บทที่ 5 เหน็บแนม
EP.5
“มึงกับกูได้เห็นดีกัน” เจอาร์กล่าวทิ้งท้ายกับพอร์ชด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น ก่อนจะเดินจากไปกับพัตเตอร์ เขาไม่ใช่คนใจดีแต่ผับไม่ใช่โรงเชือดที่เหมาะนัก
‘มันคงไม่จบง่ายๆ’ พอร์ชกุมบาดแผลอย่างปลงตก
“พี่พอร์ช เป็นไรไหม ให้ยัยพิมพาไปทำแผลนะ เดี๋ยวลัลน์ไปหาคลิปจากกล้องวงจรปิดไปแจ้งความ”
“ไม่ต้อง”
“ทำไมล่ะ ก็เขา…”
“ไปทำแผลด้วยกันเถอะอย่าไปสนใจเขาเลย” พอร์ชรีบดึงแขนณาลัลน์เดินออกไปจากผับทันที
คอนโดพอร์ช
บาดแผลของพอร์ชเย็บไปสิบเข็ม หลังจากกลับจากโรงพยาบาลก็มารวมตัวกันที่คอนโดของพอร์ช ณาลัลน์ยังคงรอคำตอบดีๆจากพอร์ช ยังสงสัยว่าทำไมพอร์ชถึงไม่แจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมาย พอร์ชจึงเล่าในณาลัลน์ฟังถึงประวัติของจารุณีและเจอาร์ นั่นทำให้ณาลัลน์ตกใจอย่างมากที่รู้ว่าลูกของจารุณีคือเจอาร์ที่เธอจะต้องไปเลี้ยงหลานให้ ความจริงอีกอย่างที่น่าตกใจคือเรื่องบริษัทของพอร์ชตอนนี้ที่อยู่ในขั้นวิกฤติ
“พี่พอร์ช ลัลน์ไม่ทำแล้วได้ไหม ลัลน์จะโทรไปยกเลิกคุณหญิง ลัลน์ไม่อยากเจอพี่เจแล้ว เขามาทำพี่พอร์ชเจ็บอ่ะ”
“ไม่ได้!” พอร์ชปรามเสียงดังพร้อมกับแย่งโทรศัพท์ของณาลัลน์มาแล้วปามันลงไปที่เตียง ซึ่งณาลัลน์ไม่เคยเห็นท่าทางแบบนี้ของพอร์ชมาก่อนเลย เธอได้แต่ทำหน้าหงอยๆที่โดนดุ
“ทำไมอ่ะพี่พอร์ช”
ประธานหนุ่มเห็นท่าไม่ดีของหญิงสาวจึงเข้าโอบกอด ทำให้เธอพอยิ้มออกมาได้บ้าง “คุณหญิงเป็นผู้มีพระคุณกับเรา เรื่องที่เกิดขึ้นอย่าให้คุณหญิงรู้เชียวนะ เดี๋ยวคุณหญิงไม่พอใจแล้วจะยุ่ง”
“เราต้องยอมเขาเหรอ”
“โชคดีที่ท่านเอ็นดูลัลน์นะ แต่ถ้าลัลน์เปลี่ยนใจพี่กลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจตาม พรุ่งนี้เขาจะส่งคนมาเจรจากับบริษัทพี่แล้ว” เป็นห่วงณาลัลน์แต่คำว่าผู้มีพระคุณมันค้ำคอ
“ก็ได้” เพราะว่าพอร์ชขอเธอจึงจำใจยอมทำตาม ไม่รู้ทำไมเธอใจอ่อนทุกครั้งที่พอร์ชออดอ้อน
สามวันถัดมา
ณาลัลน์เรียนในช่วงบ่ายเสร็จเธอก็รีบมาตามโลเคชันที่จารุณีส่งให้ คีย์การ์ดของคอนโดมิเนียมหรูที่อยู่ในมือเธอได้มาจากการที่จารุณีส่งให้ ไม่รู้ทำไมจารุณีถึงไม่พาเธอมาส่งคอนโดของเจอาร์เอง เธอใช้มันแตะผ่านเข้าไปยังข้างในและขึ้นลิฟต์ไปยังห้องของเจอาร์ชั้นบนสุด
ครืด~ ครืด~
ติ๊ง!
โทรศัพท์ดังขึ้นมาในตอนที่ลิฟต์เลื่อนมาจอดชั้นที่ต้องการ เป็นเบอร์จารุณีที่โทรเข้ามา เท้าเล็กก้าวออกจากลิฟต์เธอก็รับสายทันที
“สวัสดีค่ะ”
(ถึงยังจ๊ะ)
“ถึงแล้วค่ะ” ตอบพลางกดกริ่งหน้าห้องของเจอาร์รัวๆ แต่ไม่มีคนเปิดออกมา เธอจึงเคาะประตูเบาๆ
“พี่เจอยู่ห้องรึเปล่าคะ”
(อยู่สิ แล้วรู้จักกันแล้วเหรอ ไม่เซอร์ไพรส์เลยสิ)
“อ๋อ พอดีเมื่อสามวันก่อนเจอกันที่ผับค่ะ”
(เหรอ คือน้าเห็นพี่เจโดนใครชกหน้าเขียวมาเลย เราพอจะเห็นไหม)
“มะ…ไม่เห็นค่ะ” เธอจำเป็นต้องโกหก หากเผลอพูดเรื่องจริงไปแล้วคนที่ซวยก็ไม่ใช่ใครที่ไหน “หนูไม่ได้อยู่กับเขาตลอดแค่มาทักทายกันเล็กน้อยค่ะ”
(น่าเสียดาย งั้นน้าฝากเราอีกเรื่องหนึ่งนะ ห้ามให้พี่เจดื่มเยอะ พอดื่มทีไรนะก็มีเรื่องแบบนี้กับคนอื่นไปทั่ว น้าล่ะปวดหัว)
“ค่ะ ปกติแล้วนี่พี่เจเขาใจดีไหมคะ”
(บางเวลา แต่เวลาเมาอย่ายุ่ง นั่นคือสิ่งที่หนูต้องห้ามเขาเวลาเขาจะออกไปดื่มให้ได้)
“เอ่อ….” เหมือนยิ่งคุย งานยิ่งงอกมาเพิ่มเรื่อยๆ ณาลัลน์ได้แต่กุมขมับและจำเป็นต้องถามคำถามที่เป็นการปฏิเสธไปในตัว “หนูต้องดูแลหลานคุณน้าคนเดียวใช่ไหมคะ พี่เจกับเมียเขาไม่จำเป็นใช่ไหมคะ”
(หนูสบายใจได้ พี่เจไม่มีเมีย เมียพี่เจตายไปนานแล้ว)
“ห๊ะ!?”ณาลัลน์อ้าปากค้าง นี่เธอเข้าใจมาตลอดว่าห้องของเจอาร์มีคนอยู่สามคน เจอาร์ เมียและลูกของเจอาร์ เธออุตส่าห์เบาใจไปได้เปลาะหนึ่งเพราะคิดว่ายังไงก็มีเมียของเจอาร์คอยคุมพฤติกรรมของเขาอยู่บ้างหากเขาคิดจะแกล้งเธอ แต่ทุกอย่างกลับไม่ใช่อย่างที่คิด
แกร่ก~
เหมือนถูกไอความเย็นของเครื่องปรับอากาศปะทะร่างเล็กจนขนลุกซู่เมื่อเจอาร์เปิดประตูมาพอดี เธอไม่รู้ว่าควรเดินเข้าไปหรือถอยหลังหนี
“จะกดย้ำทำบ้าอะไร น่ารำคาญ” จารุณีกดวางสายไปทันทีเมื่อได้ยินเสียงเจอาร์แทรกเข้ามา
“คะ…คือ” ยังไม่ทันได้ตัดสินใจอะไรก็เหมือนว่าเจ้าของห้องดึงเธอเข้าห้องไปด้วยกัน
เธอกวาดสายตามองรอบห้องขนาดใหญ่ ความหรูหราของมันทำให้เธอทำตัวไม่ถูก ใหญ่โตโออ่าเหมือนคฤหาสน์ที่สร้างอยู่ในคอนโดอีกที
กระเป๋าสะพายข้างที่ถือมาด้วยเธอเอามากอดไว้แนบอกในตอนที่เขาให้นั่งที่โซฟา กลัวว่าจะมาทำให้ห้องของเขาเปื้อนเธอจึงนั่งไม่เต็มก้น
“ไม่ได้พกมารยาทมาเหรอ หรือหาทางขโมยของอยู่”
“ขอโทษที่เสียมารยาท แต่หนูไม่ใช่โจรค่ะ”
“ก็ใกล้เคียงนะ”
“วันนี้แม่พี่ให้หนูมาเทสงานค่ะ” เธอเมินเฉยถ้อยคำเหน็บแนม เข้าเรื่องของเธอจริงๆ
“เทสงาน?”
“มารับลูกพี่ไปหัดเล่นเปียโนกับหนูค่ะ”
“มีรถ?”
“มีมอ’ไซค์ค่ะ แต่ว่าหนูขับรถใหญ่ได้นะคะ พี่พอร์ชสอนอยู่บ่อยๆ กะว่าทำงานได้อีกนิดจะซื้ออยู่พอดีเลย”
“ไม่ต้องไป ฉันสั่งซื้อเปียโนมาแล้ว สิ่งที่เธอควรรู้ ลูกฉัน ฉันเลี้ยงเองได้ สัปดาห์หนึ่งเธอจะเข้ามาที่นี่แค่สองครั้ง เสาร์อาทิตย์ ดังนั้น อย่าทำตัวน่ารำคาญ แล้วถ้าฉันต้องการจะโทรหาเธอเอง”
“ค่ะ” มันเป็นโชคดีของเธอมากๆที่เขาเปลี่ยนแผนกะทันหัน หากต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกันทุกวันเธอคงได้ร้องไห้ออกมาแน่ๆ แค่นี้เธอก็รู้สึกว่าตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทางจนอึดอัดไปหมด นิดหน่อยเขาก็หงุดหงิดใส่
“แล้วทำไมต้องมาที่นี่คะ ไปที่นู่นก็ได้”
“แล้วเธอคิดว่าบริษัทที่มันจะเจ๊งแหล่ไม่เจ๊งแหล่น่ะ มันน่าไปเหยียบไหม”
“…” เธอถอนหายใจเบาๆกับคำกระแนะกระแหนนั้น มันเจ็บจี๊ดตรงกลางใจแต่ก็ต้องทน ยังไงเขาก็ถือไพ่เหนือกว่าอยู่ดี
“แล้วถ้าฉันไปเจอใครบางคนเข้า เธอคิดว่าฉันควรทำยังไงกับมันดี”
“หนูซื้อยามาให้ค่ะ เรื่องวันนั้นขอโทษแทนรุ่นพี่หนูด้วยนะคะ” ณาลัลน์เปิดกระเป๋าหยิบยาออกมายื่นให้เขา ก็เป็นอย่างที่คิดเขาไม่รับ ปัดมันทิ้งไม่ถนอมน้ำใจกันสักนิด
“วันนั้นไม่ใช่อย่างนี้นิ ปากเก่งให้ได้เท่าวันนั้นสิ”
“ค่ะ หนูขอโทษอีกครั้ง”
“อยากให้มันตายด้วยวิธีไหนล่ะ ระหว่างปืน มีด ยาพิษ หรือตายอย่างทรมาน”
“หนูรับผิดชอบด้วยการทำแผลให้ได้ไหมคะ แล้วอย่าโกรธพี่พอร์ชเลย พี่ก็ตีหัวเขาคืนไปแล้ว ถือว่าหายกันนะคะ” คำขู่นั้นทำให้หวั่นใจ รู้ดีว่าต่อให้พอร์ชมาขอโทษ เจอาร์ก็ไม่ยกโทษให้ ทางที่ดีคือทั้งสองไม่ควรเจอกันจึงไม่ให้พอร์ชมาขอโทษเอง
“โลกสวยดีนะ จะบอกว่าฉันควรให้อภัยมันน่ะเหรอ”
“รับยาไปเถอะค่ะ ถือว่าเป็นคำขอโทษจากพี่พอร์ช”
“แผลฉันจะหายแล้วเพิ่งมา?”
“ก็ยังทันนะคะ รับไปเถอะค่ะ”
มาเฟียหนุ่มรับมาแล้วโยนทิ้งไปบนโต๊ะ ก่อนจะหย่อนสะโพกบนโซฟาเดียวกับเธอ แล้วยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ “ดูเหมือนเธอจะเป็นห่วงมันนะ แล้วก็เห็นเธอไปไหนมาไหนกับมันบ่อยนะ”
“คะ?” แล้วอะไรทำให้เขามายุ่งเรื่องส่วนตัวของเธอด้วย เธอไม่สามารถคาดเดาสายตาของเขาที่มองมาได้ ว่าเขามองเธอแบบไหน ต้องการอะไรและกำลังจะสื่ออะไร
“30,000”
“ค่าอะไรคะ”
“ค่าตัวเธอ”
“มะ…หมายถึงเงินเดือนใช่ไหมคะ”
“…”
“ไม่แพงไปเหรอคะ ทำงานไม่กี่วันต่อเดือนเอง”
“ดีใจก็แสดงออกมาเถอะ ไม่ต้องแอ๊บ ไม่เนียน”
“หนูแค่สงสัยค่ะ ทุกคนมีสิทธิ์ถามนี่คะ”
“แม่ฉันเห็นลูกน้องทุกคนเป็นสมาชิกในครอบครัว จะไม่เอาก็ได้”
“อะ…เอาค่ะ ขอบคุณค่ะ”
“เออ กลับไปได้แล้ว”
“แล้วหนูมาแค่นี้เหรอคะ” เธอนั่งแท็กซี่มาตั้งไกลหากจะมาคุยแค่สองสามนาที เธอยอมเปลืองค่าโทรศัพท์ยังดีกว่า หากไม่ต้องมาเธอเอาเวลาไปทำอะไรได้ตั้งเยอะ อย่างน้อยให้เธอเริ่มงานเลยก็ดี
“แล้วเธออยากทำอะไรล่ะ”
