บทที่ 1 ทุนเรียนฟรี

… 2 ปีที่แล้ว …

กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดที่คละคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ คนที่กำลังถูพื้นอยู่บริเวณนั้นแม้จะใส่หน้ากากอนามัยอย่างหนาแต่มันก็แทบจะไม่สามารถป้องกันกลิ่นได้สักนิด เหลือพื้นที่อีกเพียงไม่กี่ตารางเมตร คนที่จับไม้ถูพื้นไว้แน่นถอนหายใจเฮือกใหญ่ตัดสินใจเร่งมือขึ้นอีกนิดเพื่อให้พื้นที่ที่เหลือเสร็จลงอย่างรวดเร็ว

หน้ากากอนามัยหนาสามชั้นถูกกระชากออกอย่างแรง หลังจากเดินออกมาจากห้องน้ำชายด้านในเมื่อครู่จนถึงหน้าประตูทางเข้า สูดอากาศเข้าจนเต็มปอด ด้านนอกห้องน้ำแม้ตรงนี้จะยังมีกลิ่นสารเคมีชนิดรุนแรงลอยออกมาแต่ก็ยังดีกว่าด้านใน

ห้องน้ำของโรงงานหล่อเหล็กแห่งหนึ่ง นอกจากจะได้ขึ้นชื่อว่าสกปรกมากแล้ว ภายในยังเลอะเทอะไปด้วยคราบน้ำมัน หรือแม้กระทั่งจาระบี นั่นเป็นเหตุผลที่จะต้องใช้น้ำยาชนิดรุนแรงเพื่อขจัดคราบสกปรกให้หาย

กุลจิรา สูดลมหายใจเข้าปอดอีกหลายเฮือก ก่อนจะกลับเข้าไปล้างน้ำเปล่าเพื่อทำความสะอาดห้องน้ำชายเกือบยี่สิบห้องด้านในให้แล้วเสร็จ จนทั้งหมดเสร็จสิ้นก็กินเวลาเกือบจะสองชั่วโมง เธอกลับมาที่หน้าห้องน้ำอีกครั้ง เปิดพัดลมอุตสาหกรรมตัวใหญ่เพื่อให้พื้นแห่งเร็วขึ้น เพราะใกล้จะถึงเวลาพักเที่ยงของพนักงาน ถ้ามันแห้งไม่ทัน ตอนบ่ายเธอคงจะได้ล้างมันอีกรอบแน่นอน

"ห้องน้ำเข้าได้ไหมหนู" เสียงชายสูงวัยที่ดังมาจากหน้าห้องน้ำ แม้ที่หน้าห้องน้ำจะมีป้ายสีเหลืองระวังลื่นตั้งอยู่ แต่เพราะทนอาการปวดปัสสาวะอย่างแรงไม่ไหว จึงทำให้เขาต้องเดินเข้ามาด้านในเมื่อเห็นแม่บ้านกำลังทำความสะอาดอยู่จึงได้เอ่ยถาม ด้วยน้ำเสียงติดจะเกรงใจไม่น้อย

"อ๋อ เข้าได้ค่ะ แต่คุณต้องระวังลื่นหน่อยนะคะ พื้นยังไม่แห้งดีค่ะ"

"ขอโทษทีนะหนู ปวดท้องไม่ไหวแล้ว"

"เชิญค่ะ ไม่ต้องเกรงใจหนูหรอกค่ะ แต่ระวังลื่นนะคะ" กุลจิราพูดย้ำอีกครั้ง เมื่อเห็นชายวัยชราที่กำลังเดินคล้ายย่องเข้ามาในห้องน้ำด้วยท่าทางที่ไม่ทะมัดทะแมงนัก และไม่ทันขาดคำ ร่างกายที่ดูจะเดินไม่ค่อยสะดวกนักเพราะดูจะอายุเยอะไม่น้อยแถมยังตัวใหญ่ค่อนไปทางอ้วนเสียด้วย คุณคนนั้นก็ทำท่าจะหงายหลังเสียให้ได้ โชคดีที่เธอไวกว่าคว้าแขนไว้ได้ทัน

"โอ๊ย ขอบใจมากหนู เกือบแย่"

"ค่อยๆ เดินค่ะ" เธอจึงช่วยประคองแขนไปถึงหน้าห้องน้ำด้านใน ก่อนจะเดินกลับออกมาข้างนอก

เพราะพัดลมตัวใหญ่ประสิทธิภาพสูงทำให้พื้นกระเบื้องด้านในเกือบจะแห้งสนิท ตอนที่ท่านเดินออกมาถึงหน้าห้องน้ำ ยังได้ขอบคุณเธออีกครั้ง

"ขอบใจมากนะหนู"

"ไม่เป็นไรค่ะคุณ"

เธอกลับเข้าไปด้านในห้องน้ำอีกครั้งเพื่อเก็บพัดลมตัวใหญ่เข้าที่ให้เรียบร้อย และจะได้เก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดเพื่อที่จะได้ไปทำห้องน้ำผู้หญิงต่อ แต่พลันสายตาไปกระทบกับกระเป๋าสตางค์สีดำที่วางอยู่ตรงอ่างล้างมือ เธอมั่นใจว่าเป็นของคุณตาคนเมื่อครู่แน่ แม้จะไม่รู้ว่าท่านคือใคร แต่ชุดที่ท่านใส่ดูจะมีราคาไม่น้อย และยิ่งในโรงงานใหญ่แบบนี้ ไม่น่าจะมีตาสีตาสาที่ไหนมาเดินได้ ยิ่งเป็นบริเวณโรงผลิตด้านหลังนับเป็นข้อหวงห้ามอย่างยิ่ง

กุลจิราหยิบกระเป๋ามาเปิดดูแทบจะไม่มีเอกสารอะไรอยู่ในนั้น มีเพียงนามบัตรเกือบสิบใบเห็นจะได้ ในนั้นระบุชื่อเป็นภาษาอังกฤษที่เธออ่านได้ว่า ธนกร โชติเกียรติสกุล แต่อะไรก็ไม่สะดุดตาเท่ากับธนบัตรสีเทาเป็นปึกที่อยู่ในนั้น เธอไม่กล้านับเลยว่ามันจะมีกี่ใบและจำนวนเท่าไร หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ รีบออกมาที่หน้าห้องน้ำอีกครั้งก็ไม่เห็นชายชราคนนั้นแล้ว

"ท่านครับ ผมไปหาแม่บ้านคนนั้นไม่เจอแล้วครับ เธอเลิกงานกลับบ้านไปเมื่อกี้นี้เองครับ"

เสียงชายชุดดำยืนโน้มตัวด้วยท่าทางอ่อนน้อมกล่าวรายงานเรื่องที่เจ้านายสั่งให้เขาลงไปที่โรงงานผลิตด้านหลัง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

ยังไม่ทันที่ชายชราสูงวัยจะได้เอ่ยถามต่อ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ลูกน้องคนสนิทของท่านจึงได้เดินไปเปิดประตูให้ เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลที่มาเคาะประตู

"ท่านประธานยังไม่กลับใช่ไหมคะ พอดีแม่บ้านที่ทำความสะอาดโรงผลิตด้านหลังเก็บกระเป๋าสตางค์ของท่านได้ ฝากมาคืนให้ ต้องขอโทษด้วยนะคะ พอดีเมื่อครู่มีอุบัติเหตุในโรงงานจินเลยขึ้นมาให้ช้าไปหน่อยค่ะ" จินตนาผู้จัดการฝ่ายบุคคลยืนรายงานอยู่ที่หน้าห้องท่านประธาน พร้อมทั้งส่งกระเป๋าสตางค์คืนให้คุณเอกภพลูกน้องคนสนิทของท่าน และนั่นก็ทำให้คนในห้องได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้น

"เอก ให้คุณจินเข้ามาหน่อย"

"ครับท่าน" เอกภพหลบทางให้ผู้จัดการสาวเข้ามาในห้อง

"แม่บ้านคนนั้นกลับไปแล้วหรือ ยังไม่ใช่เวลาเลิกงานนี่" ท่านประธานรับกระเป๋าคืนมาแล้วเปิดสำรวจอย่างช้าๆ ไม่ได้สนใจเงินหลายหมื่นในนั้น พลางเอ่ยถามผู้จัดการ

"อ๋อ น้องเขาเป็นพนักงานบริษัทแม่บ้านที่เราจ้างมาน่ะค่ะ ไม่ใช่คนของเรา" ห้องน้ำในโรงงานเกือบทุกแห่งจะใช้พนักงานจากบริษัทแม่บ้าน เพราะขึ้นชื่อเรื่องความสกปรกถ้าจ้างพนักงานมาก็อยู่ไม่ทน ไม่ถึงเดือนก็ต้องประกาศรับสมัครกันอีกวุ่นวาย

"คุณรู้จักไหม"

"รู้จักค่ะ น้องเขาเป็นพาร์ตไทม์ จะมาทำช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ค่ะท่าน"

"ดูยังเด็กมากอยู่เลย อายุถึงทำงานได้แล้วหรือ ไม่ผิดกฎหมายแรงงานใช่หรือเปล่า"

"อ๋อ ไม่ค่ะท่าน จินเคยถามแล้ว น้องอายุสิบแปดปีพอดีค่ะ"

"อ๋อ ผมขอประวัติหน่อยได้ไหม"

"ค่ะ ได้ค่ะ จินพอมีประวัติคร่าวๆ ที่ทางบริษัทแม่บ้านส่งมาให้ค่ะ"

"โอเค แค่นี้แหละ"

"ค่ะท่าน"

คล้อยหลังคุณจินตนาออกไปแล้ว ท่านประธานผู้เป็นเจ้าของกระเป๋าสตางค์ใบนั้นจึงได้หันไปเอ่ยกับลูกน้องคนสนิท

"เอก ได้ประวัติแม่หนูคนนั้นแล้ว ไปรับแม่หนูคนนั้นมาคุยกันหน่อยนะ เอ๋…หรือไม่ต้องดีกว่าเดี๋ยวแม่หนูนั่นจะตกใจ ไว้อาทิตย์เราค่อยเข้ามาที่นี่แล้วกัน"

"ได้ครับท่าน"

อาทิตย์ต่อมาที่กุลจิรากลับมาทำงานที่บริษัทอีกครั้งในฐานะแม่บ้านของบริษัทซับคอนแทรคที่รับงานของบริษัทใหญ่แห่งนี้ เธอทำงานไปตามปกติได้เพียงครู่เดียว ก็ถูกคุณจินตนาเรียกไปพบ เธอเดินตามชายชุดดำหน้าตาน่าเกรงขามเข้ามาในส่วนของออฟฟิศด้วยความตื่นตา แม้จะเคยเข้ามาในส่วนของฝ่ายบุคคลบ้างแล้ว แต่วันนี้ที่เธอกำลังเดินเข้ามามันเป็นอีกส่วนที่เธอยังไม่เคยได้เข้ามา มันออกจะหรูหราผิดกับในส่วนโรงงานผลิตด้านล่างอย่างสิ้นเชิง

เปิดประตูห้องเข้ามา เห็นชายชราคนนั้นนั่งอยู่ เธอจำได้ทันทีว่าท่านคนนั้นคือเจ้าของกระเป๋าสตางค์ใบนั้นแน่นอน พลันที่เห็นทุกคนในห้องรวมถึงคุณจินตนา แวบแรกที่เธอตกใจคิดไปถึงว่าวันนั้นเธอไม่ได้ยุ่งกับของในกระเป๋าท่านสักนิดบาทเดียวเธอก็ไม่ได้หยิบมา แต่ทำไมทุกคนถึงมารวมตัวกันราวกับเธอกำลังมีความผิดเช่นนี้

"หนูหรือ ที่เก็บกระเป๋าสตางค์วันนั้นให้ผม"

เสียงถามอ่อนโยนแฝงไปด้วยเมตตาผิดกับภาพลักษณ์ที่นั่งอยู่เก้าอี้ตัวใหญ่น่าเกรงขามนั่น

"เอ่อ..ใช่ค่ะ"

"ขอบใจหนูนะ ที่เก็บมาคืนผม คุณจินตนาไปทำงานเลยก็ได้ครับ ทางนี้ผมคุยกับแม่หนูนี่เอง" ในท้ายประโยคท่านหันไปบอกผู้จัดการฝ่ายบุคคล

"หนูรู้ไหมกระเป๋าใบนั้นมันมีมูลค่าเท่าไร" เธอส่ายหน้าพรืด จำเงินจำนวนปึกใหญ่หลายหมื่นนั้นได้ คิดว่ากระเป๋าสตางค์คงจะราคาแพงหรืออาจจะมีคุณค่าทางจิตใจ ท่านถึงได้ถามแบบนี้

"กระเป๋าใบนั้นราคาหลายพันล้านเชียว"

"คะ" เธอแทบจะทำตาโตเป็นไข่ห่าน

"ในนั้นมันมีนามบัตรของลูกค้าที่ฉันกำลังติดต่องานอยู่ด้วย ถ้าหายไปแล้วฉันต้องไปขอใหม่ ทางนั้นคงจะมองฉันไม่ดีแน่"

"ค่ะ" เธอพยักหน้าเข้าใจ แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวของนักธุรกิจเงินเป็นพันล้านนั่นหรอก

"หนูอยากได้อะไรไหม เราจะให้"

"ไม่ค่ะ หนูไม่ได้ต้องการอะไร"

"เรียนอยู่ชั้นไหนแล้วล่ะ"

"มอหกค่ะ"

"กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยล่ะซิ"

"ยังไม่แน่ใจค่ะ อาจจะไม่ได้เรียนต่อ คงต้องออกมาช่วยแม่ทำงาน" ท่านพยักหน้าเข้าใจ

"เอาอย่างนี้ หนูไปเรียนที่มหาวิ

ทยาลัยของฉันแล้วกัน ฉันจะให้ทุนหนูเรียนฟรีจนจบปริญญา"

บทถัดไป