บทที่ 5 ฝนตก
"กุลๆ มีลูกค้าฝากทิปมาให้น่ะ"
พี่เต้ผู้จัดการร้านเอ่ยเรียกเธอ ตอนที่เธอกำลังสแกนนิ้วลงเวลาเลิกงาน เธอมองแบงก์สีเทาสองใบนั้นแล้วก็แอบทำตาโต
"โห ได้เยอะขนาดนี้เลยหรือคะ"
"อืม ลูกค้าพอใจน่ะ"
"ขอบคุณมากนะคะ พี่เต้"
เธอไม่เซ้าซี้ถามต่อว่าเป็นของโต๊ะไหน แม้อยากจะไปขอบคุณเขาสักครั้งก็ตาม แต่การที่เขาฝากผู้จัดการร้านมาให้แบบนี้แสดงว่าเขาคงไม่อยากแสดงตัวจะด้วยเหตุผลอะไรเธอก็ไม่ควรไปวุ่นวายกับลูกค้าอีก เธอรับเงินนั้นแล้วก็เดินกลับออกมาทางหลังร้าน อ้อมมาด้านหน้าของผับระหว่างที่ออกมาก็ไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ศาลพระภูมิหน้าร้าน เพราะตอนที่เข้ามาเธอยังแอบขอพรท่านวันนี้ขอให้ได้ทิปเยอะๆ
กุลจิรานั่งรอรถประจำทางหวังว่าจะทันเที่ยวสุดท้ายของคืนนี้ เพราะถ้าเธอพลาดเที่ยวนี้นั่นหมายความว่าเธอจะต้องนั่งอีกสายเพื่อไปต่อรถให้ถึงอะพาร์ตเมนต์ตัวเอง ไม่อย่างนั้นก็จะต้องนั่งแท็กซี่หรืออาจจะเป็นวินมอเตอร์ไซค์
ล่วงเลยเวลาปกติที่รถเมล์จะถึงตรงนี้มาเกือบยี่สิบนาที รถอีกสายก็ยังไม่เห็นวี่แวว ท้องฟ้าสีดำสนิทเริ่มมีแสงแวบๆ ออกมา ตามด้วยเสียงคำรามหนักๆ แม้ตรงนี้จะเป็นป้ายรถเมล์แต่เธอก็หวังว่าฝนที่ตั้งเค้าอยู่บนท้องฟ้าสีนิลจนมองแทบไม่ออกหวังว่ามันจะไม่รีบตกลงมา
และวันนี้คงจะเป็นวันแห่งความซวยของเธอ เมื่ออยู่ๆ ฝนก็กระหน่ำเทลงมาอย่างไม่มีทีท่าจะหยุดง่ายๆ ตัดสินใจจะเรียกแท็กซี่แต่ก็ไม่เห็นคันที่มีป้ายไฟสีเขียววิ่งผ่านสักคัน ลมเริ่มจะแรงขึ้นเรื่อยๆ เธอขยับมายืนตรงที่ฝนสาดน้อยที่สุดแต่ก็แทบจะไม่ช่วยอะไรสักนิด
"ขึ้นมา"
รถสปอร์ตคันหรูมาจอดที่หน้าป้ายรถเมล์ เธอแค่มองว่ารถสวยดีในตอนแรก แล้วก็หันสายตาไปมองถนนจับจ้องแต่รถแท็กซี่ที่จะว่างรับคนได้ ไม่ทันได้มองรถคันหรูที่เปิดกระจกลง แล้วจึงตามมาด้วยเสียงตะโกน
เธอหันไปมองตามเสียง มองไม่เห็นในรถว่าเป็นใคร เพ่งอยู่ครู่จึงได้รู้ว่าเขาคือไอ้หนุ่มลูกครึ่งเพื่อนของพี่ชายอรปรียา
"ขึ้นมา ไม่มีรถหรอก" เสียงสั่งเร่งเธออีกครั้ง
กุลจิรายกข้อมือดูเวลาเกือบจะตีหนึ่งอยู่แล้วจึงได้ตัดสินใจวิ่งฝ่าสายฝนไปที่รถคันหรู
"ขอบคุณนะคะ"
ขึ้นมาถึงเธอก็รีบขอบคุณ เนื้อตัวที่เปียกกลัวจะทำให้เบาะรถเขาเปื้อนไปด้วย จนแทบจะไม่กล้านั่งเต็มก้น
"นั่งดีๆ คาดเข็มขัดด้วย"
เธอเอื้อมมือไปดึงสายเข็มขัดด้านข้างรถ แต่มันดึงไม่ออกยื้อมันอยู่ครู่ จนเขาเอี้ยวตัวมารั้งไปคาดให้ จังหวะที่เขาเอื้อมมือผ่านหน้าเธอไปกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ กรุ่นจมูกอย่างช่วยไม่ได้ เธอแทบจะเอนตัวหลบจนจมเบาะ แต่เขาก็เพียงรั้งมาแล้วคาดให้
"หนาวหรือ" เขาถามขึ้นอย่างคนที่ไม่ได้ต้องการคำตอบ พร้อมกับเบาแอร์ภายในรถ เอื้อมมือไปที่เบาะด้านหลังหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่ส่งให้เธอ
"สะอาดยังไม่ได้ใช้"
ไม่ทันได้เอ่ยปฏิเสธเขาก็โยนผ้าขนหนูผืนใหญ่ลงมาให้ที่ตัก เธอจึงใช้มันเช็ดหน้าเช็ดผมพอแค่ลูบๆ ไม่ให้น้ำที่เปียกผมหยดใส่เบาะรถ แล้วจึงได้เช็ดเนื้อเช็ดตัวและขนาดที่ว่าเขาปรับแอร์ให้อุ่นขึ้นมันก็ยังรู้สึกหนาวอยู่ดี จึงได้ใช้ผ้าคลุมตัวไว้
"ให้ไปส่งที่ไหน" เมื่อเห็นว่าเธอเลิกวุ่นวายกับตัวเอง เขาจึงได้เอ่ยถาม
"พี่จะไปทางไหนคะ"
"ไปได้หมดแหละ เธอแค่บอกว่าจะไปที่ไหน" เธอจึงได้บอกชื่อซอยที่อยู่ไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยมากนัก
"แผลเธอเป็นอะไรเยอะหรือเปล่า" เขาเอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ จนเธอแอบหันไปมอง ใบหน้าหล่อคมเข้มอย่างหนุ่มลูกครึ่งสันจมูกโด่งรับกับสันกรามคมยิ่งส่งให้ใบหน้านั้นหล่อเหล่าแม้จะมองในมุมมืดเช่นนี้
"ไม่ค่ะ"
"เรื่องวันนี้ฉันขอโทษก็แล้วกัน"
"ขอโทษเรื่องอะไรคะ"
"เรื่องที่อรตบเธอน่ะ"
"ก็ไม่ได้เกี่ยวกับพี่นี่"
"แต่ฉันอยู่ในเหตุการณ์แทนที่จะห้ามได้ ไม่คิดว่าเขาจะตบเธอ"
เมื่อเห็นเธอไม่ตอบ เขาจึงได้ถามต่อ
"มีเรื่องอะไรกันมาหรือ"
"ฝากพี่ถามให้ด้วยแล้วกันค่ะ ว่าที่เขาไม่ชอบหนูมันเรื่องอะไร หนูก็อยากรู้เหมือนกัน"
"เรื่องผู้ชายหรือเปล่า ไอ้ซีนั่นแฟนเธอหรือ"
"ไม่ใช่ค่ะ"
"ถ้าไม่ใช่เรื่องผู้ชายแล้วเรื่องอะไร"
"หนูก็ไม่ทราบค่ะ"
"แล้วมาเที่ยวหรือไง" เขาเอ่ยถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว เธอหันไปมองหน้าเขาก่อนจะตอบ
"มาทำงานค่ะ" ตอบไปแล้วก็นึกสงสัยไปถึงเงินสองพันที่ได้รับมาทันที
"อ๋อ"
"แล้วพี่มาเที่ยวหรือคะ หนูไม่เห็นเจอ"
"เที่ยวที่ไหน ผับนั่นนะหรือ"
"ค่ะ"
"ไม่ใช่ ฉันแค่ผ่านมาพอดีเห็นที่แปะแก้มเธอสะดุดตาน่ะ" คำตอบของเขาทำเธอเผลอยกมือขึ้นลูบมัน
"พักอยู่บ้านเหรอ หรือคอนโด" เขาเอ่ยถามเมื่อรถแล่นเกือบจะถึงซอยที่เธอว่า ฝนก็ยังตกแม้จะไม่แรงเท่าเมื่อครู่
"อะพาร์ตเมนต์น่ะค่ะ" เธอไม่อายที่จะบอกเขาแบบนั้น พอรถเลี้ยวเข้าซอยมาได้นิดหนึ่ง เธอก็ชี้บอกให้เขาจอดที่หน้าตึกสูงห้าชั้นตรงหน้า สภาพตึกบ่งบอกว่าสร้างมาไม่น้อยกว่าสิบปี
"ขอบคุณที่มาส่งนะคะ เอ่อ..ผ้า เดี๋ยวหนูซักเสร็จแล้วจะเอาไปคืนให้ค่ะ" ไม่รอให้เขาตอบ พอพูดจบเธอก็รีบปลดเข็มขัดนิรภัยออกลงจากรถเขามาทันที รีบวิ่งเข้าอาคารอย่างรวดเร็วเพราะกลัวจะเปียกฝนอีกรอบ
คาบเรียนแรกของวันในช่วงสายเธอเดินเข้าห้องมาก็เห็นกลุ่มของอรปรียาสะดุดตา แต่ไม่คิดจะสนใจเดินผ่านไปที่กลุ่มเพื่อนของตัวเอง ไม่สนว่าคนกลุ่มนั้นจะมองหน้าเธอที่ยังมีแผ่นแปะแก้ปวดติดอยู่ สายตายิ้มเยาะเย้ยของคนพวกนั้นเธอก็ไม่สนใจ และกว่ามันจะผ่านไปจนหมดวันเธอก็ต้องทนกับสายตาของใครอีกหลายๆ คน และเรื่องเล่าที่โรงอาหารเมื่อวานดูจะยิ่งแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
หมดวิชาเรียนของวันนี้แล้วเธอแยกกับเพื่อนที่หน้าตึก เดินเรื่อยๆ ออกมาที่หน้ามหาวิทยาลัยอีกเพียงนิดเดียวก็จะถึงหน้าประตู แต่กลับสะดุดตากับพี่ชายยายนั่นที่นั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ด้านหน้า และพอเขาเห็นเธอก็รีบวิ่งเข้ามาหา
"คุยกับพี่แป๊บนึงได้ไหม"
"มีอะไรอีกหรือคะ ต้องให้หนูไปขอโทษน้องพี่เรื่องอะไรอีก"
"ไม่ใช่แบบนั้น พี่จะมาขอโทษเราน่ะ"
เธอถอนหายใจใส่คนตรงหน้าอย่างไม่เกรงใจ เมื่อคืนไอ้หนุ่มหน้าฝรั่งก็ขอโทษเธอไปแล้ว เขาอีกคนก็จะมาขอโทษ ถ้าเมื่อคืนไม่ติดว่าไอ้ฝรั่งนั่นไปส่งเธอ เธออาจจะไม่ได้พูดดีด้วยก็ได้
"รับไม่ไหวหรอกค่ะ กองไว้ตรงนั้นแหละ ตอนหาเรื่อง อ้อ..ไม่ใช่ ตอนอยากให้หนูขอโทษไปดักหน้าคณะทำเรื่องเสียใหญ่โต พอขอโทษมาซุ่มอยู่ข้างต้นไม้แบบนี้หรือคะ"
"พี่ขอโทษ รู้ว่าเมื่อวานมันเกินไป พี่ไม่ได้ฟังเรื่องให้ดีก็รีบไปที่หน้าคณะน้องเลย"
"ค่ะ งั้นก็จบแค่นี้ค่ะ พี่ช่วยดูน้องพี่ให้ดีแล้วกัน ถ้ามาหาเรื่องหนูอีกครั้งหนูจะไม่ยอมให้ตบอยู่ฝ่ายเดียวแน่" เพราะไม่อยากพูดกับเขาต่อ พูดจบเธอก็เดินหนีออกมาทันที
"ไปไหนมาวะ" จีนเอ่ยถามอาร์ตที่เพิ่งมาถึงซุ้มประจำ เมื่อครู่ที่ออกจากคลาสเรียนไอ้อาร์ตก็รีบวิ่งออกไปเหมือนจะรีบไปไหน
"ไปขอโทษน้องคนเมื่อวานมาว่ะ" อาร์ตตอบตามความจริง ทำให้ทุกคนหันมามองมัน
"แล้วว่าไงบ้าง" จีนยังถามต่อ
"ไม่ว่าไง ดูไม่ค่อยพอใจ"
"ก็น่าอยู่หรอก" เบสเสริมขึ้นมาทันที
"แต่พูดก็พูด น้องกุลอะไรนั่น โคตรสวยเลยว่ะ ตัวขาวจั๊วะ แม่งน่าจับมัดมือแล้วโยนขึ้นเตียงฉิบหาย" จีนพูดไปก็ทำหน้าเคลิบเคลิ้มไปด้วย
"ไอ้สัส หน้าหม้อเชียว" ออสตินไม่ได้ด่าแค่ปากยังใช้เท้าถีบไอ้จีนที่นั่งอยู่ข้างๆ เสียด้วย
"หรือกูจะจีบน้องเขาดีวะ" ไอ้จีนกระเถิบหนีตีนออสตินออกมาอีกหน่อยตอนที่เอ่ยขึ้นมา
"ไม่ต้องเสือกเลย"
"ไม่ต้องเสือกเลย"
สองเสียงที่ประสานขึ้นมาพร้อมกัน ทำให้จีนและเบสหันไปมองไอ้สองคนที่เอ่ยขึ้นมาพร้อมกันทันที
"เหี้ยอะไรของพวกมึงเนี่ย" เบสมองหน้าไอ้สองคนที่พูดพร้อมกันแล้วก็เอ่ยเป็นเชิงถามขึ้นมาอย่างไม่ได้ต้องการคำตอบ เพียงแต่ต้องการดูปฏิกิริยาของไอ้สองคนนั้นมากกว่า
ก่อนไปทำงานในวันนี้เธอจึงได้โอนเงินให้แม่อีกหนึ่งพันบาท จากทิปที่ได้มาเมื่อคืน
(แล้วสิ้นเดือนแกจะช่วยแม่ได้เท่าไร)
พอโอนเงินเสร็จเธอก็รีบโทรไปบอกแม่ แต่คำพูดที่แม่ตอบกลับมากลับเป็นคำถามเรื่องเงินที่จะได้สิ้นเดือนนี้
"แม่เงินเดือนหนูแค่ไม่กี่พันเองนะ หนูเป็นพาร์ตไทม์นะ ไม่ใช่พนักงานประจำ"
(แกก็ดูแบ่งให้แม่พอจ่ายค่าเช่าร้านสักหน่อยเดือนนึงก็ได้ อีกเดือนแม่จะขอผัดเขาไปก่อน ไม่งั้นเขาไม่ให้ขายจะทำยังไงล่ะ)
"ดูก่อนนะแม่ ไม่รู้จะได้กี่บาทหนูหยุดงานไปตั้งหลายวัน"
(ก็เป็นไงล่ะ ดื้อดีนักแม่บอกแกตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ให้เรียนที่นี่มันแพง แกก็ไม่เชื่อ)
"แม่หนูไม่ได้จ่ายค่าเทอมนะ แล้วเรื่องเรียนหนูก็ไม่เคยรบกวนที่บ้าน"
(แต่แทนที่แกจะได้ช่วยแม่หาเงินมาใช้หนี้เขาไง ขายของทุกวันนี้ส่งหนี้รายวันก็แทบไม่เหลือ บางวันแทบไม่พอซื้อของมาขายต่อ ไหนจะค่าเทอมน้องแกอีก)
กุลจิราได้แต่ถอนหายใจหนักๆ แม่คิดแต่จะให้เธอช่วยเหลือ ทั้งที่เธอไม่ได้ขอเงินที่บ้านสักบาทตั้งแต่จบมัธยมปลายมา แถมในแต่ละเดือนเธอยังต้องส่งเงินไปช่วยที่บ้านอีกต่างหาก แต่แม่ไม่เคยพูดถึงพ่อเลี้ยงเธอ ที่วันๆ เอาแต่กินเหล้าออกมาช่วยแม่ขายของได้แวบเดียวก็กลับไปนอน ทิ้งให้แม่ต้องยืนอยู่หน้าเตาเกือบทั้งวันแถมต้องเสิร์ฟลูกค้าเองอีก จะได้เบาแรงก็ตอนที่น้องชายกลับมาจากโรงเรียน เธอยังรู้จากน้องชายเมื่อไม่นานมานี้ว่าพ่อเลี้ยงแอบเล่นพนันออนไลน์ในโทรศัพท์อีกด้วย
(ถ้าไม่ไหวแกก็ลาออกซะไอ้มหา'ลัยแพงๆ เนี่ย มาทำงานแล้วก็เรียนเสาร์อาทิตย์ไอ้ที่ถูกๆ หน่อยก็ได้ จะได้ช่วยแม่ได้บ้าง)
"ค่ะแม่ สิ้นเดือนหนูจะช่วยค่าเช่าแม่ก่อนหนึ่งเดือน" ในที่สุดเธอก็ต้องเอ่ยบอก และนั่นหมายความว่าเงินเดือนจากงานพาร์ตไทม์เธอจะหายไปกว่าครึ่งเดือนเลย
(เออ ถ้าไงวันเสาร์นี้แกมาช่วยแม่สักครึ่งวันช่วงเช้าได้หรือเปล่า ไอ้เกมส์มันต้องไปโรงเรียนอะไรของมันไม่รู้)
"แล้วลุงล่ะ"
(ลุงเขาไปงานศพญาติเย็นวันศุกร์น่ะ ไม่รู้จะกลับทันหรือเปล่า)
"ค่ะ"
