บทที่ 11 กินแทนข้าว

การบ้านที่ยังทำไม่เสร็จก็ไม่เป็นอันได้ทำต่อเมื่อออสตินกลับมาถึงห้องเกือบจะสองทุ่มด้วยสภาพที่เรียกว่าเมาหัวราน้ำ เธอถามว่าเขากลับมาได้ยังไง เจ้าตัวก็ตอบได้ด้วยนะ ว่ามาเอง แต่สภาพคือเปิดประตูมาถึงก็แทบเดินเป็นปู จนเธออดแปลกใจไม่ได้ว่าเขาเดินกลับมาถึงห้องได้อย่างไร

กุลจิราช่วยพยุงคนเมาเข้าไปในห้อง พอถึงเตียงเขาก็ทิ้งตัวลงนอนทั้งอย่างนั้น เธอจึงช่วยหาผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตาพอให้เขาได้นอนสบายตัว

เช้าวันแรกของการไปมหาวิทยาลัย วันนี้เธอมีเรียนเช้า และคิดว่าคนเมาคงยังไม่ตื่นง่ายๆ จึงไม่ได้ปลุก แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยกำลังจะออกจากห้อง ไม่ลืมที่จะเขียนโน้ตใส่กระดาษแผ่นเล็กหวังจะไปติดไว้ที่หน้าห้องเขา แต่พอดีกับที่คนด้านในเปิดประตูออกมา

"จะไปแล้วหรือไง"

ออสตินเปิดประตูออกมาด้วยชุดลำลองแบบกางเกงขายาว นั่นแสดงว่าเขาตื่นอาบน้ำก่อนจะออกจากห้องมาแล้ว

"ค่ะ วันนี้หนูมีเรียนเช้า"

"แล้วไม่กินข้าวกินปลาก่อนหรือไง"

"เดี๋ยวแวะซื้อหมูปิ้งก่อนเข้ามอเอาค่ะ"

"เอางั้นหรือ จะไปเลยใช่ป่ะ"

"เอ่อ...ค่ะ"

เธอตอบอย่างงงๆ เมื่อเห็นเขาคว้ากุญแจรถและทำท่าคล้ายจะออกไปพร้อมเธอด้วย

"พี่ไม่มีเรียนเช้าวันนี้ไม่ใช่หรือคะ"

"อือ จะออกไปธุระเดี๋ยวไปส่ง ไปๆ อย่าเรื่องเยอะ"

คนตัวเล็กจึงถูกเขารั้งแขนให้เดินออกจากห้อง

รถยนต์คันหรูแล่นเข้ามาในมหาวิทยาลัยไม่ใช่ภาพแปลกตานัก แต่ตอนที่รถคันนั้นจอดหน้าคณะบัญชีแล้วคนที่ลงจากรถเป็นเธอ ทุกอย่างจึงดูแปลกประหลาดไปเสียหมด ลงจากรถได้เธอก็รีบเดินเข้าตึก โชคดีว่าวันนี้มาเร็วกว่าปกติคนยังไม่เยอะ แต่ดูยังไงก็คงจะไม่รอดพ้นเสียงนินทาไปได้แน่นอน ส่วนคนที่ขับรถมาส่งก็เลี้ยวรถกลับออกไปทางเก่า

หลังจากออกมาจากมหาวิทยาลัย ออสตินก็ขับรถมาที่บ้านหลังใหญ่กลางใจเมืองด้วยพื้นที่ขนาดนี้มันยากมากสำหรับการมีบ้านอยู่ในเมืองหลวงที่ราคาที่ดินแพงจนจับต้องไม่ได้ และส่วนใหญ่มันก็กลายเป็นโรงแรมหรู ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่อาคารสูงไปเกือบทุกตารางนิ้ว

"ลมอะไรหอบมาแต่เช้า"

เสียงทักทายของชายสูงวัยที่กำลังนั่งดื่มน้ำขิงอยู่ที่ห้องอาหาร ถ้วยข้าวต้มตรงหน้าดูเหมือนจะยังไม่ได้แตะ เพราะสายตาภายใต้แว่นตาสีเงินยังจ้องมองที่ไอแพดเครื่องใหญ่ตรงหน้าที่วางอยู่เยื้องถ้วยข้าวต้มไปนิด

"ลมคิดถึงครับ" คนตอบเดินเข้าไปนั่งข้างเก้าอี้โอบเอวของชายชราเอาไว้ พลางทำเสียงออดอ้อนที่ปกติเจ้าตัวจะไม่ค่อยได้ทำบ่อยนักนอกจากคนในครอบครัว

"มันทำเสียงแบบนี้ ชักเริ่มไม่ไว้ใจมันแล้ว จะมาขอเงินไปทำอะไรอีก"

"เปล่าครับคุณปู่ ไม่ได้มาขอเงิน"

"แกคิดถึงฉันว่างั้นเหอะ"

"ผมคิดถึงคุณปู่ไม่ได้หรือไง"

"ถ้าอย่างนั้นแกก็ช่วยเอาเวลาที่ว่างจากคิดถึงฉันไปทำการบ้าน ทำรายงาน หรือแม้แต่เข้าเรียนให้มันครบได้ไหม แล้วไอ้ฟุตบอลบ้าบออะไรของแกน่ะ ให้มันน้อยๆ หน่อย เอาเวลาไปเรียนซะบ้าง หรือถ้าอยากจะเล่นจริงๆ จังๆ ก็เข้าทีมกับมหา'ลัยไปดีๆ ไม่ใช่ไปนัดเตะเถื่อนๆ กินเงินกันเป็นเด็กแบบนั้น"

"ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้เล่นเท่าไรแล้วครับ นอกจากคนมาท้าแข่งเฉยๆ" คุณปู่ได้แต่ถอนหายใจ พูดไปตั้งเยอะไม่รู้เข้าหูมันบ้างหรือเปล่า เห็นมันตอบกลับมาแค่อย่างเดียว

"ถ้าแกยังโดดเรียนบ่อยๆ อธิการไม่ให้แกจบก็อย่าวิ่งมาขอร้องฉันนะ"

"คุณปู่ครับ ช่วงนี้ผมตั้งใจเรียนแล้วนะ พวกอาจารย์นั่นมันไม่ไปรายงานอธิการของปู่หรือไง"

"ไอ้นี่"

"ใจเย็นๆ ครับปู่ เรื่องผมเอาไว้ก่อน ผมมีเรื่องจะขอร้องปู่"

"นั่นไง ไหนแกว่าคิดถึงไง"

"ก็คิดถึงปู่นั่นแหละครับ ฟังผมก่อนซิ"

"ว่ามา"

"เรื่องเด็กทุนของคุณปู่น่ะ"

"ทำไม ยายหนูนั่นเป็นอะไร" น้ำเสียงที่บ่นหลานชายเมื่อครู่ดูจริงจังขึ้นทันที

"ผมแค่อยากรู้"

"ไม่ใช่เรื่องของแก แกมีหน้าที่เรียนก็เรียนของแกไปซะ"

"คุณปู่ครับ ผมขอรู้เรื่องกุลจิราหน่อย มันมีเรื่องที่ต้องจัดการต่อจากนั้น"

"ฉันสั่งห้ามแกไปยุ่งกับแม่หนูนั่นเลยนะเขาเป็นคนดี ถ้ามีอะไรเกี่ยวกับเขาแกต้องรีบมาบอกฉันเลยนะ"

"ครับ ปู่เจอเธอที่โรงหล่อน่ะหรือครับ"

"อือ เธอเก็บกระเป๋าเงินปู่ได้ เงินตั้งหลายหมื่นไม่หายสักบาท ปู่จะให้เงินก็ไม่ยอมรับ รู้ตอนหลังว่าจะไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย ปู่เลยให้ทุนมาเรียนที่นี่แหละ" ออสตินพยักหน้ารับรู้

"แล้วถ้าไม่ได้แม่หนูนั่นน่ะ รู้ไหมโปรเจกต์โรงงานที่ระยองคงไม่ได้เกิดหรอก ถ้านามบัตรใบนั้นหายไปทุกอย่างก็คงจะไม่เกิด"

"ถ้างั้นปู่ช่วยผมซื้อตึกสักสองตึกได้ไหมครับ"

"อะไรของแก" คุณปู่ได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นไม่เข้าใจเรื่องที่คุยมาทั้งหมดมันเกี่ยวอะไรกับไอ้ที่จะให้เขาต้องไปซื้อตึก

"มันเกี่ยวกับกุลจิราครับ เงินผมไม่พอ ถ้าผมมีเงินพอ ก็ไม่รบกวนปู่หรอก"

แม้จะขับรถคันละหลายสิบล้าน คอนโดก็ราคาไม่ต่างกัน เงินในบัญชีก็มีหลายล้านใช้จ่ายได้อย่างไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง แต่ถ้าจะต้องซื้อตึกของไอ้เฮียนั่นกับตึกที่แม่เธอขายของอยู่มันก็ต้องใช้เงินอย่างต่ำเป็นสิบล้าน ซึ่งเขายังไม่มีเงินมากมายขนาดนั้นที่อยู่ในความควบคุมของตัวเอง นอกจากเขาจะเรียนจบและเข้าทำงานนั่นแหละ เงินปันผลแต่ละปีรวมถึงเงินฝากธนาคารที่ปู่ฝากไว้ให้ตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้มันก็หลายร้อยล้าน เมื่อถึงเวลานั้นเขาถึงจะมีสิทธิ์ขาด

"มีเรื่องอะไรกัน ทำไมเกี่ยวกับแม่หนูนั่น"

"เอ่อ..เป็นตึกที่แม่เธอขายของ และอีกตึกเป็นของคนที่มันมาลวนลามเธอ"

คุณธนกรจึงหันไปพยักหน้าให้เอกภพ ผู้ช่วยคนสนิทที่ยืนเยื้องอยู่ข้างหลัง

"วันนั้นผมใช้ทนายของพ่อไปจัดการเรื่องให้ครับ" ออสตินเอ่ยบอกคุณเอกภพอีกที เพื่อที่ผู้ช่วยของคุณปู่จะได้ทำงานได้ง่ายขึ้นเมื่อทราบเรื่องราวต่างๆ

"ครับ" เอกภพรับคำแล้วก็ถอยห่างออกไปจากห้อง นั่นหมายความว่าคนสนิทของปู่ได้เริ่มงานแล้ว

โรงอาหารหรูหราของมหาวิทยาลัยในวันนี้ ดูไม่ต่างจากทุกครั้งในสายตาเธอนักหรอก เพราะในหลายๆ ครั้งที่เธอเดินผ่านตรงไหน เสียงตรงนั้นก็จะเงียบลงเป็นพิเศษทุกคนในโต๊ะนั้นดูตั้งใจกินอาหารเลิศรส มันดูไม่ยากสำหรับพวกชอบนินทา แต่พอคล้อยหลังเธอมานิด คนพวกนั้นก็จะสุมหัวเข้าหากันมีเสียงซุบซิบเล็กๆ ตามมาด้วยทุกครั้ง และเสียงซุบซิบในวันนี้คงเป็นเรื่องที่เธอลงจากรถคันหรูมานั่นแหละ และก็คงจะมีใครสักคนรู้ว่ามันเป็นรถของใคร

"เขาว่าวันนี้ฝนจะตกจริงหรือเปล่าวะ"

เสียงโต๊ะข้างๆ ที่คุยกันดังมาถึงโต๊ะที่เธอนั่ง เธอจำได้นั่นเสียงเบลล์เพื่อนยายอรปรียา

"อาจจะจริงนะ เมื่อเช้ามีคนเห็นคางคกด้วยล่ะ" อีกคนก็ตอบเสียงดังราวกับต้องการให้พวกเธอได้ยิน แต่เธอก็เพียงนั่งกินข้าวไปเงียบๆ หวังว่าเรื่องที่พวกนั้นคุยกันจะไม่กระทบมาหาเธอ

"คางคกอะไรยะ แล้วถ้าคางคกมาฝนจะตกหรือ ไม่ใช่กบร้องหรือไง"

"ก็คางคกขึ้นวอไง"

"what อะไรคือวอวะ" อรปรียาถามเพื่อนอีกสองคนเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงที่คนฟังออกจะหมั่นไส้ไม่น้อย

"ก็เหมือนพวกคางคกนั่งเสลี่ยงนั่นแหละ หรูหราหมาเห่ามาเชียว เขาเลยสงสัยกันว่าฝนจะตก" คนต้นเรื่องที่เอ่ยถามเรื่องฝน เป็นคนเฉลยให้อรปรียาฟัง แล้วทุกคนก็พากันหัวเราะชอบใจ

"ต้องเอาอะไรเข้าแลกอ่ะ เราไม่ใช่คางคกแต่ก็อยากนั่งเสลี่ยงบ้าง"

กุลจิราทนฟังคำพูดกระทบกระเทียบนั้นต่อไปไม่ไหว เพราะกลัวจะลุกขึ้นไปหยิบอะไรบางอย่างสาดเข้าหน้าคนพวกนั้นอีก จึงได้แต่ลุกออกจากโต๊ะอาหารทั้งที่ยังกินไม่ทันอิ่มเสียด้วยซ้ำ เพื่อนอีกสองคนจะลุกตามไปด้วย แต่เธอรีบห้ามไว้เพราะเห็นว่าเพื่อนเพิ่งจะกินข้าวไปได้เพียงนิดเดียวเท่านั้น

ส่วนตัวเองจึงได้หนีออกมาจากห้องอาหาร เดินเตร่มาเรื่อยๆ จนถึงซุ้มขายขนมหลังสนามฟุตบอลเล็ก

ร้านแถวนี้ส่วนมากเป็นร้านขายพวกขนมและร้านกาแฟเสียเป็นส่วนใหญ่ เธอจึงได้แซนด์วิชกับนมปั่นมาหนึ่งแก้ว แล้วจึงนั่งทานอยู่ในร้านกึ่งคาเฟ่เล็กๆ ในนั้น

"อ้าวน้องกุล นี่ข้าวกลางวันหรือขนมหวานครับเนี่ย"

เสียงทักทายของอาร์ต พี่ชายยายอรปรียาที่ทักเธอมาจากด้านหลัง แล้วเขาก็เดินมานั่งที่เก้าอี้ว่างตรงหน้า พร้อมกับวางแก้วกาแฟลง

"มาดูบอลหรือครับ หรือแค่มาหาขนมกิน" คำถามแรกที่พี่อาร์ตถามเธอยังไม่ทันได้ตอบ พอเขานั่งลงก็เอ่ยถามเธอขึ้นมาอีก จนเธอเพิ่งสังเกตเห็นว่าหลังร้านที่มองจากตรงนี้เห็นสนามฟุตบอลอีกสนามของมหาวิทยาลัย แต่เป็นสนามเล็ก ไม่ใช่ที่พวกพี่ซีนักกีฬาของมหาวิทยาลัยมาซ้อมกัน

"มากินขนมเฉยๆ ค่ะ"

"มีเรียนกี่โมงล่ะ ดูพวกพี่เตะบอลไหม"

"บ่ายสองค่ะ" ที่เธอตอบเพราะสะดุดคำว่าพวกพี่ นั่นหมายความว่ารวมพี่ออสตินด้วยหรือเปล่า

"ดีใจจังยอมคุยกับพี่ดีๆ แล้ว"

"เอ่อ..."

"เดี๋ยวพวกพี่มีแข่งตอนบ่าย ถ้าน้องกุลยังไม่รีบไปอยู่ดูก่อนก็ได้นะ เพราะกว่าจะเข้าคลาสก็บ่ายสองนี่"

"ค่ะ"

เธอตอบรับคำเพราะคำว่า 'พวกพี่' และเพราะไม่อยากเข้าไปนั่งฟังเสียงนินทาในห้องจึงนั่งอยู่ตรงนี้คงจะดีกว่า

กุลจิราจึงได้กวาดสายตามองไปที่สนามบอลที่อยู่ไม่ห่างจากร้านมากนัก มันเห็นทั้งสนามและก็เห็นนักบอลหลายคนที่เดินอยู่ในนั้น เธอจึงแอบมองหาใครบางคน

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงพี่อาร์ตเคาะกระจกในร้าน ทำให้เธอหันไปมองจึงได้เห็นว่าใครที่กำลังเดินอยู่ข้างนอก แก๊งยอดดอย

เพราะเธอมัวแต่มองหาเขาในสนามจึงไม่ทันสังเกตกลุ่มคนที่กำลังเดินผ่านร้านอยู่ด้านนอกจนพี่อาร์ตเคาะกระจกเรียก

สบตาคมที่มองมาในร้านตอนนี้ อารามดีใจในคราแรกแปรเปลี่ยนทันทีเมื่อเห็นดวงตาดุของเขา เธอเพิ่งเคยเห็นเขาทำตาดุใส่เป็นครั้งแรก หรือเพราะเขากำลังเครียดเรื่องบอลที่กำลังจะแข่งหรือเปล่า

ออสตินเป็นคนเดินเข้ามาในร้านเป็นคนแรก ตามด้วยจีนกับเบส ทั้งสามคนจึงมานั่งอยู่ที่โต๊ะข้างๆ สายตาของออสตินยังจับจ้องคนตัวเล็กไม่วางตา

"แดกกาแฟเลยหรือมึง อ้าวน้องกุล" จีนเอ่ยทักทายเพื่อนที่นั่งอยู่ในร้านกาแฟ พลางหันไปเอ่ยทักทายสาวน้อยที่นั่งอยู่ตรงหน้าไอ้อาร์ต เธอจึงก้มหน้าเป็นเชิงทักทายทุกคน

"แก้แฮ้งเมื่อวาน เรียนได้คาบเดียวเกือบตาย แล้วมึงก็เสือกไปรับคำท้า ไม่ดูสภาพแต่ละคนเลย" อาร์ตบ่นจีนที่ไปรับคำท้ามา

"เอาน่าขำๆ หาเงินแดกเหล้า"

"มึงไปหากาแฟให้กูแดกก่อนเถอะ" ออสตินจึงได้ด่าไอ้คนรับคำท้าด้วยอีกคน

"มาทำอะไร" ออสตินถามกุลจิราเสียงเข้ม ทำให้อีกหลายคนหันมามอง

"มาซื้อขนมปังค่ะ"

"ที่คณะตัวเองไม่มีกินหรือ" คำถามของออสตินทำให้ทุกคนแทบจะอ้าปากค้าง พอดีกับจีนที่สั่งกาแฟเสร็จเดินมาถึงโต๊ะพอดี

"อ้าวไอ้เหี้ย น้องเขาจะแดกที่ไหนก็ได้ป่ะ อุ๊ย!!" จีนพูดจบก็ต้องตกใจกับคำพูดตัวเอง

"ขอโทษครับน้องกุล พี่หมายถึงจะกินที่ไหนก็ได้ เพราะมึงเลยสัส" แก้ต่างเสร็จก็หันไปโทษออสตินเสียอย่างนั้น

ครู่เดียวกาแฟที่จีนไปสั่งไว้สามแก้วก็มาเสิร์ฟพร้อมด้วยขนมอะไรของมันไม่รู้ ออสติน

ได้แต่มองแล้วก็ขมวดคิ้วทำท่าขนลุกกับความหวานของมัน ก่อนจะส่งจานนั้นให้เธอ

"เอ้า กินแทนข้าวซะ"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป