ๊บแตกล่ะสิ อย่าให้ภาพลักษณ์คนใสซื่อของเธอหายไปสิ”
“หนูไม่รู้ว่าพี่พูดอะไร แต่หนูเป็นลูกมีพ่อมีแม่นะคะ ทุกคำพูดของพี่มันทำให้หนูเจ็บ พี่เองก็มีลูก ขนาดหนูบีบแก้มลูกพี่นิดเดียวพี่ยังไม่พอใจเลย พี่ลองคิดดูละกันว่าถ้าพ่อแม่หนูรู้ว่าพี่แกล้งหนู พ่อแม่หนูจะรู้สึกยัง ใจเขา ใจเราบ้างสิคะ”
“พ่อแม่เธออาจจะไม่ได้รักเธอขนาดนั้น”
“ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่รักลูกหรอกค่ะ”
“ทำไมจะไม่มี!”
เธอไม่รู้ว่าเธอพูดอะไรผิดไปตรงไหน จากท่าทางกวนประสาทเมื่อสักครู่กลับกลายเป็นเกรี้ยวกราดไปทันที ณาลัลน์ตกใจเล็กน้อยเธอเลือกที่จะเดินหนีซะดีกว่า เธอไม่อยากเสวนาต่อด้วยแต่เขาก็คว้ากีตาร์ที่เธอสะพายอยู่เพื่อดึงเธอกลับมาจนกีตาร์เกือบจะหล่นลงพื้น โชคดีที่เธอคว้าไว้ทัน ถ้าเขาทำกีตาร์เธอพังครั้งนี้เธอจะแจ้งความจริงๆ
“ปล่อยนะคะ หนูไม่เอาคำขอโทษแล้วก็ได้” เธอพยายามแกะมือของเขาออกจากต้นแขนตัวเอง แต่เขากลับยียวนโดยการยักคิ้วสองสามครั้งและไม่ยอมปล่อย
“มึงทำอะไรลัลน์!” พอร์ชเดินมาทางด้านหลังพอดีเห็นเหตุการณ์ก็ตกใจ ปกติจะมีผู้ชายมาวอแวณาลัลน์บ่อยแต่ไม่ถึงขั้นนี้ ในฐานะพี่ชายเขาไม่ปล่อยไว้หากมีคนมาทำตัวรุ่มร่ามกับน้องสาว พอร์ชรีบพุ่งเข้าไปกระชากตัวชายคนนั้นออกมาจากณาลัลน์ ด้วยความบันดาลโทสะจึงฟาดหมัดหนักๆใส่ใบหน้าเจอาร์อย่างแรง
“ว้ายยย/กรี๊ดดดด” ผู้คนต่างแตกตื่นเมื่อมีคนทะเลาะกัน เจอาร์โดนต่อยคว่ำไปที่โต๊ะโต๊ะหนึ่งซึ่งเจ้าของโต๊ะหนีกระเจิงไปแล้วเพราะกลัวโดนลูกหลง
“ลัลน์หลบไปก่อน พี่จะเอาเลือดหัวไอ้เหี้ยนี่ออก”
มาเฟียหนุ่มดันลิ้นแตะกระพุ้งแก้มเบาๆ แม้จะเกิดบาดแผลที่ใบหน้าแต่ความเดือดดาลมีมากกว่าความเจ็บปวดเขาคว้าขวดเบียร์ขึ้นมาแล้วหันกลับไปหาพอร์ช
เสี้ยววินาทีที่เจอาร์หันกลับมาจะต่อสู้ พอร์ชกลับเหวอไปเมื่อเห็นหน้าของเจอาร์ชัดๆ ชายคนนี้ที่เขาต่อยไปเมื่อสักครู่เป็นลูกชายของผู้มีพระคุณ
บริษัทของพอร์ชกำลังประสบปัญหาใหญ่ที่ทำให้เขาต้องขอความช่วยเหลือจากตัวแม่ของวงการธุรกิจอย่างจารุณี แต่มันก็ถูกปัดตกไปจากสารระบบหลายครั้งและพอร์ชก็พยายามยื่นข้อเสนอใหม่ไปหาจารุณีแทบทุกครั้ง ในที่สุดวันนี้จารุณีก็ตอบตกลง ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเธอถึงเปลี่ยนใจมาช่วยเหลือ เพิ่งได้รับการตอบกลับเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้
เพล้ง!
“ว๊ายยย พี่พอร์ชเป็นอะไรไหม”
เลือดสีสดไหลออกจากบาดแผลบนศีรษะเพราะเจอาร์ฟาดขวดใส่อย่างแรง ความเจ็บปวดจากบาดแผลไม่เท่าเจ็บปวดจากการทำอะไรไปโดยไร้สติ
ถึงอย่างไรก็ซวยอยู่ดีที่มีเรื่องกับเจอาร์ สายตาของเจอาร์ในตอนที่เขาหยิบมีดพกสั้นขึ้นมามันน่ากลัว ได้แต่น้อมรับชะตากรรมหลังจากนี้
หมับ!
“เฮียหยุด! ผับกูไม่ใช่สถานีตำรวจ ตำรวจไม่ต้องลงทุกวันก็ได้ อยากฆ่ามันก็ไปทำที่อื่น”
